ริษยา อคติ 

อรติ โลกนาสิกา

ความริษยา ทำโลกให้ฉิบหาย

บุคคใดประพฤติล่วงธรรม เพราะความชอบกัน

เพราะความชังกัน เพราะความขลาดกลัว

เพราะความเขลา ยศของบุคคลนั้นย่อมเสื่อม

เหมือนพระจันทร์ข้างแรม ฉะนั้น

บุคคลใดไม่ประพฤติล่วงธรรม เพราะชอบกัน

เพราะความชังกัน เพราะความขลาดกลัว

เพราะความเขลา ยศของคนนั้นย่อมเพิ่มพูน

เหมือนพระจันทร์ข้างขึ้นฉะนั้น

 

ในประเด็นแรก จะขอพูดถึงเรื่อง ริษยา เสียก่อนความริษยามาจากคำว่า อิสสา ซึ่งเราใช้กันจนชินปากฟังกันจนชินหูว่า อิจฉา พอพูดว่าอิจฉา ก็เข้าใจกันทันที่ว่าหมายถึงความริษยา แต่ถ้าพูดว่าอิสสาก็เข้าใจกันทันที่ว่า หมายถึงความริษยา แต่ถ้าพูดว่า อิสสา น้อยคนนักจักเข้าใจ นอกจากผู้เรียนรู้ภาษาบาลีเท่านั้น ความริษยาความหมายว่าอย่างไร ความริษยานั้น โดยความหมายก็ได้แก่เห็นคนอื่นได้ดีแล้วทนอยู่ไม่ได้ คืออาการที่จิตใจเกิดความกระวนกระวายกระสับกระส่ายในเมื่อเห็นคนอื่นทำดีแล้วได้ดี พอเห็นใครหรือได้ยินข่าวว่าใครได้ดี ก็เกิดความไม่พอใจในความดีของคนนั้น นี่คือความหมายของคำว่า ริษยา

ลักษณะของความริษยา การที่เราจะดูความริษยาได้นั้น ก็ต้องดูกันที่คนมีความริษยา (คนอิจฉา) และดูที่ความริษยา เอาละ มาดูที่ความริษยากันก่อนเพราะริษยาเป็นกิเลสที่ซ่อนอยู่ภายในจิตใจ ก็เป็นเรื่องที่ดูกันได้ยากสักหน่อย แต่ก็ต้องใช้ความพยายามดูเพื่อให้รู้ว่า ความริษยานั้นมีลักษณะอย่างไร นักศึกษาธรรมพากันท่องบ่นจนขึ้นใจความริษยาตาไฟ ได้แก่ทนดูทนฟังความดีของคนอื่นไม่ได้ ความอิสสา (อิจฉา) ก็ได้แก่ความริษยา ความริษยาก็มีลักษณะเห็นคนอื่นได้ดีแล้วทนอยู่ไม่ได้ ทนทุรนทุรายคล้ายไฟสุมร้อนรุ่มตลอดเวลา โอกาสและจังหวะที่เราจะดูความอิจฉาริษยานั้น ก็ต้องสังเกตุดูเวลาคนเราได้รู้ได้เห็นได้ยินได้ฟัง เรื่องราวเกี่ยวกับความดีของคนอื่น จะเป็นความดีที่เห็นเกียรติยศ อิสริยยศ ปริจจารยศ อย่างใดอย่างหนึ่งก็ตาม จิตใจที่ไม่มีความริษยาครอบงำ พอได้รู้ได้เห็น ได้ยิน ได้ฟัง เช่นนั้น พลันก็จะมีความโสมนัส หรรษา ร่าเริง ชื่นใจ ดีใจ ในความดีของคืนอื่นนั้น แต่ถ้าตรงกันข้าม คือจิตใจที่มีความริษยาครอบงำ ก็จะทำให้เกิดความกระวนกระวายกระสับกระส่าย คล้ายถูกไฟรน ทนดู ทนฟัง ความดีของคนอื่นไม่ได้ จิตใจที่มีลักษณะเช่นนี้แหละ เรียกว่าจิตใจที่มีความอิจฉาริษยา ตาไฟ เห็นใครได้ดีแล้วทนอยู่ไม่ได้

การที่เราจะสังเกตความริษยาได้ชัดเจนเพียงไรนั้นมันก็ขึ้นอยู่กับแรงความริษยาด้วย ถ้าแรงความริษยามากก็สังเกตเห็นได้ง่าย แรงความริษยานั้นมี ๓ ขั้น คือ

๑. ความริษยาที่มีแรงน้อย ก็เพียงแต่ทำให้ไม่พอใจ ไม่สบายใจ ในเมื่อเห็นคนอื่นได้ดี แล้วความริษยาก็หายไป

๒. ความริษยามีแรงปานกลาง ไม่มีทางที่จะให้การสนับสนุนและส่งเสริมในความดีของคนอื่นเป็นอันขาด

๓. ความริษยาที่มีความรุนแรง นอกจากจะไม่สนับสนุน ไม่สบายใจ ไม่ดีใจ ในความดีของคนอื่นแล้ว ยังหาอุบายทำลายความดีของคนอื่นอีกด้วย

(๑) ความริษยาเพียงเล็กน้อยนั้น เมื่อได้รับรู้ หูได้ยินเสียงสรรเสริญชมเชยความดีของคนอื่น จิตใจรู้สึก นึกคิดแต่เพียงไม่สบายใจ ระคายใจ อะไรนิดๆ หน่อยๆ แล้วความรู้สึกนั้น มันก็ค่อยระงับดับไปเอง คนที่มีจิตใจอิจฉาริษยาในระดับนี้ ก็ยังมีความพอใจให้การสนับสนุนในการทำความดีของคนอื่น โดยที่คนอื่นก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีคนริษยาเขา เพราะเขาไม่ได้แสดงออกมาให้ปรากฏทางกาย ทางวาจา นอกจากตัวของเขาเองเท่านั้น ที่จะสังเกตใจของตนเองได้ โดยปกติธรรมดาแล้ว ภายในจิตใจของปุถุชนคนที่ยังมีกิเลสห่อหุ้มแกคลุมอยู่ ดูเหมือนว่าจะมีเชื้อแห่งความริษยาอยู่ด้วยกันทั้งนั้น ต่างกันอยู่ก็แต่ว่า ใครจะมีมากหรือมีน้อยเท่านั้นเอง

(๒) ความริษยาระดับปานกลาง แรงกระทบของความริษยามันมากขึ้น รุนแรงจนกระทั่งจิตใจไม่อาจทนรับได้ ต้องคอยหลบไม่อยากรู้ ไม่อยากเห็น ไม่อยากได้ยิน ไม่อยากได้ฟัง ในเรื่องความดีของคนอื่น คนที่มีความริษยาในระดับนี้ จึงไม่มีความดีใจ ไม่มีความพอใจ ไม่ให้การสนับสนุน ไม่ส่งเสริม ในความดีของบุคคลอื่น แต่ถึงกระนั้นก็ตาม คนที่มีความริษยาระดับนี้ ก็ยังมีดีอยู่บ้างคือแม้จะไม่สนับสนุนความดีของคนอื่น แต่ก็ไม่หาอุบายใหนการทำลาย หรือตัดรอนความดีของใครยังให้โอกาสแต่เขาได้ทำความดีต่อไป เพียงแต่ตัวเองไม่ให้การสนับสนุนเท่านั้น

(๓) ความริษยาที่กล้าจัดแรงจัดคือความริษยาแรงกล้าความริษยาระดับนี้แหละที่เรียกว่า อิจฉาเห็นคนอื่นได้ดีแล้วทนอยู่ไม่ได้ ไม่ใช่เพียงแต่ไม่สบายใจและไม่ให้การสนับสนุนในความดีของคนอื่นเท่านั้น แต่มันเลยเถิดเกิดเป็นความกระวนกระวาย ต้องหาอุบายทำลายตัดรอนความดีของคนอื่นอีกด้วย ข้อความที่ท่านกล่าวว่า ความริษยา ได้แก่กิริยาอาการที่เห็นคนอื่นได้ดี แล้วทนอยู่ไม่ได้ ก็หมายถึงจิตใจที่ทนอยู่ในสภาพปกติไม่ได้นั้นกระวนกระวายซัดส่ายออกไปจากสภาพปกติเดิม สภาพของจิตใจเดิมแท้นั้นเคยสงบเยือกเย็น แต่พอได้รับรู้ได้ยินได้ฟังว่าคนอื่นได้ดิบได้ดีมีเกียรติยศชื่อเสียง มีเงินมีทองเท่านั้นแหละ จิตใจไม่อาจทนอยู่ในสภาพเดิมได้ กลายเป็นความทุกข์ใจขึ้นมาแทนบางคนถึงกับกินไม่ได้นอนไม่หลับ เมื่อรับรู้ว่าคนอื่นได้ดี ด้วยเหตุนี้ ด้วยเหตุนี้ คำกล่าวที่ท่านผู้รู้ทั้งหลายบรรยายไว้ว่า เห็นคนอื่นได้ดีทนอยู่ไม่ได้นั้น ก็หมายถึงจิตใจทนอยู่ในสภาพเดิม คือ สงบ สะอาด สว่าง ไม่ได้นั้นเอง ที่กล่าวมาโดยย่อพอเป็นตัวอย่างนี้ เป็นลักษณะอาการของความอิจฉาริษยา

ที่นี้ก็หันมาดูอาการของคนมีความริษยาอีกที่ว่าคนที่มีความอิจฉาริษยาภายในจิตใจนั้น มีอาการเป็นอย่างไรบ้าง กิริยาท่าทางหรืออาการของคนที่มีความริษยาในใจต้องสังเกตดูกันเวลาคนๆ นั้นได้รู้ได้เห็นได้ยินได้ฟังเรื่องราวเกี่ยวกับความดี ความชอบของคนอื่น หรือจิตที่มีคนเล่าถึงคนงามความดีของคนอื่น พูดกันแบบเข้าใจกันง่ายๆ ก็คือเวลานำเอาความดีของคนอื่นมาเป็นเครื่องทดสอบดู จึงจะรู้ว่าเขามีความริษยาหรือไม่ ตัวอย่างเช่น

ในกรณีที่เขาได้ฟังข่าวว่าคนนั่น คนนี่ ได้ลาภ ได้ยศ ได้รับสรรเสริญ มีความสุข คนที่มีความริษยาในจิตใจ ก็มักจะแสดงกิริยาท่าทาง หรือพูดออกมาในลักษณะที่ไม่พอใจกับข่าวที่ได้ยินได้ฟังนั้นทันที เพื่อให้รู้แน่แก่ใจ เราลองทดสอบดูก็ได้ เช่นบอกให้เขารู้ว่า ใครคนใดคนหนึ่งที่เขารู้จักกันดี และทำงานอยู่ด้วยกันได้ขึ้นเงินเดือนเลื่อนตำแหน่ง เมื่อเล่าให้เขาฟังเช่นนั้นแล้วเขาจะมีความรู้สึกและแสดงอาการกิริยาออกมาอย่างไร ถ้าเขามีอาการเป็นปกติและแสดงออกมาในทำนองว่า คนเราเมื่อทำดีก็ย่อมได้รับผลดีเป็นสิ่งตอบแทน มันเป็นบุญวาสนาของเขา เขาได้ขึ้นเงินเดือนเลื่อนตำแหน่ง ก็เหมาะสมกับผลงานที่เขาได้ทำแล้ว ขอแสดงความดีใจและอนุโมทนาด้วย ขอให้เจริญยิ่งๆ ขึ้นไปเถิด ถ้าอย่างนี้ก็แสดงให้เห็นว่าเขาไม่มีความริษยา หรือหากจะมีอยู่บ้างก็ไม่พอใจในทำนองว่า คนอย่างนี้ มันได้ขึ้นเงินเดือน เลื่อนตำแหน่งอย่างไรนะ แม้แต่ตัวมันเอง ก็ยังปกครองตนเองไม่ได้ แล้วจะปกครองคนอื่นได้อย่างไร ขึ้นเงินเดือน เลื่อนตำแหน่งให้กับคนประเภทนี้นี่เล่า บ้านเมืองมันจึงเน่าเป็นถังขยะ และอะไรอีกหลายอย่างที่เขาแสดงออกมาโดยความไม่พอใจ นี่แหละคือคนมีความริษยา ขนานแท้ความริษยาระดับนี้แหละ ที่เป็นเหตุทำให้โลกฉิบหาย

โทษของความริษยา ธรรมภาษิตที่ตั้งไว้เป็นหัวข้อข้างต้นนั้น ชี้บอกถึงโทษของความริษยาว่า ความริษยาทำโลกให้ฉิบหาย หมายความว่า ความริษยามีอำนาจสามารถทำลายความสงบสุขคนเราให้หมดไป คนที่มีความริษยาเกาะกินใจ มักจะเป็นคนมีกรรมคือเวลาเห็นคนอื่นได้ดีแล้ว จิตใจของเขามันไม่มีความสุขกลับมีความทุกข์ต่างๆ นานา คิดหาอุบายทำลายความดีของคนอื่น นี่แสดงให้เห็นว่า ความริษยาเผาผลาญความสุขให้หมดไปบางทีก็ทำลายชีวิตของคนที่ตนอิจฉาให้ฉิบหายทำลายสังสมที่อยู่ร่วมกัน ดังนี้ ท่านจึงกล่าวว่า ความริษยายังโลกให้ฉิบหาย คนทั่วไปเขามีความสุขความสบาย ในเวลาเห็นคนอื่นเขาได้ดีเห็นเขาได้ขึ้นเงินเดือน เลื่อนตำแหน่ง ก็รู้จักแสดงมุทิตาปรารถนาให้เขามีความเจริญก้าวหน้ายิ่งๆ ขึ้นไป นี่คื่อจิตใจของคนที่ไม่มีความริษยา ส่วนคนที่มีความอิจฉาริษยาเกาะกินหัวใจ เห็นใครเขาได้ดีแล้ว มันเหมือนเอาหนามแหลมๆ มาทิ่มแทงหัวใจ …..เวรกรรมแท้ๆ…..นี่แหละคือความริษยาทำลายความสุข

นอกจากทำลายความสุขแล้ว ความริษยายังทำลายศักดิ์ศรีอีกด้วย ช่วยกดคนให้ต่ำ ปราศจากเกียรติยศและศักดิ์ศรี มีคนเคยทูลถามพระพุทธเจ้าว่า ทำไมคนบางงคนในโลกนี้ จึงเป็นคนด้อยยศ หมดศักดิ์ศรี ไม่มียศศักิด์ เป็นผู้น้อยก็ไม่มีใครรัก เป็นผู้ใหญ่ก็ไม่มีใครเคารพ เป็นผู้เสมอกันก็ไม่มีใครนับถือ พระพุทธองค์ทรงตอบว่า เหตุที่เป็นเช่นนั้น เพราะเขาเป็นคนมีความอิฉาในความดีของคนอื่น เห็นคนอื่นได้ดีทนอยู่ไม่ได้ แล้วก็หาอุบายทำลายความดีคนอื่นในทุกรูปแบบด้วยเหตุนี้ เขาจึงเป็นคนไม่มีศักดิ์ศรี เพราะเขาไม่รักความดี แล้วจะมีศักดิ์ศรีได้อย่างไร เพราะศักดิ์ศรีนั้น ย่อมมีได้เฉพาะคนมีจิตใจสูง มีคุณธรรม คนจิตใจต่ำถูกครอบงำด้วยยความริษยา ,,,,สมควรที่จะได้รับเกียรติยศ ศักดิ์ศรีไม่ศักดิ์ศรีเป็นคุณธรรมความดีอย่างหนึ่งพึงได้มาด้วยการทำความดี ก็คนที่อิจฉาตาไฟ ไม่มีแม้แต่ความพอใจ ดีใจ ในความดีของคนอื่น แล้วอย่างนี้ เขาจะเป็นคนมีศักดิ์ศรีได้อย่างไร เพราะเขาไม่พอใจในความดี ศักดิ์ศรีมีได้เฉพราะคนที่รักความดี พอใจในความดีเท่านั้น คนที่อิจฉาตาไฟจิตใจเต็มอัดไปด้วยความอิจฉาริษยา จึงเป็นคนที่ปราศจากเกียรติยศ อิสริยยศ บริวารยศ หมดความเป็นใหญ่ ไร้ศักดิ์ศรี ไม่มีบริวาร ความอิจฉาริษยาทำลายศักดิ์ศรีของคนเราด้วยอาการอย่างนี้

นอกจากนี้ ความอิฉาริษยายังทำลายหมู่คณะสังคมประเทศชาติ ให้พินาศล่มจมอีกด้วย ความริษยาเป็นตัวเสนียดจัญโร เกิดขึ้นที่ไหน มีในสังคมใด อยู่ในประเทศชาติใด ก็ฉิบหายทุกอย่าง ไม่ต่างอะไรกับไฟประลัยกัลป์ล้างโลก เราจะสังเกตเห็นว่า หมู่ใดคณะใดสังคมใดประเทศชาติใด ก็ฉิบหายทุกอย่าง ไม่ต่างอะไรกับไฟประลัยกัลป์ล้างโลก เราจะสังเกตเห็นว่า หมู่ใด คณะใด สังคมใดประเทศชาติใด มีคนอิจฉาตาไฟ ไม่พอใจ ไม่ดีใจ ในความดีของคนอื่น เห็นคนอื่นทำดีได้ดี แทนที่จะพอใจให้การสนับสนุน กลับมีความอิจฉาตาร้อน บั่นทองความดีของเขาด้วยวิธีการต่างๆ หมู่นั้นคณะนั้นสังคนนั้นประเทศชาตินั้น ก็พลันถึงความฉิบหายในทุกๆ ด้าน เพราะพวกอิจฉาตาไฟมีจิตใจโหดร้าย มุ่งทำลายคนดีและความดีของคนอื่นเป็นนิสัย มนุษย์พวกนี้อยู่ที่ไหนก็ทำลายล้างผลาญที่นั้น (ความริษยายังโลกให้ฉิบหาย)  เอาละ! ได้พูดเรื่องความอิจฉาริษยามาพอสมควรแล้ว

ต่อไป ก็เข้าสู่ประเด็นเรื่อง อคติ สังคมมนุษย์ในโลกปัจจุบัน มันเป็นสังคมแห่ง อคติ คือความลำเอียงเป็นสังคมแห่งความไม่เที่ยงตรง มีความลำเอียงมากขึ้นเป็นลำดับ นับแต่สังคมส่วนย่อยถึงสังคมส่วนรวม ตลอดจนสังคมโลก คือคนในสังคมมีคำนิยมในความลำเอียง (อคติ) ในการปฏิบัติหน้าที่ของตนแทนที่จะยึดเหตุผล และความถูกต้องชอบธรรมเป็นหลัก ก็มักจะมีอคติความลำเอียงเข้าข้างนั้น เข้าข้างนี้ เพราะมีความชอบ ความชัง ความขลาด และความเขลาเป็นปัจจัย ในทางพระพุทธศาสนาเรียกความลำเอียงว่า อคติ มี ๔ อย่าง คื่อ

๑. ลำเอียงเพราะชอบ     เรียกว่า             ฉันทาคติ

๒. ลำเอียงเพราะชัง                   เรียกว่า             โทสาคติ

๓. ลำเอียงเพราะกลัว     เรียกว่า             ภยาคติ

๔. ลำเอียงเพราะเขลา    เรียกว่า             โมหาคติ

อคติทั้ง ๔ นี้ ไม่ควารประพฤติเลย

มนุษย์ในสังคมโลกปัจจุบันพากันประพฤติคนเป็นคนประเภท ลำเอียง ไม่เที่ยงตรง คือเอียงซ้าย เอียงขวา เอียงหน้า เอียงหลัง เอียงข้างนั้น เอียงข้างนี้ แทนที่จะพากันประพฤติตนเป็นคน ตรง กลับไม่เอาไม่ชอบ ไปชอบแบบเอียงๆ ไม่เที่ยง ไม่ตรง ตกลงสังคมโลกส่วนใหญ่ โดยเฉพาะสังคมไทยก็เต็มไปด้วยคนลำเอียง หาคนตรงลำบาก ยากเหมือนหาความเมตตาจากคนไร้น้ำใจ คนใจดำมนุษย์เป็นสัตว์สังคมนิยมอยู่กันเป็นหมู่ เป็นคณะเป็นสังคม ในการอยู่ร่วมกันเช่นนั้น ข้อสำคัญจะต้องมีเครื่องประสานสังคมให้มีความร่มเย็นเป็นสุข สิ่งที่จะประสานสังคมให้เกิดความร่มเย็นเป็นสุขนั้น ก็คือความเป็นธรรม ความยุติธรรม และความเสมอภาค

แต่มนุษย์ส่วนมากในปัจจุบัน กลับพากันประพฤติตนเป็นคน ลำเอียง โดยเฉพาะในสังคมไทยในปัจจุบันทุกวันนี้มากไปด้วยคนลำเอียง บางคนลำเอียงเพราะความชอบกัน บางคนลำเอียงเพราะความชัง บางคนลำเอียงเพราะความขลาด บางคนลำเอียงเพราะความเขลาเบาปัญญา เมื่อคนในสังคมมีความลำเอียงกันมากๆ ก็ยากที่จะอยู่ร่วมกันโดยความสงบสุข และปลอดภัยโดยเฉพาะถ้าผู้ใหญ่ที่เป็นหัวหน้าหมู่ หัวหน้าคณะเป็นผู้นำสังคมแต่ละดับชั้น ตั้งแต่สังคมส่วนย่อยในครอบครัวถึงสังคมส่วนรวมสังคมประเทศชาติตลอดสังคมโลก เป็นคนมีอคติลำเอียงด้วยแล้ว แน่นอน สังคมมนุษย์ก็จะเต็มไปด้วยความวุ่นวายเอารัดเอาเปรียบเหยียบย่ำทำลายกัน หาความสงบสุขและความปลอดภัยในชีวิตประจำวันได้ยาก ขอฝากท่านผู้เป็นใหญ่ในสังคมไทยเรานำเอาไปทำการบ้านด้วย

เพื่อฝากให้ทุกท่านเข้าใจในเรื่องอคติลำเอียงง่ายเพราะความชังมาเป็นตัวอย่าง ลำเอียงเพราะความชังนั้นพอชอบใคร พอใจใคร พวกไหน พรรคไหนแล้ว แม้คนเหล่านั้น พวกนั้นพรรคนั้นจะประพฤติชั่ว ทำตัวเลวทรามอย่างไร ก็ไม่เป็นไร ยังให้ความชอบ ความพอใจ ให้การสนับสนุนไม่เลิกลา ใครจะว่าชั่วว่าเลวอย่างไรก็ยังพอใจยังชอบ นี่คือลักษณะของอคติลำเอียงเพราะความชอบส่วนอคติลำเอียงเพราะชัง ก็ทำนองเดียวกันพอได้ชังใคร หมู่ใหนคณะไหน พรรคพวกไหนแล้ว เขาก็ชังจนเข้ากระดูกดำ แม้คนนั้น หมู่นั้นคณะนั้น พรรคนั้นพวกนั้น จะทำดีอย่างไร จะทำประโยชน์ให้แก่ส่วนรวมประเทศชาติบ้านเมืองได้ดีอย่างไร ก็ไม่ยอมรับไม่เห็นดีด้วย เพราะความเกลียด ความชังมันบังคับไม่ให้เห็นดีเห็นชอบ ทำดีก็ไม่ว่าดี แต่ถ้าเกิดไปทำชั่วทำผิดนิดเดียว หรือไม่ได้ทำผิดอะไรเลย ก็หาเรื่องกระพือให้ลือกระฉ่อนไปทั่วบ้านทั่วเมือง นี่คือเรื่องอคติความลำเอียงเพราะความเกลียดความชัง

จนกระทั่งมีนิทานปรำปราเล่าสืบๆ กันมาว่า มีพ่อตาคนหนึ่งซึ่มมีลูกเขยสองคนคือเขยใหญ่กับเขยเล็ก พ่อตาคนนี้มีอคติลำเอียงในลูกเขยทั้งสองมองเขยใหญ่ด้วยความชอบใจ พอใจ ไม่ว่าเขยใหญ่จะทำอะไร พ่อตาก็เห็นดีเห็นชอบด้วย ช่วยสนับสนุนด้วยความชอบใจ พอใจ เขยใหญ่ทำผิดอย่างไรก็ว่าถูกว่าดี แต่ในขณะเดียวกัน ก็หันไปมองเขยเล็กด้วยความชิงชัง มันช่างขวางหูขวางตาเสียเหลือกำลัง ตั้งแต่เขยเล็กเข้ามาเป็นสมาชิกภายในบ้านสร้างความรำคาญให้พ่อตาเหลือที่จะรรรณนา ไม่ว่าเขยเล็กจะทำดีอย่างไรก็ไม่เป็นที่ชอบใจพอใจของพ่อตาสักอย่าง ทั้งที่การงานต่างๆ เขยเล็กก็ทำดียิ่งกว่าเขยใหญ่ แต่ทำไมพ่อตาจึงไม่ชอบใจ ไม่พอใจเอาเสียเลย นี่แหละที่ท่านเรียกว่า โทสา คติ ลำเอียงเพราะชัง ในเมื่อความเกลียดชังมันผังแน่นอยู่ในจิตใยเสียแล้ว ทำดีอย่างไรก็ว่าไม่ดีทั้งนั้น ถูกตำหนิทั้งขึ้นทั้งล่อง เพราะมองด้วยความเกลียดชัง

ความลำเอียงเพราะชอบเพราะชังดังตัวอย่างที่กล่าวมานี้ชี้ให้เห็นว่า คนเราไม่ว่าจะอยู่ในฐานะอะไร ถ้าขาดความเป็นธรรมความยุติธรรม และความเสมอภาคเสียอย่าง ปัญหาต่างๆ ก็เกิดขึ้นเป็นเงาตามตัว โดยเฉพาะในสังคมเมืองไทยของเราในเวลานี้ ก็หนีไม่พ้นเรื่อง อคติ ลำเอียงมีให้เห็นทั่วไปในสังคมบ้านเมือง เรื่องความลำเอียงเพราะชอบเพราะชังนี้โดดเด่นมาก จึงขอฝากท่านทั้งหลายผู้รับผิดชอบในบ้านเมืองคิดกันให้ดี บางที่อาจจะพบแสงสว่างทางปัญญายุติปัญหาเรื่อง อคติ ลงได้บ้าง

เป็นที่น่าสังเกตอีกอย่างหนึ่ง ในสังคมไทยของเราเวลานี้ มันมีตัวเสนียดจัญไรอยู่สองตัวคือ ริษยา กับ อคติ ตัวอุบาทว์จัญไรสองตัวนี้แหละที่มันคอยบั่นทอนความเจริญก้าวหน้าของสังคมไทย ไม่ให้ก้าวไปข้างหน้า แต่ว่ากลับลากให้ถอยหลังเข้ารถเข้าพงเข้าสู่ดงแห่งความมืดบอดทางจิตใจ ไปไม่รอดแน่ๆ ถ้าไม่แก้โรคอิจฉาริษยาตาไฟ เห็นใครทำดีได้ดีแล้วทนอยู่ไม่ได้ หาอุบายทำลายความดีของคนอื่นและโรค อคติ ความลำเอียงเพราะชอบเพราะชังที่ฝังแน่นอยู่ในจิตใจให้หมดไป ถ้าตัวเสนียดจัญไรทั้งสองตัว คือความอิจฉาริษยา และอคติ เพราะชอบเพราะชัง พังทะลายหายไปจากจิตใจของคนในสังคมไทย เมื่อไรความรักความสามัคคี ความดีใจพอใจในความดีของคนอื่น ก็จะฟื้นกลับคืนมาทันที ทันควันนั่นคือประกันให้สังคมไทยอันเป็นที่รักของเราทั้งหลายได้อยู่ร่วมกันด้วยความสงบสุข ทุกประการ ขอเราท่านทั้งหลายทำลายความอิจฉาริษยาและอคติ ให้หมดไปจากจิตใจกันเถิด จะเกิดความร่มเย็นเป็นนิรันดร

ริษยา             อคติ              ดำริผิด

มันเป็นพิษ                 เป็นภัย                     ร้ายนักหนา

สังคมใน                    มีคน              ขี้อิจฉา

รับรองว่า                  สังคมนั้น         พลันล่มจม

สังคมใด          มากไป           ด้วยคนชั่ว

ประพฤติตัว               อิจฉา             น่าขื่นขม

คิดทำลาย                 คนอาศัย         ในสังคม

ให้ล่มจม                   วายวอด         ตลอดไป

ริษยา             พาคน            ให้มืดบอด

โง่สุดยอด                  เห็นเขาดี        ไม่ดีใจ

หาอุบาย                   ทำลายเขา       อยู่ร่ำไป

คนจัญไร                   อิจฉา                       ค่าไม่มี

ด้วยเหตุนี้       ปราชญ์เมธี      จึงเตือนตัก

ให้รู้จัก                     ดีใจ               ในคนดี

ให้โอกาส                  เวลา              เขาทำดี

ให้ทวี                      ยิ่งขึ้นไป         ในทางธรรม

อคติ              ลำเอียง          ไม่เที่ยงตรง

ไม่ดำรง                    ตนอยู่            คู่กับธรรม

เพราะความชอบ          ความชัง         คอยชักนำ

จึงกระทำ                  หน้าที่            มีขลาดเขลา

อคติ              ทั้งสี่              มีฉันทา

มีโทสา                     ภยา              โมหาเขลา

ทั้งสี่นี้                      ทำคน            ให้อับเฉา

คนโศกเศร้า               เพราะลำเอียง  ไม่เที่ยงตรง

ขอเชิญชวน     มวลประชา      พากันคิด

อย่าทำผิด                 เพราะลำเอียง  ให้เที่ยงตรง

ให้ทุกคน                  ประพฤติตน     ให้มั่นคง

ให้ดำรง                    ตนอยู่            คู่หลักธรรม ฯ

 

 

 

คนดีชอบทำงาน – คนพาลชอบทำลาย

 

ยสํ  ลทฺธาน ทุมฺเมโธ     อนตฺถํ จรติ อตฺตโน

อตฺตโน จ ปเรสญฺจ       หึสาย  ปฏิปชฺชติ.

คนทรามปัญญาได้ยศแล้ว ย่อมประพฤติสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่ตน

ย่อมปฏิบัติเพื่อเบียดเบียนตนและคนอื่น

บรรดามนุษย์ทั้งหลายทุกชาติ ทุกภาษา ทุกเผ่าพันธุ์ ไม่ว่าจะนับถือลัทธิศาสนาอะไร เมื่อกล่าวโดยสรุปแล้ว ก็มีบุคคลอยู่ ๒ ประเภท คือ คนพาลกับบัณฑิต (คนดี) ประเด็นแรกเราก็มาทำความเข้าใจกันในบุคคล ๒ ประเภทนี้เสียก่อน คนพาลกับบัณฑิตนั้น มีลักษณะแตกต่างกันอย่างไร

คนพาลคือคนประเภทไหนมีอะไรเป็นเครื่องบอกว่าเป็นคนพาล คำว่า “พาล” แปลว่าอ่อน หมายความว่า คนพาลอ่อนความคิด คือไม่มีความคิดในทางริเริ่มสร้างสรรค์ เหมือนกันแต่เป็นความคิดที่อ่อนปวกเปลียก เรียกว่าใช้ไม่ได้ ไม่มีความคิดในการพัฒนาชีวิตให้ดีขึ้นให้เจริญก้าวหน้าขึ้นกว่าที่เคยเป็นอยู่ก่อน เคยเป็นอยู่อย่างไรก็เป็นอยู่อย่างนั้น มิหนำซ้ำยังปล่อยชีวิตให้เป็นไปตามอำนาจกิเลสตัณหาอารมณ์ฝ่ายต่ำ ไม่นำพาคิดหาอุบายให้ชีวิตให้เป็นไปตามหลักเหตุผล คนเช่นนี้เรียกว่าเป็นคนพาล (อ่อนความคิด)

เมื่ออ่อนความคิดแล้ว คนพาลก็ยังอ่อนสติอีกด้วย  คือเป็นบุคคลประเภทประมาทขาดสติ มีความสะเพร่าเป็นนิสัยทำอะไร พูดอะไร คิดอะไร ขาดความระมัดระวังพลั้งพลาดอยู่เสมอ นี่คือลักษณะของคนอ่อนสติ สติยังอ่อนส่งผลสะท้อนให้เกิดความบกพร่องในการทำหน้าที่การงาน

นอกจากอ่อนความคิด อ่อนสติแล้ว คนพาลก็ยังอ่อนปัญญาคือไม่มีปรีชาความรู้ซึ้งถึงเหตุผล เป็นคนมีชีวิตอยู่สักแต่ว่าลมหายใจเข้า หายใจออกเท่านั้น ไม่ผิดอะไรกับคนตายแถมยังทำลายประโยชน์ทั้งในโลกนี้และประโยชน์ในโลกเบื้องหน้า อันตนควรจะได้เสียอีก นี่แหละคือคนพาลสันดานอ่อนความคิด อ่อนสติ และอ่อนปัญญา

เรื่องของ “พาล” ที่แปลว่าอ่อน ได้แก่อ่อนความคิด อ่อนสติ อ่อนปัญญา แม้ว่าร่างกายจะกำยำล่ำสันมีกำลังแข็งแรงเทียมดังช้าง ไม่ต่างอะไรกับเวสสุวรรณ ทศกัณรู้ยักษา แต่ถ้าอ่อนความคิด อ่อนสติ อ่อนปัญญา ก็ได้ชื่อว่าเป็นคนพาลอยู่นั้นเอง เมื่อคนพาลเป็นคนอ่อนความคิด อ่อนสติ อ่อนปัญญา ก็ไม่คิดหาทางสร้างสรรค์ชีวิตให้เจริญก้าวหน้าด้วยเหตุผล คิดวนอยู่แต่ในเรื่องไร้สาระ เช่นเรื่องเครื่องรางของพลังโชคชะตาราศี เคราะห์ดีเคราะห์ร้าย วุ่นวายอยู่แต่ในเรื่องตื่นผู้วิเศษ เป็นเหตุให้เสียประโยชน์ทั้งปัจจุบันและอนาคต นี่คือความหมายของ “พาล” ถ้าอ่อนทั้งสามคืออ่อนความคิด อ่อนสติ อ่อนปัญญา มีอยู่ในบุคคลใด ก็คนนั้นแหละคือ “คนพาล” ไม่ว่าจะเป็นคนประเภทไหน อยู่ในเพศไหน วันไน มีตำแหน่งหน้าที่การงานอะไรก็ตามก็ได้ชื่อว่า เป็นคนพาลด้วยกันทั้งนั้น

นอกจากจุดอ่อนทั้งสามคืออ่อนความคิด อ่อนสติ และอ่อนปัญญา จะเป็นการบงบอกถึงลักษณะของคนพาลแล้ว ก็ยังมี “อาการของคนพาล” อีกคือคนพาลมีอาการแสดงออกบอกให้รู้อยู่ ๓ จุดด้วยกันคือ

คนพาลคิดแต่เรื่องชั่วๆ ที่ตัวเคยคิดมาแล้วเป็นนิสัย

คนพาลพูดแต่เรื่องชั่วๆ  ที่ตัวเคยคิดมาแล้วเป็นนิสัย

คนพาลพูดแต่เรื่องชั่วๆ  ที่ตัวเคยทำมาแล้วเป็นนิสัย

ตามหลักทั้งสามนี้ เราก็ได้จุดสังเกตรู้อาการของคนพาลสามจุด คือ จากความคิด จุดนี้อาจจะยากต่อจากสังเกต เพราะเป็นเรื่องภายในจิตใจ แต่ก็พอจะสังเกตได้ จากการพูด และจากการทำ  สรุปอาการของคนพาลคือชอบคิดชั่วเป็นนิสัย ชอบพูดชั่วเป็นนิสัย และชอบทำชั่วเป็นนิสัย

คิดแต่เรื่องชั่วๆ ที่ตัวเคยคิดมาแล้วเป็นนิสัยนั้น ได้แต่คิดโลภอยากได้ของคนอื่นมาเป็นของตน คิดพยาบาทปองร้ายให้ผู้อื่นถึงความฉิบหาย คิดเห็นผิดจากทำนองครองธรรมนี่แหละคนพาลคิดแต่เรื่องชั่วเช่นนี้  คนไหนคิดแต่เรื่องชั่วๆ เช่นนี้ คนนั่นแหละคือคนพาล สันดานชอบคิดชั่ว

พูดแต่เรื่องชั่วๆ ที่ตัวเคยคิดมาแล้วเป็นนิสัยนั้น ได้แก่พูดเท็จ โกหกหลอกลวง พูดส่อเสียดยุยงให้คนแตกสามัคคีกัน พูดคำหยาบคาย พูดเพ้อเจ้อเหลวไหลไร้สาระอันทำให้คนอื่นได้รับความเสียหายจาการพูดชั่วของตน

ทำแต่เรื่องชั่วๆ ที่ตัวเคยทำมาแล้วเป็นนิสัย ได้แก่การฆ่าสัตว์ การลักทรัพย์ การประพฤติผิดในการ การกระทำในลักษณะเช่นนี้ คนพาลชอบกันนักชอบกันหนา

ถ้าใครคิดชั่ว พูดชั่ว ทำชั่ว โดยไม่เลิกละ คนนั่นละเป็นคนพาล เพราะการทำชั่ว การพูดชั่ว การคิดชั่ว เป็นตัวบ่งบอกว่าเป็นอาการของคนพาล ดังนั้น การดูคนพาลจึงให้ดูที่พฤติกรรมทางกาย ทางวาจา ทางใจ ของเขา ให้ดูที่ความคิด ให้ดูที่คำพูด ให้ดูที่การกระทำของเขาลักษณะอาการของคนพาลนั้น ชอบคิดชั่วเป็นนิสัย (มโนทุจริต) ชอบพูดชั่วเป็นนิสัย (วจีทุจริต) ชอบทำชั่วเป็นนิสัย (กายทุจริต) รวมความแล้ว คนที่ชอบประพฤติทุจริตทางกาย ทางวาจา และทางใจ นั่นเองคือคนพาล นี่คือหลักการสังเกตคนพาล ตามทัศนะของพุทธศาสนา

แต่ยังมีวิธีดูคนพาลอีกวิธีหนึ่ง ซึ่งท่านอกิตติดาบส นักปราชญ์ทางศาสนายุคก่อนพระพุทธจ้าท่านได้ให้ทฤษฎีสังเกตคนพาลไว้ ๕ ประการคือ

๑.                 คนพาลชอบแนะนำสิ่งที่ไม่ควรแนะนำ

๒.                คนพาลชอบประกอบในสิ่งที่ไม่ใช่ธุระ

๓.                คนพาลชอบเห็นชั่วเป็นดี

๔.                คนพาลแม้คนอื่นพูดดีๆ ก็โกรธ

๕.                คนพาลไม่รู้อุบายสำหรับแนะนำ

นี่คือทฤษฎีทดสอบคนพาล ตามทัศนะของท่านอกิตติดาบส ใครที่มีพฤติกรรมทัง ๕ นี้แสดงออกมา ก็พึงทราบเถิดว่า เขาคนนั่นแหละคือคนพาล ตามหลักการที่ท่านอกิตติดาบส กำหนดไว้

ได้พูดถึงเรื่องของ “คนพาล” มาพอสมควรแล้วต่อไป ก็มาทำความเข้าใจกันในเรื่องของ “บัณฑิต” คำว่า “บัณทิต” นั้นได้แก่บุคคลประเภทไหน ทำไมจึงเรียกว่าบัณฑิต บัณฑิตนั้นมีอยู่สองความหมาย ความหมายหนึ่งหมายถึงบัณฑิตทางโลก อีกความหมายหนึ่งหมายถึงบัณฑิตทางธรรม บัณฑิตในทางโลกใช้เรียกบุคคลผู้สำเร็จการศึกษาในสาขาวิชาการต่างๆ เช่นสำเร็จอักษรศาสตร์ก็เรียกว่า “อักษรศาสตรบัณฑิต”  สำเร็จครุศาสตร์ก็เรียกว่า “ครุศาสตรบัณฑิต” เหล่านี้เป็นต้น ถือเอาความสำเร็จทางการศึกษาให้สาขาวิชาต่างๆ ซึ่งวัดกันด้วยปริญญาตามลำดับชั้น ตรี โท เอก

ส่วนบัณฑิตทางธรรม ท่านหมายถึงบุคคลผู้ดำเนินชีวิตด้วยปัญญา คือคนที่ใช้ปัญญาความรู้ให้เกิดประโยชน์แก่ตนและบุคคลอื่น บัณฑิตทางธรรม เป็นผู้ดำเนินชีวิตไปตามครรลองแห่งพระธรรม จะทำอะไรก็ทำแต่สิ่งที่ถูกต้องชอบธรรม จะพูดอะไรก็พูดแต่สิ่งที่ถูกต้องชอบธรรม จะคิดอะไรก็คิดแต่สิ่งที่ถูกต้องชอบธรรม ดำเนินชีวิตแต่ในทางที่เป็นประโยชน์เกื้อกูลและความสุขด้วยสติปัญญา รู้จักใช้ปัญญารอบคอบชอบด้วยเหตุผล นี่คือคนที่คนที่เป็นบัณฑิตทางธรรม บัณฑิตชนประพฤติแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์ตนและคนอื่น ถ้าไม่สามารถประพฤติประโยชน์แก่คนอื่นได้ ก็ควรประพฤติเฉพาะประโยชน์ตนแม้เมื่อไม่สามารถประพฤติประโยชน์ของตนได้ ก็ควรปลีกตัวออกห่างจากความชั่วเสีย นี่ก็ลักษณะของบัณฑิตทางธรรม บัณฑิตตามทัศนะของพระพุทธศาสนา ถือเอาคุณธรรมเป็นเครื่องวัดภูมิของบัณฑิต ผิดตรงกันข้ามกับบัณฑิตทางโลกซึ่งถือเอาวิทยฐานะ หรือปริญญาดีกรีเป็นเครื่องวัดภูมิบัณฑิตทางโลก ตามความเป็นจริงแล้ว ค่าของบัณฑิตทางธรรมอยู่ที่การดำเนินชีวิตด้วยสติปัญญา และการพำเพ็ญประโยชน์เป็นประการสำคัญ ดังประพันธ์พุทธภาษิตว่า

ทิฎฺเฐ ธมฺเม จ โยอตฺโถ  โย อตฺโถ สมฺปรายิโก

อตฺถาภิสมญา ธีโร                 ปณฺฑิโตติ  ปวุจฺจติ

คนฉลาดรู้จักประโยชน์ชาตินี้  ประโยชน์ชาติหน้า

และประโยชน์อย่างยิ่ง (นิพพาน) เรียกว่าบัณฑิต

ค่าของบัณฑิตขึ้นอยู่กับประโยชน์ คนไหนทำประโยชน์ได้มากคนนั้นก็มีค่ามาก บัณฑิตย่อมยึดไว้ได้ซึ่งประโยชน์ทั้งสอง คือประโยชน์ปัจจุบัน และประโยชน์ข้างหน้า ฝึกเอาประโยชน์ทั้งสองมาเป็นภาระหน้าที่ของตนที่จะต้องปฏิบัติบำเพ็ญจริงๆ ไม่สลัดทิ้งภาระที่มาถึงตัว มุ่งถือประโยชน์ทั้งสองมาเป็นเครื่องมือในการสร้างตนให้มีฐานะมั่นคงในปัจจุปันและสร้างสรรค์ทางดำเนินชีวิตให้ราบรื่นในกาลข้างหน้า

บัณฑิตตามทัศนะของพระพุทธศาสนา นอกจากสร้างฐานะของตนให้มั่นคงในปัจจุบันแล้ว ยังมีความรู้สึกสำนึกในบาปบุญ คุณโทษ อันติดตามไปในกาลข้างหน้าจึงต้องหาอุบายป้องกันบาปแล้วสั่งสมบุญ ยึดหลักธรรมคือศรัทธา ศีล จาคะ และปัญญา มาสร้างมรรคา เพื่อดำเนินชีวิตไปสู่ชาติหน้าด้วยความราบรื่น เมื่อได้ทราบเรื่องของบัณฑิต คือผู้ดำเนินชีวิตด้วยสติปัญญาและเป็นผู้บำเพ็ญประโยชน์ทั้งสอง มาพอสมควรแล้ว ประเด็นต่อไป ก็ควรจะต้องรู้จักอาการของบัณฑิตด้วย อาการแสดงออกของบัณฑิตนั้น มีอยู่ ๓ ประการ คือ

๑.                 บัณฑิตคิดดีเป็นปกตินิสัย

๒.                บัณฑิตพูดดีเป็นปกตินิสัย

๓.                บัณฑิตทำดีเป็นปกตินิสัย

ตามหลักการข้างบนนี้ เราได้จุดสังเกตอาการของบัณฑิต ๓ จุดด้วยกันคือ

๑.                 สังเกตจากการคิด

๒.                สังเกตจากการพูด

๓.                สังเกตจากการทำ

การคิดดี การพูดดี การทำดีเป็นปกตินิสัย นี่คือลักษณะอาการของบัณฑิต บัณฑิตมีอัธยาศัยไม่คิดโลกอยากได้ของคนอื่นมาเป็นของตน มีอัธยาศัยไม่คิดประทุษร้ายคนอื่นและสัตว์อื่นให้ได้รับความทุกข์ความเดือดร้อน มีอัธยาศัยไม่คิดเบียดเบียนคนอื่นและสัตว์อื่น ในทางมโนกรรมบัณฑิตมีอัธยาศัยเช่นนี้

ในทางวจีกรรม บัณฑิตมีอัธยาศัยพูดแต่คำสัตย์ความจริงพูดคำอ่อนหวานคำประสานสามัคคี พูดวจีไพเราะ พูดเฉพาะแต่คำที่มีประโยชน์ ในทางกายกรรม บัณฑิตมีอัธยาศัยในการเว้นจากการฆ่า เว้นจากเบียดเบียน เว้นจากการลักขโมย และเว้นจากประพฤติล่วงประเวณี ที่กล่าวมาโดยย่อนี้ คืออาการของบัณฑิต บัณฑิตมีอาการทำดี มีอาการพูดดี มีอาการคิดดี เป็นปกตินิสัย

นี่กล่าวมาทั้งหมดนี้ เป็นเรื่องของ “บัณฑิต” ต่อไปก็เขาสู่ประเด็นในข้อที่ว่า

“คนดีชอบทำงาน – คนพาลชอบทำลาย”

“คนดี” ในที่นี้ ได้แก่บัณฑิตนั้นเอง คนดีชอบทำงาน คนดีไม่ว่ายุคไหน สมัยไหน เกิดขึ้นมาแล้วก็ชอบทำงานทั้งที่เป็นงานส่วนตัว งานส่วนรวม ก็ร่วมด้วยช่วยทำ ไม่ว่าจะเป็นงานต่ำงานสูง งานบ้าน งานเมือง เรื่องอะไรที่เป็นประโยชน์แก่ตนแก่คนอื่น แก่สังคมประเทศชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ก็ทำได้ทั้งนั้น ไม่คิดผัดวันประกันเวลาในการทำงานที่ดี มีประโยชน์ คนดีได้รับมอบหมายหน้าที่การงานอะไรมาก็ตั้งใจ พอใจ ชอบใจ ในหน้าที่การงานนั้นๆ แล้วก็พยายามทำงานด้วยความเข้าใจเอาใจใส่ฝักใฝ่อยู่ในการทำงานนั้นจนกว่าจะสำเร็จผลไม่เป็นคนจับจดอ้างนั่น อ้างนี่ ไม่หนีงาน ถือหลักว่า การทำงานในหน้าที่เป็นการปฏิบัติธรรมในชีวิตประจำวันดังนั้น คนดีจึงทำงานได้ทั้งคดีโลก คดีธรรม คือทั้งงานทางโลก งานทางธรรม โลกก็ไม่ให้ช้ำ ธรรมก็ไม่ให้เสีย ไม่ยอมปล่อยเวลาให้ล่วงไปเปล่าๆ โดยที่ไม่ยอมทำงานอะไร เป็นการหายใจทิ้งเปล่าๆ คนดีอยู่นิ่งไม่ได้ ต้องตั้งใจทำงานแข่งเวลา ที่ไม่ได้ในเรื่องทำงาน คนดีถือหลักว่า “ค่าของคน อยู่ที่ผลของการทำงาน”

คนดีที่รับผิดชอบในการบริหารประเทศชาติบ้านเมืองเรื่องทำงานเพื่อประโยชน์เกื้อกูล และความสุข แก่ประชาชนชาวบ้าน ถือเป็นงานสำคัญมาก และเป็นงานเร่งด่วน ควรจะทำทันที ในวันนี้และเดี๋ยวนี้ คนดีจะไม่ผัดวันประกันเวลา ในการทำงาน รีบทำทันที ทันควัน ไม่หันรีหันขวาง อ้างนั่นอ้างนี่ลงพื้นที่สำรวจความเป็นอยู่ของประชาชนทุกหนทุกแห่งแบ่งงานกันทำเป็นระบบ พบชาวบ้านมีปัญหาเรื่องอะไรเร่งแก้ไขให้ทันกาล อย่าปล่อยให้งานล่าช้า อย่าเห็นว่าปัญหาของประชาชนเป็นเรื่องไม่สำคัญ สำคัญยิ่งกว่าเรื่องอื่นใดทั้งหมด กำหนดไว้ในหัวใจประจำวันว่า นั่นคือปัญหาของประชาชนรากหญ้า รีบหาอุบายคลายทุกข์พวกเขาทันทีทันใด ถือคติว่า “คนดีชอบแก้ไข แต่คนจัญไร ชอบแก่ตัว) คนดีชอบแก้ไข คือแก้ไขปัญหาความทุกข์ความเดือดร้อนของประชาชน ในทุกๆ ด้าน ถ้าประเทศชาติบ้านเองใด ได้คนดีมาเป็นรัฐบาลชาวบ้านทั่วไปก็ได้รับแต่ความสุข ความเจริญ ความก้าวหน้า และความปลอดภัยในชีวิต ชีวิตไร้ปัญหาเพราะว่า ได้เลือกคนดีมาเป็นรัฐบาล มาบริหารประเทศชาติบ้านเมือง สาธุ! ขอให้สังคมไทยได้รัฐบาลที่ดี มีศีล มีธรรม มารับผดชอบบริหารประเทศชาติบ้านเมืองกันเถิด จะได้เกิดศิริมงคลส่งผลให้ประชาชนมีความร่มเย็น เป็นสุข ปราศจากความทุกข์ ความเดือดร้อน โดยประการทั้งปวง

ประเด็นของ “คนดีชอบทำงาน” กล่าวมาโดยย่อ ขอผ่านไป ขอเข้าสู่ประเด็นของ “คนพาลชอบทำลาย” ต่อไปในประเด็นนี้ คนพาลคือคนประเภทไหน ทำไมจึงได้ชื่อว่าเป็น “คนพาล” ประเด็นนี้ได้กล่าวมาแล้ข้างต้นนั้นแต่ขอย้ำอีกครั้งเพื่อหวังให้ท่านทั้งหลายได้ทบทวนความจำ แล้วจะทำให้ท่านทั้งหลายเข้าใจได้ง่ายขึ้น เมื่อพูดถึงคนพาลชอบทำลาย คนพาลคือคนชั่วคนไม่ดี เพราะมีลักษณะอ่อนความคิด อ่อนสติ และอ่อนปัญญา นอกจากลักษณะทั้ง ๓ นี้แล้ว ก็ยังมีจุดสังเกตดูคนพาลอีก ๓ จุด คือสังเกตอาการของคนพาล คนพาลมีอาการแสดงออกมา ๓ จุดด้วยกันคือ

คนพาลชอบคิดชั่ว เป็นปกตินิสัย

คนพาลชอบพูดชั่ว เป็นปกตินิสัย

คนพาลชอบทำชั่ว เป็นปกตินิสัย

หากอาการทั้ง ๓ นี้ มีอยู่ในบุคคลใด ก็บุคคลนั้นแหละคือ “คนพาล” คนพาลมีสันดานชอบคิดชั่ว ชอบพูดชั่วและชอบทำชั่ว เป็นนิสัยสันดาน

เมื่อทราบลักษณะละอาการของคนพาลแล้ว ท่านทั้งหลายก็คงจะเข้าใจได้โดยปราศจากความลังเลสงสัยว่า คนพาลนั้นชอบทำลายอย่างไร สังเกตได้จากอาการที่หนึ่งว่า คนพาลชอบคิดชั่วเป็นนิสัยสันดาน คิดชั่วคือคิดอย่างไร คิดชั่วก็คือคิดโลภอยากได้ของคนอื่นมาเป็นของตน คนที่คิดอยากได้ของคนอื่นนั้น มันเป็นการทำลายกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินของคนอื่น เมื่อคิดอยากได้ของเขาก็หาวิธีจะเอาให้ได้ ไม่ว่าโดยวิธีใดถ้าไม่ได้ด้วยเล่ห์ก็ต้องเอาด้วยกล ไม่ได้ด้วยมนต์ก็ต้องเอาด้วยคาถา หาทางคดโกงคอรัปชั่น ทำมันทุกอย่างขอให้ได้ทรัพย์มาเป็นองตน คนที่ทำเช่นนี้จะไม่เรียกว่าเป็นคนชอบทำลาย แล้วจะเรียกว่าอย่างไร

คนพาลนอกจากจะคิดโลภอยากได้ของเขาแล้ว ยังคิดที่ประทุษร้าย ทำลายล้างผลาญคนอื่นอีกด้วย ช่วยบอกหน่อยชิว่า การกระทำเช่นนี้ของคนพาล เป็นการทำลายไหม แน่นอน คนพาลชอบทำลาย ทำลายทุกอย่างที่ขวางหน้า ยุคไหน สมัยไหน ถ้ามีคนพาล อาศัยอยู่ในสังคมมากยุคนั้น สมัยนั้น หาความปลอดภัยในชีวิตไม่ค่อยจะได้ สุจริตชนคนดีๆ ในสังคมต่างก็มีความระทมทุกข์กันไปทุกหย่อมหญ้า เพราะว่าคนพาลชอบทำลาย ร้ายไหมละท่าน! นี่แหละคนพาลชอบทำลายเป็นนิสัยสันดาน ยิ่งถ้าคนพาลได้ยศ ได้อำนาจเป็นใหญ่ในแผ่นดินด้วยแล้ว สังคมมนุษย์ก็จะร้อนเป็นไฟ เพราะคนพาลย่อมประพฤติแต่สิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่ตน ย่อมปฏิบัติเพื่อเบียดเบียนตนและคนอื่นให้เดือนร้อน ดังคำสอนที่พระพุทธองค์ตรัสว่า

ยสํ  ลทฺธาน มุมฺเมโธ     อนตฺถํ จรติ อตฺตโน

อตฺตโนจ ปเรสญฺจ        หิ สาย ปฏิชฺชติ

คนทรามปัญญา (คนพาล) ได้ยศแล้วย่อมประพฤติสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่ตน                          ย่อมปฏิบัติเพื่อเบียดเบียนตน – คนอื่น                                                                คนพาลได้ยศได้อำนาจแล้ว มักจะลืมทุกสิ่งทุกอย่าง ลืมตัวเอง ลืมหน้าที่การงาน ลืมบริวารเพื่อนฝูง ลืมบ้านเกิดเมืองนอน ลืมประเพณีวัฒนธรรมอันดีงามของชาติ ลืมศาสนา ลืมความเป็นธรรม ความยุติธรรม ความเสมอภาคพฤติกรรมของคนพาลที่ได้ยศได้อำนาจ ตามที่กล่าวมาโดยย่อนี้ ชี้ให้เห็นอย่างเด่นชัดโดยไม่ต้องสงสัยว่า “คนพาลชอบทำลาย”

หลักคำสอนในทางพระพุทธศาสนา พระพุทธองค์ทรงเตือนว่า อย่าให้ยศ อย่าให้อำนาจแก่คนพาล อย่ายกย่อง อย่าสรรเสริญ คนพาล อย่ามอบอำนาจให้คนพาลเป็นใหญ่ในการบริหารประเทศชาติบ้านเมือง เพราะจะก่อความเสียหายทำลายประเทศชาติบ้านเมืองให้ประสบกับความหายนะล่มจมในบั้นปลาย เพราะเรื่องเคยมีมาแล้ว ควรระวังกันให้ดีอย่าผลีผลามมอบความเป็นใหญ่ให้คนพาลเป็นอันขาด ถ้ามาตแม้นว่าคนพาลที่เป็นคนธรรมดาสามัญชาวบ้านทั่วไป ภัยอันตรายที่เกิดจากคนพาลประเภทนี้ ก็อยู่ในวงแคบอยู่ขอบเขตจำกัด จัดว่าเป็นภัยอันตรายเป็นการทำลายกันในสังคมของคนที่ไม่มีอำนาจ แม้จะเป็นเรื่องที่ไม่ดี แต่ก็ยังพอทำเนาไม่เท่ากับคนพาลที่มียศมีอำนาจเป็นใหญ่ในแผ่นดินคนพาลประเภทนี้มีพิษสงร้ายกาจมาก อยากจะพูดว่าทำลายทุกสิ่งทุกอย่าง ทั้งด้านเศรษฐกิจ ทหาร การเมือง เรื่องการศึกษา การปกครอง เรื่องสังคมวัฒนธรรมประเพณี หนีไม่พ้นกระทั่งสิ่งแวดล้อม ก็พร้อมถูกทำลาย ด้วยฝีมือของคนพาลได้ยศ ได้อนาจเป็นใหญ่ในแผ่นดินทั้งนั้น โอ! ขอให้ยุคของคนพาลได้ยศได้อำนาจ ปราสนาการไปจากสังคมไทยในเร็ววันนี้เทอญ

อันคนดี          ชอบทำงาน      การต่างๆ

ทำทุกอย่าง       ในทาง          การสร้างสรรค์

เพื่อประโยชน์  และความสุข     ทำทุกวัน

ไม่ผัดวัน         ประกันพรุ่ง      มุ่งทำดี

พวกคนดี        ชอบทำงาน      การกุศล

เพื่อให้คน        ในสังคม          นิยมดี

ทำทุกอย่าง      ในทาง           สร้างความดี

ชอบทำดี         ที่ถูกต้อง         ตามครองธรรม

เมื่อคนดี         ชอบทำงาน      ด้านต่างๆ

ตามตัวอย่าง     ที่กล่าวอ้าง      ทางชอบธรรม

ทำอะไร          อยู่ในกรอบ      อันชอบธรรม

ทำประจำ        เป็นนิสัย         ใฝ่ความดี

ด้วยเหตุผล      ที่คนดี           ไม่หนีงาน

จึงเป็นการ       ส่งเสริม          เพิ่มศักดิ์ศรี

ให้ลาภยศ       เพิ่มพูน          คูณทวี

ด้วยเหตุที่       คนดี              ชอบทำงาน

ส่วนคนพาล      ชอบทำลาย      ร้ายที่สุด

เป็นมนุษย์       อันตราย         ร้ายเอาการ

อยู่ที่ไหน         ก็ทำให้                    คนรำคาญ

ชอบล้างผลาญ            สังคม             ให้ล่มจม

สังคมใด          ให้คนพาล       อาศัยอยู่

เหมือนศัตรู      อยู่อาศัย         ในสังคม

ก็ทำลาย         ทุกอย่าง         ทางสังคม

ให้ล่มจม         วายวอด         ตลอดกาล

ด้วยเหตุนี้       คนดี              จึงเตือนตัก

ให้ทุกคน         รู้จัก              สร้างหลักฐาน

อย่าปล่อยให้    คนพาล           มารุกราน

สร้างปราการ   ด้วยหลักธรรม  ค้ำประกัน

ถ้าทำได้          เช่นนี้                      จะดีมาก

จึงขอฝาก         ให้ทุกคน        สนใจกัน

ให้หลักธรรม    ในชีวิต           ประจำวัน

เพื่อป้องกัน      คนพาล           สันดานทราม ฯ

 

ผู้นำ  กับ  อำนาจ

 

                                                นาทิฏฺฐา  ปรโต  โทสํ                          อณํ  ถูลานิ  สพฺพโส

                                                อิสฺสโร  ปณเย  ทณฺฑํ                          สามํ  อปฺปฏิเวกฺขิยาติ.

                                ผู้หลักผู้ใหญ่เพียงแต่สงสัยว่าคนอื่นทำผิดจะมากน้อยก็ตาม  ถ้ายังไม่ได้สอบสวนให้แน่ชัดก็ไม่ควรลงโทษ

พระพุทธภาษิตบทนี้ สมเด็จพระชินสีห์สัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงแสดง ณ ธรรมสภา วัดพระเชต วันมหาวิหาร ทรงปรารภนางจิณจมาณวิกาที่พูดใส่ร้ายพระพุทธองค์ ทำให้ประชาชนเชื่อว่าเป็นความจริง ภายหลังต่อมา เมื่อประชาชนรู้ความจริงว่า นางจิณจมาณวิกาใส่ร้ายพระพุทธองค์โดยประสงค์จะทำลายพระพุทธศาสนา จึงพากันรุมประชาทัณต์จนนางถูกแผ่นดินสูบตายไป

ต่อมา ภิกษุทั้งหลายได้ประชุมสนทนากันถึงเรื่องที่เกิดขึ้นในธรรมสภาว่า นางจิณจมาณวิกากล่าวหาพระพุทธองค์ด้วยเรื่องไม่จริง นางเป็นหญิงอันตราย ต้องการให้ประชาชนทั้งหลายหลงผิด คิดชิงชังพระศาสดา บัดนี้ นางถูกปฐพีแผ่นดินสูบตายเสียแล้ว

ฝ่ายพระบรมศาสดาเสด็จพบภิกษุทั้งหลายสนทนากันอยู่ จึงตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ พวกเธอกำลังสนทนาเรื่องอะไรกันอยู่ เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลแล้วจึงได้ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การที่นางจิณจมาณวิกาให้ร้ายเรา แล้วถึงความพินาศไป มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น แม้ในกาลก่อน นางก็เคยให้ร้ายป้ายสีเรา แล้วก็พบกับความพินาศเช่นนี้เหมือนกัน จากนั้นก็ทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธกให้ภิกษุทั้งหลายได้ฟังว่า :-

เมื่อครั้งพระองค์เสวยพระชาติเป็นพระเจ้ามหาปทุมกุมารบรมโพธิสัตว์ เป็นรัชทายาทแห่งกษัตริย์ปทุมนครในครั้งนั้น นางจิณจมาณวิกาเป็นพระชายาอีกองค์ของพระเจ้าปทุมราช เธอมีชื่อว่า “รัตนาวดี” ส่วนพระโพธิสัตว์ทรงเป็นพระโอรสองค์ใหญ่ของพระเจ้าปทุมราชและพระนางปทุมวดี ทรงมีรูปร่างสง่างาม มีอัธยาศัยโอบอ้อมอารี ยิ้มแย้มแจ่มใส เป็นที่รักใคร่ของประชาชนทั่วไป

ส่วนพระนางรัตนาวดีก็เป็นสาวสวยรวยเสน่ห์ เป็นพระชายาอันเป็นที่เสน่หาอย่างยิ่งของพระราชา ต่อมาไม่นาน รัตนาวดีได้มีโอกาสรู้จักคุ้นเคยกับเจ้าชายมหาปทุม เธอตกหลุมรักทันที ต้องการเจ้าชายไว้เป็นคู่อภิรมย์ ทั้งที่เธอเป็นพระชายาของพระราชาอยู่แล้ว แต่เพราะเธอมักมากในรสรัก รสเสน่หาเป็นอารมณ์

เช้าวันหนึ่ง รัตนาวดีแกล้งนอนป่วยอยู่ในห้องแล้วออกอุบายให้หญิงคนใช้ไปทูลเจ้าชายให้มาเยี่ยมภายในห้องนอน เพราะนางทราบดีว่า เจ้าชายเป็นคนหัวอ่อนว่าง่าย หากเจ้าชายทราบว่าตนป่วยไข้ไม่สบายก็จะต้องมาเยี่ยมแน่นอน และก็เป็นอย่างที่นางคาดคิดไว้ เจ้าชายพอรู้ข่าวก็รีบรุดมาเยี่ยมทันที ได้ทรงถามถึงอาการป่วยด้วยความห่วงใย ฝ่ายรัตนาวดีเมื่อเห็นเจ้าชายมาติดกับจึงรีบลุกขึ้นรับเข้ากอดเจ้าชายด้วยหมายจะยั่วยวนกวนใจให้เจ้าชายร่วมรักกับตน แต่เจ้าชายไม่ยินยอมผ่อนตาม และเตือนรัตนาวดีว่า กำลังทำสิ่งที่ไม่ควรทำ

ฝ่ายหญิงคนใช้ หลังจากไปบอกเจ้าชายแล้ว ก็รีบรุดต่อไปทูลบอกข่าวแก่พระราชา หวังจะให้พระองค์ทรงทราบถึงอาการป่วยของรัตนาวดีผู้เป็นนาย ฝ่ายพระราชาครั้นทรงทราบแล้วก็รีบเสด็จไปโดยเร็ว ครั้นถึงแล้ว ก็ทรงเปิดประตูเสด็จเข้าไปในห้อง ได้ทอดพระเนตรเห็นภาพที่รัตนาวดีกำลังสวมกอดเจ้าชายอยู่ ทรงพิโรธจนพระวรกายสั่น ส่วนรัตนาวดีนั้นเมื่อเผชิญกับเหตุการณ์คับขันเช่นนี้ก็แสร้งแต่งเรื่องโยนความผิดแก่เจ้าชาย นางกราบทูลพระราชาว่า เจ้าชายบุกรุกเข้ามาลวนลามในห้อง ส่วนเจ้าชายเมื่อถูกใส่ร้ายเช่นนี้ ก็สุดที่จะเบี่ยงบ่ายได้ รู้สึกตกพระทัย จึงกราบทูลพระราชบิดาไปว่ารัตนาวดีใส่ร้ายพระองค์ ความจริง ข้าพระองค์ตั้งใจมาเยี่ยมอาการป่วยของนางไม่ได้สร้างเรื่องอำพรางแต่อย่างใด

แต่เนื่องจากพระราชา ทรงเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดปรากฏอยู่ข้างหน้า จึงทรงเชื่อว่า ถ้อยคำของรัตนาวดีเป็นความจริง โดยไม่ทันที่จะพินิจพิจารณาให้รอบคอบ จึงรับสั่งให้ทหารจับเจ้าชายไปประหารชีวิต โดยการโยนทิ้งเหว ก่อนที่เจ้าชายจะถูกจับโยนลงสู่ก้นเหว ได้ทรงเขียนจดหมายเล่าเรื่องทั้งหมด เพื่อทูลให้พระมารดาทรงทราบ เมื่อเสร็จแล้วผูกจดหมายไว้ในชายผ้าห่มแล้วก็มอบอาภรณ์ให้แก่เจ้าหน้าที่นำไปทูลถวายพระนางปทุมวดีผู้เป็นมารดา

ฝ่ายพระนางปทุมวดี เมื่อได้รับจดหมายก็ทรงเปิดอ่านข้อความที่จารึกด้วยเลือดที่เจ้าชายทรงเขียนเล่ามาทราบเรื่องโดยตลอดแล้ว ก็รีบเสด็จไปที่ห้องเจ้าชายทันที เพื่อค้นหาจดหมายที่รัตนาวดีเคยเขียนมาสารภาพรักกับเจ้าชาย เมื่อพบจดหมายสมความตั้งใจแล้วจึงนำไปทูลพระราชาให้ทรงทราบถึงความชั่วช้าของรัตนาวดี เมื่อพระราชาทอดพระเนตรเห็นหลักฐานที่พระนางปทุมวดีนำมาเปิดเผย สีพระพักตร์ของพระองค์ถึงกับเปลี่ยนไป เพราะทรงจำได้ว่าข้อความในจดหมายเป็นลายมือของรัตนาวดีเอง เมื่อเบื้องหลังอันชั่วช้าถูกตีแผ่ออกมาเช่นนี้ พระราชาจึงทรงรับสั่งให้ลงโทษประหารโดยการให้จับนางมัดโยนทิ้งลงเหวให้สาสมกับความผิด

ฝ่ายเจ้าชายมหาปทุม เมื่อถูกจับโยนทิ้งไปไม่ถึงก้นเหว ร่างไปติดค้างอยู่บนพุ่มไม้ใหญ่ เมื่อพระองค์ได้สติก็ค่อยๆไต่ลงไปตามกิ่งไม้จนถึงก้นเหว ได้รอดตายอย่างปาฏิหาริย์ ในที่สุด เจ้าชายมหาปทุมก็ได้อธิษฐานใจออกบวชเป็นดาบส รักษาอุโบสถ ปฏิบัติธรรมอยู่ในอาศรมสถาน ณ กลางป่าใหญ่ใกล้ภูเขานั้นเอง

ต่อมา พระราชาพร้อมด้วยบริวารได้เดินประพาสป่าเพื่อหาความสำราญในการชมธรรมชาติป่าเขาลำเนาไพรได้เสด็จมาถึงอาศรมท่านดาบส ทรงเห็นปฏิปทาอาจาระของดาบสแล้วทรงเลื่อมใสจึงเสด็จเข้าไปใกล้เพื่อสนทนาได้ทรงไต่ถามถึงความเป็นมา จึงทรงทราบว่า ดาบสท่านนี้ ก็คือเจ้าชายมหาปทุมโอรสของพระองค์นั้นเอง พระราชาทรงร้อนพระทัยที่พระองค์ลงโทษความผิด โดยไม่ได้ทรงพิจารณาให้รอบคอบก่อน พระองค์ไม่ทรงถือหลัก “ใคร่ครวญก่อนแล้ว จึงทำดีกว่า” ทรงทำผิดในพระโอรส ปรากฏว่าทำให้ร้อนพระทัยในภายหลัง

พระราชาทรงขออภัยเจ้าชาย และทรงเชิญเจ้าชายให้กลับพระนคร เพื่อสืบราชสมบัติ แต่เจ้าชายทูลปฏิเสธโดยให้เหตุผลว่า อำนาจวาสนาเป็นที่มาแห่งความกังวล มีโทษและมีทุกข์ยาวนาน เป็นมูลฐานแห่งจองเวร ทรงยืนยันถึงความตั้งใจที่จะใช้ชีวิตตามแบบของนักบวชเป็นดาบส เพื่อลิ้มรสแห่งความสงบอยู่ในป่าต่อไป จนกว่าชีวิตจะหาไม่

ท่านมหาปทุมดาบสถวายพระพร ขอโอกาสแสดงธรรมอันเป็นข้อปฏิบัติของผู้นำแด่พระราชามีใจความว่า “ผู้ใหญ่เพียงสงสัยว่า ผู้น้อยทำความผิดจะมากหรือน้อยก็ตามถ้ายังไม่ได้สอบสวนทวนให้รู้แน่ชัด ไม่ควรลงโทษ” หมายความว่า ผู้ใหญ่ที่มีอำนาจรัฐอำนาจเงิน ถ้าจะลงโทษผู้น้อยผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาที่สงสัยว่าเขาทำผิด ควรสอบสวนให้เห็นความผิดของเขาให้แน่นนอนเสียก่อน อย่าได้ลงโทษไปตามอำนาจแห่ง “อคติ” อย่างใดอย่างหนึ่ง คือ :-

๑. ฉันทาคติ ลำเอียงเพราะรักเพราะชอบ เช่น เมื่อมีคน คณะบุคคล หรือพรรคพวกที่ตนรักที่ตนชอบใจ-พอใจ โปรดปราน ทำความผิด ประพฤติทุจริต ผิดศีล ผิดธรรม ผิดกฏหมาย แทนที่จะลงโทษตามความผิดที่กระทำลงไป กลับไม่ทำเพราะมี “ฉันทาคติ” ลำเอียง เพราะรักใคร่พอใจในคนนั้น คณะนั้น พวกนั้น แม้จะทำความผิดอย่างไร ก็ใช้อำนาจของตนที่มีอยู่ว่าไม่ผิด นี่แหละคือ “ฉันทาคติ” ลำเอียงเพราะชอบ

๒. โทสาคติ ลำเอียงเพราะเกลียด เพราะชัง เช่น เมื่อคนไหน พวกไหน พรรคไหน คนของใครที่ตนเกลียดชังแม้จะทำความดีเป็นประโยชน์แก่สังคมแก่ชาติบ้านเมืองก็ไม่ยอมรับว่าทำความดี แต่ในทางตรงกันข้าม พวกเขาเหล่านั้นทั้งๆที่ไม่มีความผิดกลับหาเรื่องใส่ร้ายป้ายสี ตีไข่ใส่ความว่าทำผิด อย่างนี้เรียกว่า ผู้นำใช้อำนาจด้วย “โทสาคติ” ลำเอียงเพราะความเกลียดชัง

๓. ภยาคติ ลำเอียงเพราะความกลัว เพราะขลาด เช่น คนที่มีอำนาจเงิน อำนาจรัฐ มีอิทธิพล มีพวกพ้อง มียศมีตำแหน่ง ประพฤติทุจริต ผิดกฏหมาย ผิดศีลธรรม ถ้าว่าตามความถูกต้อง ตามความจริงแล้ว พฤติกรรมเช่นนี้จะต้องถูกลงโทษ แต่เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจไม่กล้าลงโทษ เพราะกลัวคนที่ทำผิดนั้นมีอิทธิพล มีพวกพ้องบริวาร อันธพาลคอยคุ้มกัน เลยไม่กล้าลงโทษคนทำผิด เพราะขี้ขลาดตาขาว “ภยาคติ” ขลาดกลัว

๔. โมหาคติ ลำเอียงเพราะไม่รู้ เพราะเขลา เบาปัญญา เช่น เวลาใครมีปัญหาอะไรเกิดขึ้น ขอให้ผู้มีอำนาจช่วยวินิจฉัยแก้ไขปัญหา แต่เนื่องจากผู้ใหญ่ไร้ปัญญาไม่เข้าใจในการวินิจฉัยปัญหาให้สอดคล้อง ถูกต้องตามความเป็นจริง ก็ทำในสิ่งที่ไม่มีเหตุผล ส่งผลให้เกิดความเสียหายแก่ผู้เกี่ยวข้อง คนถูกกลับเป็นคนผิด คนผิดกลับเป็นคนถูก อย่างนี้เรียกว่า “โมหาคติ” ลำเอียงเพราะเขลา คือโง่เขลาเบาปัญญาแก้ปัญหาไม่ตรงกับความเป็นจริง เป็นสิ่งที่ผู้นำควรระมัดระวังให้จงหนัก!

เรื่อง “ผู้นำกับอำนาจ” เป็นเรื่องสำคัญสำหรับสังคม สังคมมนุษย์ทุกระดับชั้นจะดำเนินไปด้วยความสงบสุข ปราศจากปัญหาน้อยใหญ่ทั้งหลายทั้งปวง มันก็ขึ้นอยู่กับผู้นำในสังคมใช้อำนาจถูกต้องชอบธรรม ถ้าผู้นำทุกระดับขั้นใช้อำนาจที่ตนมีอยู่ให้ถูกต้องสอดคล้องด้วยเหตุผลและชอบธรรมแล้ว รับรองทุกคนที่อาศัยอยู่ในสังคมแห่งการอยู่ร่วมกัน จะได้รับความเป็นธรรม ความยุติธรรม ความเสมอภาคโดยทั่วกัน ทั้งนี้ ก็เพราะผู้นำใช้อำนาจปราศจากอคติ คือไม่มีความลำเอียง ด้วยอำนาจฉันทา โทสา ภยา โมหาคติ ผิดก็ว่ากันไปตามผิด ถูกก็ว่ากันไปตามถูก ใครทำผิดก็ต้องถูกลงโทษ ไม่ยกเว้นว่าจะเป็นใคร ทำผิดต้องถูกลงโทษเสมอเหมือนกันหมด ดังนั้น ผู้นำทุกระดับขั้น ก่อนจะลงโทษใครควรใช้ปัญญาพิจารณาใคร่ครวญให้รอบคอบ อย่าผลีผลามทำอะไรตามอารมณ์ชักจูงเพราะสิ่งที่ทำลงไปแล้ว ทำคืนไม่ได้ ทำผิดแล้ว จะเสียใจในภายหลัง

ดังเรื่องของพระเจ้าปทุมมหาราชที่ทรงอาชญาให้ประหารชีวิตพระราชโอรสของพระองค์ โดยไม่ทรงพิจารณาให้รอบคอบ เพียงแต่ทรงสดับคำฟ้องของพระชายาว่า เจ้าชายลวนลามก็ทรงทำตามทันที ทั้งที่ยังไม่ได้ทรงสอบสวนทวนถามหาเหตุผลอะไรเลย ก็ทรงรับสั่งให้จัดการสถานหนักทันที ตามที่พระทัยเดือดดาล เพราะเหตุการณ์ที่พระชายาถูกเจ้าชายลวนลาม นี่แหละเรียกว่าเป็นการใช้อำนาจไม่เป็นธรรม ทำให้ผู้อื่นได้รับความเดือดร้อน แต่ในเรื่องนี้เผอิญว่าเจ้าชายที่ถูกพระราชบิดารับสั่งให้ประหารชีวิต เนื่องจากพระองค์เป็นพระโพธิสัตว์ไม่ได้ทำผิดตามข้อกล่าวหา เวลาถูกเจ้าหน้าที่มัดผลักลงเหว แต่ไม่ถึงฆาตเลยไปติดที่พุ่มไม้รอดตายไปได้ แล้วก็มองเห็นความไม่เป็นธรรมในสังคม จึงตัดสินใจบวชเป็นดาบสปฏิบัติธรรมต่อมา พระราชาได้พบพระดาบสเกิดเลื่อมใสในปฏิปทาของพระดาบส ได้ฟังธรรมและสนทนาปราศัยความเป็นไปของพระดาบส สุดท้ายกลายเป็นพระโอรสของตน จึงขอให้พระดาบสกลับไปครองราชสมบัติ แต่พระดาบสปฏิเสธขอครองเพศดาบสต่อไป แล้วให้อภัยพระราชาผู้พระบิดา ในที่สุด พระดาบสก็ไปสู่พรหมโลก  บรรดาผู้นำทั้งหลายควรใช้หลักว่า ผู้ใหญ่เมื่อสงสัยว่าคนอื่นทำผิดมากหรือน้อยก็ตามถ้ายังไม่ได้สอบสวนให้แน่ชัดก็ไม่ควรลงโทษ

ในสังคมมนุษย์ยุคปัจจุบันทุกวันนี้ เรื่องของผู้นำกับอำนาจมันเป็นเรื่องประหลาดที่จะไม่น่าจะเกิดขึ้นในสังคมยุคนี้ แต่มันก็มีให้เห็นอยู่โดยทั่วไป นั่นก็คือผู้นำในระดับสูงที่มีหน้าที่มีตำแหน่งในการบริหารประเทศชาติบ้านเมืองมักจะพากันใช้อำนาจในทางให้โทษมากกว่าในทางให้คุณ เพราะความสำคัญผิด เห็นผิด เข้าใจผิดว่า พวกตนมีอำนาจอยู่ในมือแล้ว จะทำอะไรก็ได้ตามความชอบใจ ภายใต้ดวงอาทิตย์นี้ไม่มีอะไรที่คนมีอำนาจทำไม่ได้ นี่แหละผู้นำที่มีอำนาจพวกเขามักจะพากันคิดเช่นนี้ทั้งนั้น พวกเขาถือว่าเมื่อมีอำนาจแล้วใครจะกล้ามาแหยม เพราะอำนาจเป็นใหญ่ในโลก ดังนั้น ขณะใด เมื่อใด พวกไหนมีอำนาจแล้ว พวกนั้นก็เป็นใหญ่ในโลก แล้วพวกเขาจะทำอะไรก็ได้ตามความพอใจ ทำเรื่องผิดให้เป็นถูก ทำเรื่องถูกให้เป็นเรื่องผิดก็ได้ ใครจะกล้ามาขัดขวาง…ว่าเข้านั่น…เห็นไหมล่ะ!

สังคมไทยของเราทุกวันนี้ บรรดาผู้นำซึ่งมีอำนาจในระดับสูงแต่ว่ามีจิตใจต่ำถูกครอบงำด้วยความโลภ ความโกรธ ความหลง ทิฏฐิมานะ อิจฉาริษยา นินทาว่าร้ายและอคติ พวกผู้นำเหล่านี้มักจะพากันใช้อำนาจไม่เป็นธรรมไม่ใช้ธรรมเป็นอำนาจ การใช้อำนาจนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เพราะคนที่ใช้อำนาจมักเป็นคนที่ขาดเหตุผล ทำอะไรลงไปด้วยความผลุนผลัน ถูกกิเลสประเภทต่างๆ ผลักดันแล้วก็ทำลงไป โดยไม่ไตร่ตรองให้รอบคอบ ชอบคิด ชอบพูด ชอบทำอะไรตามใจตนเอง การคิด การพูด การทำอะไรตามใจตนเอง ก็คือการทำ การพูด การคิด ตามฤทธิ์ของกิเลสตัณหานั้นเอง เมื่อผู้นำใช้อำนาจในทางที่ผิดอันเกิดจากฤทธิ์ของกิเลสตัณหาก็นำพาให้คนในสังคมได้รับความทุกข์ความเดือดร้อนต่างๆนานา ดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบันทุกวันนี้

หลักธรรมในทางพระพุทธศาสนา สำหรับผู้หลักผู้ใหญ่จะนำไปใช้ในฐานะเป็นผู้นำของสังคมทุกระดับนั้นก็ได้แก่ “พรหมวิหารธรรม” ธรรมเป็นเครื่องอยู่ของพรหม, ธรรมประจำใจอันประเสริฐ, ธรรมประจำใจของผู้มีคุณความดียิ่งใหญ่, ธรรมของผู้นำ มีอยู่ ๔ ประการคือ : –

๑. เมตตา ความรักใคร่ปรารถนาให้คนอื่นมีความสุข

๒. กรุณา ความสงสารต้องการช่วยให้คนอื่นพ้นทุกข์

๓. มุทิตา ความพลอยดีใจในเมื่อเห็นคนอื่นได้ดี

๔. อุเบกขา มีใจเป็นกลางไม่เข้าข้างอคติ

ผู้นำของสังคมทุกระดับ ต้องเป็นผู้เกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจในการปกครองหมู่คณะให้ดำเนินไปด้วยความราบรื่น และมีความสุขความเจริญ ความปลอดภัยในชีวิตประจำวัน ผู้นำแต่ละระดับจึงจำเป็นต้องใช้ธรรมเป็นอำนาจ อย่าใช้อำนาจไม่เป็นธรรมเพราะการใช้ธรรมเป็นอำนาจ ความผิดพลาดจะไม่เกิดขึ้นในการพิจารณา คดีความต่างๆ ในทางสังคม เพราะคำว่า “ธรรม” นั้น ได้แก่ความดี, ความถูกต้อง, ความจริง ดังนั้น ผู้นำที่ใช้ธรรมเป็นอำนาจ อำนาจนั้นจึงเป็นอำนาจที่ดี ที่ถูกต้อง, ที่เป็นความจริง เป็นสิ่งที่ทุกคนให้การยอมรับ สนับสนุน ในสังคมแห่งการอยู่ร่วมกัน เป็นการสร้างสรรค์คนในสังคมให้มีความรักกันบนพื้นฐานความเป็นธรรม ความยุติธรรม และความเสมอภาค

ในทางตรงกันข้าม ถ้าผู้นำในสังคมนิยมใช้อำนาจไม่เป็นธรรม ในการพิจารณา อรรถคดีความต่างๆในทางเข้าข้างอคติ มีความลำเอียงเพราะชอบ (ฉันทาคติ) ลำเอียงเพราะชัง (โทสาคติ) ลำเอียงเพราะกลัว (ภยาคติ) ลำเอียงเพราะเขลา (โมหาคติ) การใช้อำนาจไม่เป็นธรรมนั้นนำแต่ความทุกข์ความเดือดร้อน บั่นทอนความสงบสุข ของคนในสังคมให้หมดไป เหลือไว้แต่ปัญหานานาประการเป็นการทำลายสังคมแห่งการอยู่ร่วมกันในทุกๆ ด้านปานประหนึ่งนรกอเวจี เพราะมีคนไม่ดีเป็นผู้นำของสังคม มีรสนิยมในการใช้อำนาจอย่างไม่มีมาตรฐาน ดังเหตุการณ์ในสังคมไทยที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ ผู้นำไทยผู้ใหญ่ในสังคม ที่ทำการบริหารบ้านเมืองอยู่ในขณะนี้ เดี๋ยวนี้ พวกผู้นำเหล่านี้เป็นผู้นำที่ขาดธรรมประจำใจ ทำให้ประชาชนเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า เป็นผู้นำแทนที่จะแก้ปัญหา ความทุกข์ ความเดือดร้อนของประชาชน กลับเป็นคนสร้างปัญหาเสียเอง นี้แหละเขาเรียกกันว่าผู้นำที่ใช้แต่พระเดช (อำนาจ) อย่างเดียว ไม่เคยมีพระคุณต่อประชาชนเลย

ผู้นำที่ดีตามหลักธรรมในทางพระพุทธศาสนา ต้องมี “พรหมวิหารธรรม” เป็นเรือนใจ คือมีเมตตา ความรักใคร่ปรารถนา ให้คนอื่นและสัตว์อื่นมีความสุข จะคิดอะไรก็ให้คิดด้วยเมตตา จะพูดอะไรก็ให้พูดด้วยเมตตา จะทำอะไรก็ให้ทำด้วยเมตตา ปรารถนาให้เพื่อนเกิด, แก่, เจ็บ, ตายด้วยกันมีแต่ความสุข ปราศจากความทุกข์นานาสารพัน จะทำ จะพูด จะคิดอะไร ก็ให้ทำ ให้พูด ให้คิด ด้วยกรุณา มีความสงสารต้องการช่วยเหลือเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตายด้วยกันให้พ้นจากความทุกข์ จะทำ จะพูด จะคิดอะไร ก็ให้ทำ ให้พูด ให้คิด ด้วยมุทิตา มีความพลอยดีใจในเมื่อเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตายด้วยกันได้ดีมีความสุข ความเจริญ ก็ขอให้พวกเขาเหล่านั้นได้ดี มีความสุข ความเจริญยิ่งๆ ขึ้นไป ข้อนี้มีความสำคัญที่สุด ที่ผู้นำทุกระดับจะต้องแสดงออกซึ่งความพอใจ ความดีใจ ในเมื่อเห็นคนอื่นทำดีแล้วได้ดี อย่ามีความอิจฉาริษาในความดีของพวกเขาเป็นอันขาด อย่าใช้อำนาจในการทำลายความดีของคนอื่น ซึ่งมีอยู่ดาษดื่นในสังคมของผู้นำบ้าอำนาจในปัจจุบัน ข้อสุดท้าย จะทำ จะพูด จะคิดอะไร ก็ให้ทำ ให้พูด ให้คิดด้วยอุเบกขา คือให้ความเป็นธรรม ความยุติธรรม ความเสมอภาคแก่ทุกคนซึ่งเป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บตาย ด้วยกัน นี่แหละท่านผู้อ่านผู้ฟังทั้งหลาย เรื่องของผู้นำกับอำนาจ นำมาเสนอท่านทั้งหลายก็จบเพียงเท่านี้แล…. ขอย้ำให้ผู้นำทั้งหลายใช้ธรรมเป็นอำนาจกันเถิด จะเกิดศิริมงคลส่งผลให้สังคมมีแต่ความสงบสุข ทุกประการ

เป็นผู้นำ                                ใช้อำนาจ               ขาดเหตุผล

จะส่งผล                                ให้เสียหาย            ในภายหลัง

อย่าด่วนใช้                            ทำอะไร                 ให้ระวัง

จะสมหวัง                             ใช้ปัญญา               ค่ามากมี

อันผู้นำ                  กับอำนาจ              ปราชญ์เตือนตัก

ให้รู้จัก                                   ใช้มัน                     นั่นแหละดี

ถ้าด่วนใช้                              ให้ผลร้าย               ในทันที

คิดให้ดี                                   เสียก่อน                 จะผ่อนคลาย

ถ้าผู้นำ                   ใช้อำนาจ               ขาดธรรมะ

องค์พุทธะ                             ตรัสว่า                    จะเสียหาย

เมื่อขาดธรรม                       นำมา                      เป็นอุบาย

ผลเสียหาย                            จะตามมา              ในทันที

อันผู้นำ                  ใช้อำนาจ               ขาดเหตุผล

จะส่งผล                                ทุกอย่าง                 ทางไม่ดี

เกิดเสนียด                             จัญไร                     และอัปรีย์

เพราะผู้มี                               อำนาจ                    ขาดปัญญา

ด้วยเหตุนี้              ปราชญ์เมธี           จึงเตือนตัก

ให้ตระหนัก                          ใช้ปัญญา               แก้ปัญหา

อย่าด่วนใช้                            อำนาจ                    ขาดวิจารณา

ใช้ปัญญา                               เสียก่อน                 นั่นแหละดี

เมื่อผู้นำ                 ใช้ปัญญา               พาพ้นผิด

เพราะพิชิต                           มารร้าย                  ให้พ่ายหนี

ใช้อำนาจ                               ในทาง                   สร้างสรรค์ดี

ก็เป็นศรี                                 เป็นศักดิ์                เพราะรักธรรม

เป็นผู้นำ                                ใช้ธรรม                 นำชีวิต

เป็นนิมิต                               แสงสว่าง              ทางชักนำ

ใช้อำนาจ                               ในทางดี                 มีพระธรรม

ก็จะนำ                                   สู่ทาง                      สร้างปัญญา

ขอเชิญชวน          มวลผู้นำ                นำมาคิด

เพื่อพิชิต                                มารร้าย                  คลายปัญหา

ครองชีวิต                              ร่วมกัน                  ด้วยปัญญา

สิ้นปัญหา                              ทุกอย่าง                 สงบเย็น ฯ

 

ตานอกใส  – ตาในมืด
โลโภ  โทโส จ  โมโห จ     ปุริโส  ปาปเจตสํ
หึสนฺติ  อตฺตสมฺภูตา ตจสารํ  ว  สมฺผลํ
โลภะ โทสะ โมหะ  เกิดจากตัวเองย่อมเบียดเบียน  ผู้มีใจชั่ว  ดุจขุยไผ่ฆ่าตันไผ่ ฉะนั้น
ประเด็นแรกที่จะต้องทำความเข้าใจกัน  ก็คือเรื่อง “ตานอก – ตาใน”  ตาทั้งสองนี้แตกต่างกันอย่างไรและหมายถึงอะไร ?   ตานอกก็ได้แก่ตาเนื้อมีอยู่สองข้างคือข้างซ้ายและข้างขวา  ภาษาบาลีเรียกว่า “มังสะจักษุ” แปลว่าตาเนื้อ  คนทุกคนไม่ว่าจะเป็นคนชาติไหน พูดภาษาอะไร  นับถือลัทธิศาสนาความเชื่อถืออะไร   ตามปกติธรรมดาแล้วก็มีตาสองข้างเหมือนกันทั้งนั้น  ธรรมชาติสร้างมาให้มีดวงตาสองข้างเท่ากันไม่ว่าหญิงหรือชาย  นี่คือความเป็นธรรม ความยุติธรรม  และความเสมอภาคของธรรมชาติ  มีมาตรฐานเดียวกัน ไม่มีสองมาตรฐาน  ตานอก – ตาเนื้อ ธรรมชาติให้มาสำหรับใช้ดูสิ่งต่าง ๆ ซึ่งเป็นของภายนอกเท่านั้น  และสิ่งเหล่านั้นก็ต้องอยู่ในที่แจ้งในที่สว่างเท่านั้น  จึงอยู่ในวิสัยที่จะมองเห็นได้  แต่ถ้าอยู่ในมืด ในที่กำบัง  ตานอก – ตาเนื้อ  ก็สุดวิสัยที่จะสามารถมองเห็นได้  ต้องใช้เครื่องช่วยประเภทต่าง ๆ เช่นโคมไฟ ใช้เทียน ใช้ตะเกียง ใช้ไฟฉายช่วยจึงจะมองเห็นได้   ตานอก – ตาเนื้อมีประโยชน์แก่คนเรามาก  หากตาบอด ตามืด ตาเสีย ตาฝ้า ตาฟาง   ก็หมดทางที่จะอำนวยประโยชน์ได้  ดังนั้น  ตานอก – ตาเนื้อจึงเป็นอวัยวะสำคัญของคนเราทุกคน  จึงควรใช้ตาในทางที่จะก่อให้เกิดประโยชน์  อย่าใช้ตาในทางที่จะให้เกิดโทษ  และเป็นพิษเป็นภัยแก่ตนเอง  การใช้ตาให้เกิดประโยชน์ก็ต้องใช้ให้พอประมาณตามหลักฐานที่พระท่านสอนว่า “มตฺตญฺญุตา  สทา สาธุ”  ความรู้จักประมาณให้สำเร็จประโยชน์ทุกเมื่อ  หรือยึดหลักคำกลอนสอนใจของท่านเจ้าคุณพุทธทาสว่า
ปิด ปิด ตา  อย่าสอดส่าย  ให้เกินเหตุ
บางประเภท  แกล้งทำบอด  ยอดกุศล
มัวสอดรู้  สอดเห็น  จะเป็นคน
เอาไฟลน  ตนไป   ให้ไหม้พอง
เปิด เปิด ตา ให้รับแสง  แห่งพระธรรม
ยิ่งมืดค่ำ  ยิ่งเห็นชัด  ถนัดถนี
สมาธิมาก  ยิ่งเห็นชัด  ถนัดดี
นี่วิธี   เปิดตาใจ  ใช้กันมา
เรื่องของ “ตานอก – ตาเนื้อ (มังสะจักษุ) มีประโยชน์มากสำหรับคนเรา  แต่ต้องรู้จักใช้หรือใช้เป็น  และต้องรู้จักประมาณด้วย  จึงจะช่วยอำนวยประโยชน์มหาศาล  ตานอก – ตาเนื้อนี้ ก็มีสองประเภท คือ ตานอกของคนพาลสันดานชั่วประเภทหนึ่ง  และอีกประเภทหนึ่ง  คือตานอกของบัณฑิตผู้ครองชีวิตอยู่ด้วยปัญญา   ตาทั้งสองประเภทนี้ให้ผลไม่เสมอกัน  ให้ผลไม่เหมือนกันคือผลกระทบอันเกิดจากการเห็นการดูต่างกัน  ตาคนพาลให้ผลเป็นไปในทางลบ เรียกว่า “ตาเห็นธรรม – ตาเห็นความดี”  คือเห็นอะไร ดูอะไร มองอะไร  ก็เห็นธรรม เห็นความดีไปหมด  มองเห็นทุกสิ่งทุกอย่างเป็นธรรมเป็นความดีเหมือนกันทั้งนั้น  ไม่มีอะไรขัดนัยน์ตา เห็นอะไร มองดูอะไร  ก็สบายตา  นำมาซึ่งความสบายใจ  ต่างจากตาคนพาล เห็นอะไร มองอะไร ดูอะไร ขวางตาไปหมด  มองดูพระพุทธรูปเห็นพระพุทธรูปทุกส่วนล้วนแต่ดีทั้งนั้น  แต่เสียอยู่อย่างเดียวคือพูดไม่ได้ เห็นไหมละ หาเรื่องติจนได้ นี่แหละ ตาคนพาล ตาหาเรื่อง  อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ตาคนพาล ดังนั้น  จึงขอให้ทุกคนใช้ตาที่ธรรมชาติสร้างมาให้ทั้งสองข้าง  ให้เป็นไปแต่ในทางบวกกันเถิด  อย่าใช้ตาให้เกิดโทษซึ่งเป็นไปในทางลบกันเลย
ได้พูดถึงเรื่อง “ตานอกใส” มาโดยย่อพอเป็นตัวอย่างพอสมควรแล้ว  ต่อไปก็ขอเข้าสู่ประเด็น “ตาในมืด”  เพื่อศึกษาหาความรู้ความเข้าใจ  ซึ่งเป็นจุดประสงค์ใหญ่ในเรื่องนี้ต่อไป  ก่อนอื่นก็ขอทำความเข้าใจในเรื่อง “ตาใน” เสียก่อน  ตาในนั้นหมายถึง “ปัญญาจักษุ” คือตาปัญญา  คนเราสำคัญที่ปัญญา   เพราะปัญญาเป็นแสงสว่างในโลก  แสงสว่างอื่นเสมอด้วยปัญญาไม่มี  ปัญญาเป็นแก้วของนรชน  และปัญญาปกครองคนได้ดังธรรมบรรยายว่า
ปญฺญา  โลกสฺมิ  ปชฺโชโต.
ปัญญาเป็นแสงสว่างในโลก
นตฺถิ  ปญฺญา  สมาอาภา.
แสงสว่างอื่นเสมอด้วยปัญญาไม่มี
ปญฺญา  นรานํ  รตนํ.
ปัญญาเป็นแก้วของนรชน
ปญฺญา  เจนํ  ปสาสติ.
ปญฺญาปกครองคนได้
ในข้อที่ว่า “ตาในมืด” นั้น  ก็หมายถึงคนที่ไม่มีปัญญานี้นั้นเอง  คนเราถ้าขาดปัญญาเสียอย่าง  ก็ไม่ต่างอะไรกับพร้าไม่มีคม  พร้าจะใช้ประโยชน์ได้ก็อยู่ที่คม  ถ้าพร้าขาดคมพร้าไม่มีคม  พร้านั้นก็ไม่มีประโยชน์อะไร  เพราะใช้อะไรไม่ได้มีไว้ก็รกที่รกทาง  วางไว้ที่ไหนก็เกะกะ  พระท่านจึงสอนว่า  คนไม่มีปัญญา  พร้าไม่มีคม  สังคมไหนก็ไม่ต้องการ  เพราะฉะนั้น  หลักธรรมในทางพระพุทธศาสนา  พระพุทธองค์จึงทรงสอนคนทั้งหลายในโลกให้มีปัญญา  เพราะปัญญาเป็นแสงสว่างในโลก  คำว่า “โลก” ในที่นี้  ก็ชี้ไปที่มนุษย์ที่อาศัยอยู่ในโลกนั้นเอง  ไม่ได้หมายเอาโลกคือแผ่นดิน  แต่หมายเอาคนที่อาศัยอยู่ในโลกคือแผ่นดินนั้น  เกิดมาในโลกกับเขาทั้งทีต้องมีปัญญาจึงจะครองชีวิตอยู่ได้อย่างมีศักดิ์ศรี  ถ้าไม่มีปัญญาก็อยู่ในโลกกับเขาลำบาก  ถ้าอยากจะเป็นคนมีปัญญาก็ต้องยึดหลักปรัชญา  คือหัวใจของบัณฑิต ๔ คือ “สุ. จิ.ปุ.ลิ.” สุ.= สุตะฟัง, จิ= จินตะ คิด, ปุ.=ปุจฉา ถาม, ลิ.=ลิขิตะ เขียนไว้ใช้ทฤษฎีนี้  มีปัญญาแน่นอน  ตามโศลกคำกลอนว่า
สุ.จิ.ปุ.ลิ. วินิมุตฺโต  กถํ  โส  ปณฺฑิโต  ภเว
สุ.จิ.ปุ.ลิ. สุสมฺปนฺโน      ปณฺฑิโตติ  ปวุจฺจติ.
บุคคลปราศจากการฟัง,การคิด,การถาม,และการเขียน (บันทึกไว้) จะเป็นบัณฑิตได้อย่างไร  ส่วนผู้ถึงพร้อมด้วยคุณสมบัติคือการฟัง,การคิด,การถาม,และการเขียน – บันทึกไว้ นั่นแหละ ท่านเรียกว่าบัณฑิต (ผู้มีปัญญา)
นี่คือวิธีเพาะปลูกปัญญาตามหลักของพระพุทธศาสนา  ซึ่งพระพุทธเจ้าของเราทรงสอนไว้ที่สมบูรณ์ที่สุด (ครบวงจร) เพาะปลูกปัญญาทางหูใช้หูฟัง ตั้งสติ ตั้งใจให้มั่นคง ส่งกระแสจิตไปตามเสียงเทศน์,เสียงผู้สอน – ผู้บอก อย่าให้จิตวอกแวกแหกคอกไปที่อื่น ขณะที่ฟัง  ถ้าตั้งใจใหมีสติในการฟัง  ย่อมได้รับผลจากการฟังในขณะนั้นและเดี๋ยวนั้น คือ
ผู้ฟังย่อมได้ฟังสิ่งที่ไม่เคยฟัง
สิ่งใดเคยฟังแล้วแต่ไม่เข้าใจชัด  ย่อมเข้าใจสิ่งนั้นชัด
บรรเทาความสงสัยได้
ทำความเห็นผิดให้เห็นถูกต้องได้
จิตของผู้ฟังย่อมผ่องใส
นี่แหละวิธีเพาะปลูกปัญญาทางหูใช้หูให้เกิดปัญญา  อย่าปล่อยไว้ให้เป็นหูกะทะ  แน่นอนละ ถ้าปล่อยปละละเลยเพิกเฉยในการฟัง  ก็มีหวังเป็นหูกะทะ  อยู่ในภาวะอย่างนั้นจนวันตาย  น่าเสียดายจริง ๆ  อย่าปล่อยทิ้งให้เป็นหูกะทะกันเลย  ท่านผู้รักความเจริญทั้งหลาย  ที่กล่าวมาโดยย่อนี้  เป็นวิธีเพาะปลูกปัญญาทางหู คือการฟัง (สุตะ)
วิธีต่อไปคือ จิ. จินตะ การคิด  การคิดนี้ก็เป็นวิธีเพาะปลูกปัญญาอีกวิธีหนึ่ง  ซึ่งตรงกับทางหลุดพ้นข้อที่ ๓ ที่กล่าวไว้ในวิมุตตายนสูตรคือการใคร่ครวญพิจารณาอันเป็นลักษณะของการคิด  เมื่อใช้สติพินิจพิจารณาใคร่ครวญถูกต้องโดยอุบายอันแยบคายแล้ว  ก็ก่อให้เกิดปัญญานำไปทำลายกิเลสตัณหา  ให้วิมุตติหลุดพ้นจากความทุกข์ได้  นี่คือวิธีเพาะปลูกปัญญาด้วยการคิด (จินตะ)
อีกวิธีหนึ่งก็คือ ปุ.= ปุจฉา ได้แก่การถาม  การถามเป็นวิธีหนึ่ง  ซึ่งเป็นการเพาะปลูกปัญญาให้เกิดขึ้น  ตัวอย่างเช่นถามว่า คำว่า “อนิจจัง,ทุกขัง,อนัตตา”  ที่พูดกันมาบ่อย ๆ นั้น  มันหมายความว่าอย่างไร ?  ก็ได้รับคำอธิบายว่า ในเรื่องของอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา  ที่ท่องจำกันมา จำกันมา แบบนกแก้วนกขุนทองนั้น  ความหมายที่แท้จริงนั้น  อนิจจัง สรรพสิ่งทั้งหลายหลายในโลก  มันเป็นของไม่เทียงมีความเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ทุกขณะ ไม่เคยอยู่นิ่งเลย  อุปมา – อุปไมย เช่นการไหลของกระแสน้ำในลำธารมันไหลของมันติดต่อกันไปไม่ขาดสาย  ลักษณะเช่นนี้แหละเรียกว่า “อนิจจัง”  ไม่เทียงเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา  ส่วน “ทุกขัง” แปลว่าทนอยู่ไม่ได้ ดับไปตลอดเวลา  หมายความว่า สรรพสิ่งทั้งหลายในโลก  มันก็ตกอยู่ในสภาพของ “ทุกขัง” ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้  เพราะมันดับไปอยู่ทุกขณะ  สิ่งใดเป็น “อนิจจัง” สิ่งนั้นมันก็ต้องเป็น “ทุกขัง” แน่ ๆ  ส่วน “อนัตตา” นั้น ท่านอธิบายวา สิ่งใดเป็น “อนิจจัง,ทุกขัง” สิ่งนั้นทั้งมวลล้วนเป็น “อนัตตา” คือบังคับบัญชามันไม่ได้  มันไม่อยู่ในอำนาจของใคร ข้อความในธรรมุเทศท่านกล่าวไว้ว่า “โลกคือหมู่สัตว์ไม่มีอะไรเป็นเครื่องต้านทาน ไม่เป็นใหญ่เฉพาะตน”  มีใครบังคับบัญชาไม่ให้แก่ ไม่ให้เจ็บ ไม่ให้ตายได้ไหม  ไม่ได้แน่นอน  นี่คือคำสอนในข้อที่ว่า “อนัตตา” เมื่อได้ฟังคำอธิบายในเรื่องของ “อนิจจัง,ทุกขัง,อนัตตา” แล้ว  ความลังเลสังสัยอันเป็นปัญหาก็หมดไป  ปัญญาความรู้ความเข้าใจก็เข้ามาแทนที่  นี่คือ “ปุ. ปุจฉา” ฟังแล้ว คิดแล้ว  แต่ยังไม่เข้าใจ ยังลังเลสงสัยก็ให้ถามทันที  ถามแล้วได้ฟังคำอธิบาย  ก็หายข้อสงสัย  นี้เรียกว่าปัญญาเกิดขึ้นจากการถาม  เมื่อมีปัญญาเกิดจากการฟัง,เกิดจากการคิด,เกิดจากการถามแล้ว  กลัวจะลืม  ก็ให้เขียนไว้ ให้บันทึกไว้เป็นหลักฐาน  หากมีความต้องการเมื่อไรก็เปิดอ่านทบทวนได้ทันที ปัจจุบันนี้ เทคโนโลยีทันสมัยก็เก็บไว้ในคอมพิวเตอร์ง่ายที่สุด  แต่อย่าให้เข้าหลักคำพังเพยว่า “ความรู้อยู่ในตำราก็แล้วกัน”
สรุปแล้ว บ่อเกิดปัญญาคือ สุ. จิ. ปุ. ลิ. นี้เอง
สุ.= สุตะ การฟัง ฟังด้วยดีย่อมได้ปัญญา
จิ.= จินตะ การคิด คิดโดยอุบายแยบคาย ได้ปัญญา
ปุ. = ปุจฉา การถาม  ได้รับฟังคำอธิบายที่ดี ก็มีปัญญา
ลิ. = ลิขิต เขียนไว้ ช่วยให้ได้ปัญญา
ปัญญาเกิดจากการฟัง เรียกว่า สุตะมะยะปัญญา
ปัญญาเกิดจากการคิด เรียกว่า จินตะมะยะปัญญา
ปัญญาเกิดจากการถามในปัญหาอันลึกซึ้งเช่นโมฆราชมานพทูลถามปัญหากับพระพุทธเจ้า  เมื่อพระพุทธองค์ทรงตอบปัญหาจบโมฆราชมานพก็ได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์  ในขั้นนี้ก็จัดเข้าในข้อ “ภาวนามยปัญญา” ได้เช่นกัน  หันกลับมาสู่ประเด็นในเรื่องของ “ตาในมืด” อีกครั้ง “ตาใน” ได้แก่ “ปัญญาจักษุ” ตาปัญญา เมื่อมีปัญญาอยู่แล้วเช่นนี้  ทำไมตาในจึงมืด  เพราะปัญญาเป็นแสงสว่างในโลกอยู่แล้ว  จะมืดได้อย่างไรหรือมีปัจจัยอย่างอื่นทำให้ตาในมืด  ปัญหานี้ก็เป็นประเด็นที่น่าคิดอยู่เหมือนกันในเมื่อตาใน ได้แก่ “ปัญญาจักษุ” มันก็ไม่น่าจะมืด
ในประเด็นนี้ ถ้าอธิบายในลักษณะอุปมา – อุปไมย ก็อาจจะเข้าใจง่ายขึ้น เช่นดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ โดยธรรมชาติแล้ว  ดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ ก็มีแสงสว่างในตัวอยู่แล้ว  ทำไมบางครั้งบางคราวดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์จึงมืดมิดไปเล่า? อ๋อ ! ที่บางครั้งบางคราวดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ต้องมืดมิดอับแสงไปนั้น  เพราะดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ถูกก้อนเมฆใหญ่ปกปิดเอาไว้  ก็เลยทำให้ไม่มีแสงสว่างส่องลงมาสู่โลกมนุษย์ ดังพุทธภาษิตว่า
โย  จ ปุพฺเพ ปมชฺชิตฺวา        ปจฺฉา  โส  นปฺปมชฺชติ
โสมํ  โลกํ  ปภาเสติ  อพฺภา  มุตฺโตว  จนฺทิมา.
ผู้ในประมาทในกาลก่อน  ตอนหลังไม่ประมาท ผู้นั้นชื่อว่ายังโลกนี้ให้สว่าง  เหมือนพระจันทร์พ้นจากเมฆหมอก  ส่องแสงสว่างมาสู่โลก ฉะนั้น
ได้ความว่า  พระจันทร์ พระอาทิตย์ ตามปกติก็แสงสว่าง  แต่ถ้าขณะใด พระจันทร์ พระอาทิตย์ถูกเมฆหมอกปกคลุมจนมิด  ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ก็ไม่มีแสงสว่างปรากฏออกมา  แต่ว่าแสงสว่างของดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ ไม่ได้หายไปไหน  ยังคงมีอยู่ในดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์นั้นเอง  แต่ถูกเมฆหมอกปิดบังเอาไว้  ทันใดที่เมฆหมอกเคลื่อนออกพ้นดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ แสงสว่างก็จะปรากฏออกมาทันทีทันควัน   น่าอัศจรรย์ไหมละ  โยม !
เรื่องของ “ตาในมืด”  ก็ทำนองเดียวกันกับดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์  ตาใน “ปัญญาจักษุ” ตาปัญญา ตามธรรมดาก็สว่างไสว   ไม่ได้มืดมิดแต่ประการใด  แต่ถ้าขณะใด ตาในถูกกิเลสประเภท ความโลภ ความโกรธ ความหลงเข้าครอบงำ  ก็ทำให้ตาในมืดมิด  ชนิดไม่รู้อรรถไม่เห็นธรรม  กิเลสคือความโลภ ความโกรธ  ความหลง ครอบงำนรชนเมื่อไร  ความมืดมิดก็ย่อมมีเมื่อนั้น เดี๋ยวนั้น ทันที ทันควัน  ดังประพันธ์พุทธภาษิตที่พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ว่า
ลุทฺโธ อตฺถํ  น  ชานาติ    ลุทฺโธ  ธมฺมํ  น  ปสฺสติ
อนฺธตมํ  ตทา  โหติ  ยํ  โลโภ  สหเต  นรํ.
คนโลภย่อมไม่รู้อรรถ  คนโลภย่อมไม่เห็นธรรม
ความโลภครอบงำนรชนเมื่อไร  ความมืดมิดย่อมมีเมื่อนั้น
กุทฺโธ  อตฺถํ  น  ชานาติ  กุทฺโธ  ธมฺมํ น ปสฺสติ
อนฺธตมํ  ตทา  โหติ  ยํ  โกโธ  สหเต  นรํ.
คนโกรธย่อมไม่รู้อรรถ  คนโกรธย่อมไม่เห็นธรรม  ความโกรธ
ครอบงำนรชนเมื่อไร  ความมืดตื้อย่อมมีเมื่อนั้น
มุฬฺโห  อตฺถํ  น  ชานาติ   มุฬฺโห  ธมฺมํ  น  ปสฺสติ
อนฺธตมํ  ตทา  โหติ   ยํ  โมโห  สหเต  นรํ.
คนหลงย่อมไม่รู้อรรถ  คนหลงย่อมไม่เห็นธรรม ความหลง
ครอบงำนรชนเมื่อไร  ความมืดตื้อย่อมมีเมื่อนั้น
โลโภ  โทโส  จ  โมโห จ       ปุริสํ  ปาปเจตสํ
หึสนฺติ   อตฺตสมฺภูตา         ตจสารํวสมฺผลํ.
โลภะ โทสะ โมหะ เกิดจากตัวเอง ย่อมเบียดเบียนผู้มี
ใจชั่ว  ดุจขุยไผ่ฆ่าต้นไผ่ (ให้ตายไป) ฉะนั้น
ตาใน (ปัญญาจักษุ) โดยธรรมชาติก็มีความสว่างอยู่แล้วก็จริง  แต่พอถูกกิเลสความเศร้าหมองทั้ง ๓ คือ ความโลภ ความโกรธ ความหลง เข้าครอบงำบีดบัง  แสงสว่างแห่งปัญญาก็ปรากฏออกมาไม่ได้  ความจริงแสงสว่างแห่งปัญญานั้นไม่ได้หายไปไหนมีอยู่ตลอดเวลา เพียงแต่ถูกความมืดของกิเลสทั้ง ๓ คือ โลภะ โทสะ โมหะ ห่อหุ้มปกคลุมไว้เท่านั้นเอง  เมื่อใดกิเลสทั้ง ๓ ถูกกำจัดออกจากจิตใจ  แสงสว่างสดใสของปัญญาก็ปรากฏออกมา  ทันทีทันควันเหมือนดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ พ้นจากเมฆหมอกส่องแสงสว่างลงมาสู่โลกมนุษย์ ฉะนั้น
การที่จะกำจัดเมฆหมอกแห่งปัญญา คือ กิเลสตัณหาให้หมดไปจากจิตใจนั้น  หลักธรรมในทางพระพุทธศาสนา  พระพุทธองค์จึงทรงสอนให้เจริญจิตภาวนา  ตามหลักสติปัฏฐาน ๔ คือ มีสติตามกำหนด ตามรู้ ความเห็นกายเป็นกาย เห็นกายในกาย เนือง ๆ อยู่  มีความเพียรเผากิเลสให้เร่าร้อน มีสัมปชัญญะความรู้ตัวทั่วพร้อมมีสติระลึกรู้เท่าทันอารมณ์ที่มากระทบ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ อย่าให้เกิดความยินดียินร้าย  มีสติตามกำหนด ตามรู้ ตามเห็น เวทนาเป็นเวทนา  เห็นเวทนาในเวทนา เนือง ๆ อยู่  มีความเพียรเผากิเลสให้เร่าร้อน มีสัมปชัญญะ ความรู้ตัวทั่วพร้อม มีสติระลึกรู้เท่าทันอารมณ์ที่มากระทบ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ  อย่าให้เกิดความยินดียินร้าย  มีสติตามกำหนด ตามรู้ ตามเห็นจิตเป็นจิต เห็นจิตในจิตเนือง ๆ อยู่  มีความเพียรเผากิเลสให้เร่าร้อน  มีสัมปชัญญะความรู้ตัวทั่วพร้อม  มีสติระลึกรู้เท่าทันอารมณ์ที่กระทบ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ  อย่าให้เกิดความยินดียินร้าย  มีสติตามกำหนด ตามรู้ ตามเห็นธรรมเป็นธรรม เห็นธรรมในธรรม เนือง ๆ อยู่ มีความเพียรเผากิเลสให้เร่าร้อน มีสัมปชัญญะ ความรู้ตัวทั่วพร้อม มีสติระลึกรู้เท่าทันอารมณ์ที่มากระทบ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ  อย่าให้เกิดความยินดียินร้าย
เมื่อมีสติตามกำหนด ตามรู้ ตามเห็น กาย,เวทนา,จิต,ธรรม  ตามนัยที่กล่าวมานี้เป็นนิจ  จิตก็จะหยั่งลงสู่ความสงบ ความสะอาด ความสว่าง อันเป็นทางก่อให้เกิดปัญญา ทำลายกิเลสตัณหาให้หมดไปจากจิตใจ ตาใน คือ “ปัญญาจักษุ” ก็จะสว่างไสวตลอดเวลา  เหมือนท้องฟ้าปราศจากก้อนเมฆใหญ่  ท้องฟ้าก็แจ่มใสเป็นนิจนิรันดร์
แต่เมื่อใดที่กิเลสคือความโลภ ความโกรธ ความหลง จรเข้ามาครอบงำ  ก็ทำให้จิตเดิมแท้ที่ผ่องใสสะอาดนั้น พลันก็มืดมิดไปทันทีทันใด เหมือนท้องฟ้าที่แจ่มใส แต่ทันใดที่ถูกก้อนเมฆมหึมาปกคลุมเข้า ก็ทำเอาท้องฟ้าที่โปร่งใส ดำมืดไปทันทีทันควัน ฉันนั้นเหมือกัน ความสะอาดผ่องใสของจิตใจไม่ได้หายไปไหน  ยังมีอยู่ที่จิตใจของนั้นเองเพราะธรรมชาติของจิตใจมีความผ่องใสสะอาดอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ทำให้จิตใจเศร้าหมองหมดความผ่องใสไปนั้น  ก็เพราะกิเลส ความเศร้าหมองคือ ความโลภ ความโกรธ ความหลง ห่อหุ้มปกคลุมเอาไว้ ทันทีที่กิเลสคือ โลภะ โทสะ และโมหะ ถูกกำจัดออกไป จิตใจที่ผ่องใสก็ปรากฏออกมาทันทีในขณะนั้นเดี๋ยวนั้นเหมือนดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ที่มืดมิดเพราะถูกเมฆหมอกก้อนมหึมาปกเอาไว้  ทันใดที่ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์พ้นจากก้อนเมฆใหญ่ แสงจันทร์ แสงอาทิตย์ ก็ส่องลงมาสู่โลกให้สว่างไสวฉันใดก็ฉันนั้น
เมื่อจิตใจปราศจากกิเลสอันเป็นเหตุทำให้จิตใจเศร้าหมองแล้ว  จิตใจก็ผ่องใสทำให้ “ตาในสว่าง”  ไม่มืดไม่บอดอีกแล้ว  ต่อไปก็เข้าสู่ประเด็น “ตานอกใส – ตาในสว่าง”  การที่นำเรื่องนี้เสนอท่านทั้งหลายก็มีจุดมุ่งหมายต้องการให้ท่านทั้งหลายได้มีตาทั้งสองสอดคล้องประสานกันคือ ตานอกก็ต้องใส ตาในก็ต้องสว่าง ทั้งนี้ก็เพื่อประโยชน์ในการครองชีวิตอยู่ในสังคมอย่างมีความสงบสุข และปลอดภัยในชีวิตประจำวัน  ตานอกได้แก่ “มังสะจักษุ” ตาเนื้อก็ต้องใสไม่บอด ไม่มืด ไม่ฝ้า ไม่ฟาง ใช้มองดูอะไรได้ทุกอย่างทางภายนอกตามที่ต้องการ  ตาในอันได้แก่ “ปัญญาจักษุ” ตาปัญญา ทั้งสุตามยปัญญา จินตามยปัญญา และภาวนามยปัญญา  กำจัดกิเลสตัณหา คือ โลภะ โทสะ โมหะ ออกจากจิตใจ ตาในก็สว่างไสวตลอดเวลา
เมื่อตาทั้งสอง คือ ตานอก “ตาเนื้อ” ก็ใส ตาใน “ตาปัญญา” ก็สว่าง  ก็เป็นทางให้คนเราครองชีวิตอยู่ในสังคมโลกด้วยด้วยความสงบสุข และปลอดภัย  ในบรรดาตาทั้งสองคือตานอกและตาในนั้น  ตาที่สำคัญที่สุดของมนุษย์ก็คือตาในอันได้แก่ “ปัญญาจักษุ” ตาปัญญานั้นเอง  คนเราถ้ามีตาปัญญาสว่าง แม้ตานอก “มังสะจักษุ” ตาเนื้อจะพิการเป็นตาบอด ตามืดอย่างไร  ก็สามารถครองชีวิตอยู่ได้ด้วยความสงบสุข และปลอดภัยไม่มีปัญหาอะไร  ตัวอย่างเช่นพระจักษุบาล แม้ตานอกคือ “มังสะจักษุ” ตาเนื้อของท่านจะบอด  แต่ตาใน “ปัญญาจักษุ” ตาปัญญาของสว่างไสวได้บรรลุเป็นพระอรหันต์  ครองชีวิตอยู่ด้วยความสงบสุขทุกประการ  นี่แหละ “ปัญญาจักษุ” ตาปัญญามีค่ายิ่งกว่าตาเนื้ออย่างนี้
เพื่อเป็นการเตือนจิตสะกิตใจท่านทั้งหลาย  ขอให้ทุกคนพากันประพฤติตนเป็นคนประเภท “ตานอกใส – ตาในสว่าง” นั่นแหละดีที่สุด  ซึงมนุษย์ทุกคนควรถือว่าเป็นเรื่องที่เราจะละเลยเพิกเฉยไม่ได้เป็นอันขาด  เกิดมาเป็นคนกับเขาทั้งชาติอย่าเป็นคนประมาทปล่อยชีวิตให้เป็นไปตามบุญตามกรรมเพราะความประมาทเป็นทางแห่งความตาย  และคนประมาทแล้ว ก็เหมือนคนตายแล้ว มีชีวิตอยู่ก็เฉพาะลมหายใจเข้า – ออกเท่านั้น  ไม่มีประโยชน์อะไรทั้งแก่ตนเอง  และสังคมส่วนรวม  ร่วมกันสร้างสรรค์สิ่งที่เป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่ตนทั้งในโลกนี้ และอนาคตข้างหน้า  อย่าลืมประเด็นที่ว่า “ตานอกใส – ตาในสว่าง” อันเป็นทางให้เกิดศิริมงคลส่งผลให้มีความสงบสุขในที่ทุกสถานและในกาลทุกเมื่อตลอดไป
อันตานอก  คือตาเนื้อ  ถ้าแจ่มใส
ย่อมใช้ได้   มองดู   รู้ทุกอย่าง
ไม่เหมือนกับ   ตามืด   และตาฟาง
มองทุกอย่าง   เห็นผิด   จากความจริง
เมื่อตานอก  คือตาเนื้อ  นั้นสดใส
มองอะไร   เห็นได้   ไปทุกสิ่ง
ไม่เห็นผิด   ไปจาก   ความเป็นจริง
เห็นทุกสิ่ง   จริงแท้   ไม่แปรผัน
ตานอกใส  มีค่า   น่าชูเชิด
ก่อให้เกิด   คุณค่า   อย่างน่าอัศจรรย์
มองอะไร   เห็นได้   อย่างฉับพลัน
อัศจรรย์    ส่งผล   ดัลบันดาล
อันตาใน  ตาปัญญา  ถ้าสว่าง
ก็เป็นทาง   ให้เกิดผล  มหาศาล
ตาปัญญา   เป็นปัจจัย  ใช้ประหาร
กิเลสมาร   น้อย – ใหญ่  ให้หมดไป
มีตาใน   สว่าง   สร้างความสุข
ทำลายทุกข์   ทุกอย่าง  ให้จางหาย
กำจัดโลภ  โกรธ – หลง  ให้ละลาย
กิเลสร้าย  ถูกทำลาย  เพราะปัญญา
ตาในนั้น คือปัญญา  ตาวิเศษ
พระท่านเทศน์  ตาปัญญา  แก้ปัญหา
กิเลสร้าย  ทั้งหลาย  ที่เกิดมา
ตาปัญญา  แก้ได้   ในทันที
ตาปัญญา คือตาใน  ใสสว่าง
พระกล่าวอ้าง  มีไว้   ใช้ปราบผี
กิเลสร้าย  ทั้งหลาย  บรรดามี
ตาปัญญา  ใช้ปราบผี  ได้ทันควัน ฯ

ตาสว่าง – ตาเห็นธรรม
กาเมสุ  พรหฺมจริยวา    วีตตณฺโห  สทา  สโต
สงฺขาย  นิพฺพุโต  ภิกฺขุ    ตสฺส  โน  สนฺติ  อิญฺชิตา.
ภิกษุผู้เห็นโทษในกาม  มีความประพฤติประเสริฐ  ปราศจาก
ตัณหา  มีสติทุกเมื่อ  พิจราณาแล้ว  ดับกิเลสแล้ว
ย่อมไม่มีความหวั่นไหว
มคฺคานฏฺฐงฺคิโก  เสฏฺโฐ  สจฺจานํ  จตุโร  ปทา
วิราโค  เสฏฺโฐ  ธมฺมานํ   ทิปทานญฺจ  จกฺขุมา.
บรรดาทางทั้งหลาย ทางมีองค์ ๘ ประเสริฐสุด  บรรดาสัจจะ
ทั้งหลาย บท ๔ ประเสริฐสุด  บรรดาธรรมทั้งหลาย วิราคธรรม
ประเสริฐสุด  และบรรดาสัตว์ ๒ เท้าทั้งหลาย  พระพุทธเจ้า
ผู้มีจักษุประเสริฐสุด
ในสังคมเมืองไทยของเรา  ระยะ ๓ – ๔ ปีมานี้  เราได้ยินได้ฟังสำนวนหรือคำพูดประโยคว่า”ตาสว่าง” ประโยคนี้  พูดกันมากและได้ฟังกันมากจนชินหูในสังคมไทย  จึงทำให้เกิดความสงสัยขึ้นมาว่าคำว่า “ตาสว่าง”  นั้น  มันหมายความว่าอย่างไร  หมายความว่า ก่อนหน้านี้ ตามันมืด ตามันบอด มองไม่เห็นอะไร เข้าหลักที่ว่า “ตโม ตมปรายโน” มืดแล้วมืดตลอดไปอย่างนั้นหรือ ?  ความจริงเรื่องนี้  ไม่ได้หมายความว่า ตามันมืดตามันบอดอะไรกันหรอก  “ตานอก”  คือตาเนื้อนั้นมันก็ใสมองอะไรก็เห็นได้ตามปกติ  แต่ว่า “ตาใน” คือตาปัญญาความรู้ความเข้าใจในเหตุการณ์ต่าง ๆ นั้น  มันยังไม่สว่าง ยังไม่รู้อะไรตามความเป็นจริง  คือโลกมนุษย์  สังคมมนุษย์ที่เราอาศัยกันอยู่นี้  มันเป็นโลกแห่ง “มายา” มันหลอกตาลองใจของคนที่ไม่รู้เท่าทันตลอดเวลา
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง  พวกที่มีอำนาจเงิน มีอำนาจรัฐ  ได้เป็นใหญ่ในสังคม  ก็ใช้คารมคมคายหาอุบายหลอกพวกที่ด้อยโอกาสมาเป็นทาสรับใช้สารพัดอย่าง ไม่ต่างอะไรกับทาสในเรือนเบี้ย  เอารัดเอาเปรียบเหยียบย้ำทำลาย  ดูถูกเหยียดหยาม  ตามอำนาจที่ตนมีอยู่ ขู่เข็ญคุกคามให้ทำอะไรตามที่พวกตนต้องการ  ในด้านการศึกษาหาความรู้ก็ปิดประตูตายใช้อุบายหลอกลวงไปวัน ๆ ถ้าพวกมันได้รับการศึกษามีปัญญาวิชาความรู้  พวกมันก็จะรู้ความชั่วของพวกตน  ซึ่งได้ใช้เล่ห์กลมายา  หลอกลวงมาเป็นเวลานาน  แต่เมื่อเหตุการณ์ผ่านมาหลายทศวรรษ  เรื่องมหัศจรรย์ก็เกิดขึ้นในสังคมยุคใหม่  เทคโนโลยีทันสมัย  มีคอมพิวเตอร์ระบบอินเตอร์เน็ต เหตุการณ์ต่าง ๆ ในสังคมโลก  ก็ปรากฏออกมาแก่สายตาของคนในสังคมทุกหนทุกแห่งทั่วไป  ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ตามท้องไร่ท้องนาพากันได้รับฟังข่าวสารต่ง ๆ ทางอินเตอร์เน็ตจากเว็บไซต์ต่าง ๆ เรื่องที่ไม่เคยได้ฟังก็ได้ฟัง เรื่องที่ไม่เคยรู้ก็ได้รู้  เรื่องที่เคยเคลือบแคลงสงสัยมาแต่ก่อน  ตอนนี้ก็ได้ปรากฏออกมาแก่สายตาของประชาชนจนหมดแล้ว  ทุกสิงทุกอย่างไม่มีทางที่พวกที่มีอำนาจเงิน มีอำนาจรัฐ เป็นใหญ่ในแผ่นดินจะปกปิดเป็นความลับ หลอกลวง ต่อไปได้แล้ว  “ความลับไม่มีในโลก” โชคเป็นของประชาชน  เพราะทุกคนตาสว่างกันหมดแล้ว  นี่แหละคือที่มาของคำว่า “ตาสว่าง” ต่อจากนี้ไป  ไม่มีอะไร ไม่มีอำนาจอิทธิพลของใครจะมาเล่นกลมายาหลอกประชาชนได้อีกต่อไปแล้ว  เพราะประชาชนทุกหมู่เหล่าเข้าสู่หลักที่ว่า “โชติ โชติปรายโน”  สว่างแล้ว สว่างตลอดไป
ในสังคมไทยของเรา  ประชาชนส่วนใหญ่ก็ถูกอำนาจพิเศษ อำนาจมืด อำนาจนอกระบบ  ปกปิดความจริง   และใช้กลมายาหลอกลวงให้เข้าใจผิด  ให้หลงผิดมาหลายทศวรรษเหมือนกัน  ทั้งในด้านประชาธิปไตย เศรษฐกิจ ทหาร การเมือง และเรื่องอื่น ๆ อีกมากมาย  บรรยายให้ประชาชนเข้าใจผิดว่า  เมืองไทยเราเป็นประชาธิปไตย  เศรษฐกิจก็ดีขึ้นเรื่อยๆ  ให้ทุกคนอดทนกันหน่อย  ค่อยเป็นค่อยไป  อย่าใจร้อน  ใจเย็นๆ  เศรษฐกิจของเราก้าวหน้าแน่ๆ  ในด้านทหารก็อยู่ในระเบียบวินัย  เอาใจใส่ในการป้องกันชาติบ้านเมืองให้ปลอดภัยไร้อริราชศัตรูที่มารุกราน  การเมืองก็ไม่มีปัญหาอะไร  นักการเมืองก็ช่วยกันบริหารประเทศชาติให้เจริญก้าวหน้าในทุกๆ ด้าน  ในด้านอื่นๆ  ก็ไม่มีอะไรที่น่าเป็นห่วง  หลอกลวงประชาชนให้เข้าใจผิดในเรื่องต่างๆ เหล่านี้มาตลอดเวลา  แต่ประชาชนในทุกวันนี้  ไม่มีความคิดเหมือนประชาชนในหลายทศวรรษที่ผ่านมา  ใครจะแหกตาลวงใจอย่างไรก็ได้ตามใจชอบ  แต่มาในปัจจุบันนี้ประชาชนเขาใฝ่รู้ใฝ่เห็น  ใฝ่แสวงหาความจริง  แสวงหาข้อมูลตามแหล่งต่าง ๆ  ทุกสิ่งทุกอย่างซึ่งพวกอำนาจมืด  อำนาจพิเศษ  อำนาจนอกระบบ  ปกปิดกันไว้เพื่อหลอกลวงคนในสังคมให้หลงผิดเข้าใจผิด  ก็ปิดไม่อยู่พรั่งพรูออกมาสู่สายตาประชาชน  ความืดมนทั้งหลายก็อันตรธานปราสนาการไป  ความสว่างไสวก็เข้ามาแทนที่  นี่แหละคือที่มาแห่งวลีที่ว่า  “ตาสว่าง”  ของมวลชนชาวไทย  ซึ่งถูกครอบงำด้วยอำนาจมืด  อำนาจพิเศษ อำนาจนอกระบบ มาเป็นเวลานานหลายทศวรรษ  ได้ถูกกำจัดออกออกไปด้วยเทคโนโลยี คอมพิวเตอร์  ระบบอินเตอร์เน็ตนำสมัย ชัยชนะของประชนใกล้เข้ามาทุกลมหายใจเข้าออก  เมฆหมอกคงผ่านพ้นสังคมไทยไม่กลับมาอีกแล้ว  นี่คือเรื่อง “ตาสว่าง”  นำมาเสนอท่านทั้งหลายโดยย่อพอเป็นตัวอย่าง  ต่อไปก็ขอพาท่านทั้งหลายไปศึกษาหาความรู้ในประเด็น  “ตาเห็นธรรม”  เป็นลำดับต่อไป
ประเด็นแรก  เราก็มาทำความเข้าใจในเรื่อง “ตาเห็นธรรม”  กันก่อน  ตาเห็นธรรมมีความเป็นมาอย่างไร ทำไมจึงเรียกว่าตาเห็นธรรม  นี่คือประเด็นที่เราจะต้องทำความเข้าใจกันก่อน  เรื่องของ “ตาเห็นธรรม” นี้  เป็นสำนวนที่ใช้พูดกันในทางพระพุทธศาสนา  เรียกผู้ที่ฟังธรรมแล้วได้บรรลุพระอริยบุคคลชั้นโสดาบันว่า  ได้ดวงตาเห็นธรรมเริ่มแต่ปัญจวัคคีย์ ๕ ฟังธรรมเรื่องพระธรรมจักรกัปปวัตนสูตร  พระพุทธเจ้าทรงแสดงโดยลำดับถึงตรงประโยคว่า  “สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา  สิ่งนั้นทั้งมวลล้วนมีความดับไปเป็นธรรมดา”  อัญญาโกณฑัญญะได้ฟังมาถึงตรงนี้  ก็มีความรู้ความเข้าใจตามความเป็นจริง  ก็ได้ดวงตาเห็นธรรมสำเร็จเป็นพระโสดาบัน  ตกกระแสแห่งพระธรรมไม่ตกต่ำเป็นธรรมดาจนกว่าจะได้สำเร็จพระอรหันต์ในที่สุด
พระพุทธเจ้าตรัสสอนพระวักกลิ  พระวักกลิที่เป็นคฤหัสถ์ได้เห็นรูปกายสมบัติของพระองค์งามนักดูไม่เบื่อ  จึงได้ออกบวชด้วยคิดว่า  จะได้ดูพระองค์เป็นนิตย์กาล เมื่อบวชแล้วก็ไม่เป็นอันท่องบนสาธยายธรรมไม่เจริญสมณธรรม  เอาแต่คอยเฝ้าตามดูพระศาสดาโดยถ่ายเดียว  พระองค์จึงตรัสเตือนว่า  วักกลิเธอจะมาเฝ้าดูร่างกายอันเปื่อยเน่าของเราทำไมเล่า “ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นชื่อว่าเห็นเรา”  ดังนี้  แต่พระวักกลิก็ไม่ฟัง  ยังขืนตามเฝ้าดูอยู่ร่ำไป  พระองค์จึงทรงขับไล่ให้หลีกไป พระวักกลิเสียใจขึ้นไปบนเขาคิชฌกูฏ  จะกระโดดลงมาให้ตาย  พระองค์ทรงทราบจึงทรงเปล่งพระรัศมีแสดงพระองค์ให้ปรากฏให้พระวักกลิเห็น  ตรัสเตือนพระวักกลิให้เกิดสติ  แล้วเจริญสมณธรรม  ทำให้จิตสงบสะอาดสว่าง  เป็นทางให้เกิดปัญญาได้ดวงตาเห็นธรรม  ซึ่งเป็นการเห็นพระองค์ตลอดเวลา  นี้ก็เป็นที่มาแห่งคำว่า  “ตาเห็นธรรม”  อีกเรื่องหนึ่ง
ประเด็นที่จะต้องทำความเข้าใจต่อไป  ก็คือเรื่องตาเห็นธรรมนั้นหมายความว่าอย่างไร  ทำไมจึงเรียกว่า  “ตาเห็นธรรม”  ในประเด็นนี้  ก็ต้องเข้าใจกันให้ดี  คำว่า “ตาเห็นธรรม”  ในที่นี้  ไม่ได้หมายถึงตาเนื้อ  “มังสะจักษุ”  ตาเนื้อก็ใช้ดูได้เฉพาะสิ่งภายนอกเท่านั้น  ดังนั้นดวงตาเห็นธรรมนั้น  ท่านหมายถึงตาปัญญา  “ปัญญาจักษุ”  ตาปัญญาที่ว่าได้ดวงตาเห็นธรรมนั้น  ก็หมายเอาปัญญาจักษุนี้เอง  และดวงตาเห็นธรรมนั้น  ก็ได้แก่การรู้การเห็นสรรพสิ่งทั้งหลายที่มีในโลกตามความเป็นจริง  เห็นอนิจจังไม่เที่ยงเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา  เห็นทุกขังทนอยู่ไม่ได้ดัวไปตลอดเวลา  เห็นอนัตตาบังคับบัญชาไม่ได้ไม่อยู่ในอำนาจของใคร  นี่แหละคือความหมายของคำว่า “ตาเห็นธรรม”  ในภาษาธรรม  ประชาชนคนธรรมดาชาวบ้านทั่วไป  อาจจะฟังไม่ค่อยจะออก จึงขอบอกเป็นภาษาคน  คือภาษาชาวบ้านทั่วไปให้เข้าใจกันง่าย ๆ  คำว่า “ดวงตาเห็นธรรม”  นั้น พูดให้เข้าใจกันง่ายๆ แบบชาวบ้านทั่วไป  ก็คือว่า ดวงตาเห็นธรรมนั้นก็ได้แก่เห็นชั่วเป็นชั่ว  เห็นดีเป็นดี  เห็นผิดเป็นผิด เห็นถูกเป็นถูก  เห็นบาปเป็นบาป  เห็นบุญเป็นบุญ  เห็นคุณเป็นคุณ  เห็นโทษเป็นโทษ เป็นต้น นี้คือเห็นตามความเป็นจริง  ตามภาษาคน  ไม่ให้ผิดไปจากความเป็นจริงของสิ่งนั้นๆ  ดังสำนวนที่ว่า “เห็นกงจักรเป็นดอกบัว  เห็นชั่วเป็นดี”  อย่างนี้มันเห็นผิดจากความเป็นจริง  การเห็นผิดจากความเป็นจริงนี้แหละ  ทำให้คนเราคิดผิด  พูดผิด และทำผิด แล้วก็ประกอบพรรมทำความชั่วต่างๆ นานาทั้งในที่ลับทั้งในที่แจ้ง ต่อหน้าและลับหลัง ขณะที่กำลังทำความชั่วอยู่นั้นก็ไม่รู้สึกตัว
มีตัวอย่างให้เห็นเช่น สหายสองคน มีอาชีพในการทำโจรกรรม ทำกันมาจนค่อนชีวิต วันหนึ่ง เห็นประชาชนชาวบ้านพากันถือดอกไม้ของหอมบ่ายหน้าไปวัดเพื่อฟังธรรม สองสหายก็ถือโอกาสตามไปด้วย แต่ความคิดไม่เหมือนชาวบ้านทั้งหลายที่บ่ายหน้าไปวัดเพื่อฟังธรรม แล้วนำมาชำระล้างความเศร้าหมองออกจากจิตใจ  แต่สองสหายไปเพื่อถือโอกาสลักขโมยสิ่งของเงินทองของชาวบ้านเมื่อเผลอตัว นี่คือจิตใจที่ไม่รู้ตามความเป็นจริง คือการทำโจรกรรมนั้น มันเป็นความชั่ว แต่ตัวเองสำคัญผิดคิดว่าเป็นความดี เมื่อสำคัญผิดก็คิดทำชั่วทำโจรกรรมต่อไป ตราบใดที่ยังมองไม่เห็นความชั่วว่ามันเป็นความชั่ว ก็ทำความชั่วได้ในที่ทุกสถาน แม้วัดซึ่งเป็นเขตบุญสถาน คนพาลคนชั่วก็ทำชั่วได้ ไม่อายผีสางเทวดา แต่พอดวงตาเห็นธรรมเมื่อไหร่ จิตใจก็กลัวบาปกลัวความชั่วขึ้นมาทันทีไม่มีทางที่จะทำความชั่วอีกต่อไปแล้ว
พฤติกรรมของสองสหายเป็นตัวอย่างอีกเหมือนกัน ในสหายสองคนนี้ สหายคนหนึ่งฉุกคิดขึ้นมาว่า เราก็ทำอาชีพโจรกรรมมานานแล้ว ชีวิตความเป็นอยู่ก็ไม่เห็นว่าจะมีอะไรดีขึ้นเลย ก็คิดขึ้นมาได้ในขณะนั้นว่า น่าจะตั้งใจฟังธรรมดังที่ชาวบ้านทั้งหลายเขาฟังกันบ้าง แล้วก็ตั้งใจฟังธรรมด้วยความเอาใจใส่ และจดจ่อต่อเสียงเทศน์เสียงธรรม เผอิญวันนั้นพระท่านก็เทศน์เรื่องอาชีพโจรกรรม ทรัพย์สมบัติของใครเขาก็รักก็หวงแหน ไม่ต้องการให้ใครมาล่วงละเมิดกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินของตน  คนใดทำโจรกรรมลักเล็กขโมยน้อย จนถึงขั้นปล้นสดมภ์ เป็นการทำบาปกรรม ก็จำนำผลมาให้คนทำทุกภพทุกชาติ เมื่อเกิดมามีทรัพย์สมบัติอะไรก็ไม่มีความปลอดภัย ถูกลักถูกขโมย เพราะตนเคยลักเคยขโมยของคนอื่นมาก่อน ผลสะท้อนย้อนมาหาตัวเอง เข้าหลัก “กรรมสนองกรรม” ทำกรรมเช่นไรก็ได้รับผลเช่นนั้น สัตว์ทั้งหลายย่อมเป็นไปตามกรรมของตน
ขณะที่ตั้งใจฟังธรรมอยู่นั้นสหายคนนั้นก็มองเห็นความชั่วที่ตัวเคยทำมา ก็เกิดความละอายต่อความชั่ว ไม่กล้าทำความชั่วอีกต่อไป ไม่ว่าในรูปแบบใดๆ ทั้งนั้น บาปคือความชั่วไม่ทำเสียเลยนั้นแหละดี ตั้งแต่วันนั้นมาเขาก็เลิกอาชีพโจรกรรมทันที มีความละอายต่อความชั่วกลัวต่อบาปกรรม ทำแต่ความดีตลอดชีวิต ส่วนเพื่อนของเขายังมองไม่เห็นความจริง ก็ก้มหน้าก้มตาทำความชั่วยึดอาชีพโจรกรรมต่อไป จนกว่าเขาจะได้ดวงตาเห็นธรรมนั้นแหละ  เขาจึงจะเลิกอาชีพโจรกรรมได้ทันที นี้คือความจริงตามหลักของพระพุทธศาสนา พอได้ดวงตาเห็นธรรมรู้อะไรตามความเป็นจริง สิ่งที่เคยคิดชั่ว เคยพูดชั่ว เคยทำชั่วมาก่อน ตอนนี้ก็ถูกลงกลอนปิดประตูตาย ฝันร้ายก็กลายเป็นดี ดังพุทธานุสาสนีว่า “อสาธุ  สาธุนา ชิเน” ชนะความชั่วด้วยความดี เรื่องนี้มีตัวอย่างให้เรียนรู้มากมายในยุคพุทธกาล เช่น
ขอยกตัวอย่างเรื่องชฎิลสามพี่น้อง คืออุรุเวลกัสสปะ นทีกัสสปะ คยากัสสปะ ออกบวชเป็นชฎิลบำเพ็ญพรตบูชาเพลิง สร้างอาศรมอยู่ใกล้ฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา เป็นสามสถานตามลำดับกัน ครั้นพระศาสดาเสด็จถึงอุรุเวลาประเทศแล้ว ทรงทรมาณอุรุเวลกัสสปะด้วยวิธีเครื่องทรมานต่างๆ แสดงให้เห็นว่าลัทธิบูชาเพลิงของอุรุเวลกัสสปะนั้นไม่มีแก่นสาร อุรุเวลกัสสปะถือตัวว่าตนเป็นผู้วิเศษฉันใดๆ ตนก็หาเป็นฉันนั้นๆ ไม่ จนอุรุเวลกัสสปะมีความสลดใจพร้อมทั้งศิษย์บริวารลอยผมที่เกล้าเป็นชฎา และบริขารเครื่องพรตเครื่องบูชาไฟของชฎิลในแม่น้ำแล้ว ทูลขอบรรพชาอุปสมบท พระศาสดาก็ประทานบรรพชาอุปสมบทอนุญาตให้เป็นภิกษุทั้งสิ้น
ฝ่ายนทีกัสสปะตั้งอาศรมอยู่ภายใต้ได้เห็นชฎาและบริขารเครื่องพรตเครื่องบูชาเพลิง ลอยไปตามกระแสน้ำ สำคัญว่าเกิดอันตรายแก่พี่ชายตน พร้อมทั้งบริวารมาถึง เห็นอุรุเวลกัสสปะผู้พี่ชายถือเพศเป็นภิกษุแล้ว ถามทราบความว่า พรหมจรรย์นี้ประเสริฐแล้ว ก็ลอยชฎาและบริขาเครื่องพรตเครื่องบูชาเพลิงของตนเสียในแม่น้ำแล้ว พร้อมด้วยบริวารเข้าไปเฝ้าพระศาสดา ทูลขออุปสมบท พระพุทธองค์ทรงประทานอุปสมบทแก่เธอเหล่านั้น
ฝ่ายคยากัสสปะได้เห็นชฎาและบริขารเครื่องพรตเครื่องบูชาเพลิงลอยมาตามกระแสน้ำ สำคัญว่าเกิดอันตรายแก่พี่ชายทั้งสอง พร้อมทั้งบริวารรีบมาถึง เห็นพี่ชายทั้งสองถือเพศเป็นภิกษุแล้ว ถามทราบว่าพรหมจรรย์นี่ประเสริฐ  ลอยชฏาและบริวารเครื่องพรตเครื่องบูชาเพลิงของตนเสียในแม่น้ำแล้ว  พร้อมด้วยบริวารเข้าไปเฝ้าพระศาสดา ทูลขออุปสมบท  พระพุทธองค์ทรงประทานอุสมบทให้เป็นภิกษุโดยนัยหนหลัง
ที่กล่าวมานี้  เป็นเรื่องของชฏิลสามพี่น้อง คือ อุรุเวลกัสสปะ นทีกัสสปะ  และคยากัสสปะ  ซึ่งพากันยึดมั่น่ในลัทธิบูชาเพลิงและพากันสำคัญผิดคิดว่า เป็นพระอรหันต์มีฤทธิ์มีอำนาจ และมีปาฏิหาริย์  สามารถบันดาลอะไรได้ต่าง ๆ นานา พอได้ฟังธรรมเทศนาของพระศาสดา  ก็ได้ดวงตาเห็นธรรม เห็นว่าลัทธิบูชาเพลิงที่พวกตนเคยยึดมั่นถือมั่นมาก่อนนั้น  มันไม่มีสาระแก่นสารอะไร ประพฤติปฏิบัติไปก็ไม่มีเกิดประโยชน์อะไรทั้งในปัจจุบัน ในอนาคต และประโยชน์อย่างยิ่งคือพระนิพพานความดับทุกข์ จึงพากันลอยชฏาเครื่องพรตเครื่องบูชาเพลิงบริขาร  แล้วพากันบวชเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา  เรื่องนี้แสดงให้เห็นว่าการที่จะละทิ้งสิ่งที่เคยปฏิบัติมา  แต่ว่าเป็นสิ่งที่ผิด เป็นสิ่งที่ไร้ประโยชน์  ก่อให้เกิดโทษด้วยถ่ายเดี่ยวได้นั้น  จะต้องได้ดวงตาเห็นธรรม คือเห็นตามความเป็นจริง  พอเห็นตามความจริง สิ่งที่เหลวไหลไร้สาระก็ละได้ทันทีทันครัน  เหมือนดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์พ้นจากเมฆหมอก  ส่องแสงสว่างลงมาสู่โลกให้เกิดความสว่างไสวฉะนั้น
อีกตัวอย่างหนึ่ง  เมื่อได้ดวงตาเห็นธรรมแล้ว  ก็เลิกทำความชั่วได้ทันที มีเรื่องของนางขุชชุตราสาวใช้ของพระนางสาวดีมเหสีของพระเจ้าอุเทนเป็นอุทาหรณ์ตามปกติในทุก ๆ วัน พระเจ้าอุเทนทรงพระราชทานทรัพย์เพื่อเป็นค่าดอกไม้แก่พระนางสามาวดี วันละแปดกหาปณะ  นางขุชชุตราสาวใช้ของพระนางสามาวดีมีหน้าที่ในการซื้อดอกไม้มาถวายพระนางสามาวดีเป็นประจำวันมิได้ขาด  แต่ในการซื้อดอกไม้นั้นนางขุชชุตราก็เบียดบังเอาค่าดอกไม้นั้น  วันละสี่กหาปนะซื้อดอกไม้มาถวายพระนางสามาวดีสี่กหาปนะ  เรียกว่าให้เจ้านายครึ่งหนึ่ง  สาวใช้ครึ่งหนึ่ง  ซึ่งทำอย่างนี้ประจำทุกวันไม่เคยขาดไม่มีใครสามารถรู้ว่านางค่อมประพฤติตัวชั่วช้าเลวทรามอย่างนี้  แม้แต่พระนางสามาวดีก็หาทราบไม่  นางค่อมก็เลยเหริงใจทำได้ไม่อายผีสางเทวดา  แต่นางค่อมรู้ไหมว่า  แม้จะไม่มีใครเห็นก็จริง  แต่ก็ตัวนางค่อมนั่นแหละเห็นเพราะความลับสำหรับคนทำบาปไม่มีในโลก
อาจจะถึงคราวโชคดีของนางค่อมหรือจะถึงคราวหมดเคราะห์กรรมของนางก็ได้  เช้าวันหนึ่งนางค่อมได้ไปซื้อดอกไม้ที่ร้านของนายสุมนะมาลาการผู้ชำนาญในการจัดดอกไม้ขาย  พอไปถึงร้าน นายสุมนมาลาการได้เอ่ยปากชวนนางค่อมว่า นางผู้เจริญ วันนี้ข้าพเจ้าได้ทูลอัญเชิญพระบรมศาสดาพร้อมด้วยพระสงฆ์มาเสวยภัตตาหารที่บ้านขอให้นางช่วยจัดการต่าง ๆ เพื่อถวายการรับเสด็จพระศาสดา ก็จะเป็นมหามงคลแก่ชีวิตเป็นอย่างยิ่ง  เมื่อพระศาสดาพร้อมด้วยพระสงฆ์เสร็จภัตตกิจแล้ว  พระองค์ก็จะทรงแสดงธรรมกถาอนุโมทนา  เธอฟังธรรมเทศนาของพระศาสดาแล้ว  จึงค่อยรับดอกไม้กลับไป  นางค่อมก็รับปากนายสุมนโดยง่าย  อาจจะเคยได้ทำบุญร่วมกันมาแต่ในชาติปางก่อนก็เป็นได้  ใครจะรู้
พอได้เวลา บรรดาพระสงฆ์มีองค์พระศาสดาเป็นประธานก็เสด็จมาบ้านของนายสุมนคนขายดอกไม้  ทุกคนมีนายสุมนเป็นประธานเจ้าภาพต่างก็ช่วยกันอังคาสพระศาสดา  และพระสงฆ์ด้วยขาทนียะโภชนียาหารอันประนีตสมควรแก่สมณะ  เมื่อพระสงฆ์มีองค์พระศาสดาเป็นประธาน ทรงทำภัตตกิจเสร็จแล้ว  พระพุทธองค์ทรงแสดงพระธรรมเทศนาอนุโมทนาเพื่อให้เจ้าภาพมีความหรรษาร่าเริงในทานที่ตนบริจาคแล้ว  ส่วนนางค่อมเธอก็ตั้งใจฟังควบคุมใจให้จดจ่อต่อเสียงเทศน์เสียงธรรมของพระศาสดา เสมือนหนึ่งว่าพระศาสดาทรงทราบพฤติกรรมของนางที่ยักยอกเอาค่าดอกไม้ของพระนางสามาวดีครึ่งหนึ่งมาเป็นของตน สมเด็จพระทศพลจึงทรงแสดงธรรมเจาะจงแก่นางโดยเฉพาะ  ในขณะที่นั่งฟังธรรมโดยสงบอยู่นั้น  นางก็มองเห็นกรรมชั่วที่ตัวทำมาเป็นประจำเป็นบาปกรรมที่น่าขยะแขยงเหลือที่จะพรรณนา ไม่น่าทำเลย กรรมชั่วไม่ทำเสียเลยนั่นแหละดี  นางได้บอกกับตัวเองว่า ต่อไปนี้ เราจะไม่ทำกรรมชั่วเช่นนี้อีกแล้ว กรรมชั่วแม้แต่น้อยนิดก็เป็นพิษเป็นภัย ทำลายจิตใจตลอดเวลา  พอพระศาสดาแสดงธรรมจบ  นางก็พบกับแสงสว่างได้ “ดวงตาเห็นธรรม” ไม่ตำต่ำลงสู่ความเลวทราบอีกต่อไป  ถวายบังคมพระบรมศาสดากราบทูลลา ซื้อดอกไม้จากนายสุมน  คราวนี้นางซื้อดอกไม้ทั้ง ๘ กหาปนะ  และกล่าวขอบคุณนายสุมนที่ให้โอกาสนางได้เฝ้าพระศาสดาและได้ฟังธรรมเทศนาจากพระองค์  ตกลงนางนำดอกไม้กลับไปถวายพระนางสามาวดีตามที่เคยปฏิบัติมาเป็นประจำ
วันนี้ พระนางสามาวดีทอดพระเนตรเห็นดอกไม้มากกว่าทุกวันที่ผ่านมา จึงทรงสงสัยตรัสถามนางค่อมว่า วันนี้ พระราชาทรงประทานค่าดอกไม้เพิ่มขึ้นหรือ ? นางค่อมทูลว่า หามิได้ พระแม่เจ้า อ้าว แล้วทำไมดอกไม้จึงมากกว่าทุกวันเล่า เจ้าออกเงินซื้อเองหรือ แม่คุณ  นางค่อมจึงทูลสารภาพความจริงว่า ทุกวันหม่อมฉันซื้อดอกไม้ ๔ กหาปนะ อีก ๔ กหาปนะหม่อมฉันถือเอาเป็นของตัวเอง  เจ้าข้า อ้าว แล้วทำไมวันนี้เจ้าจึงไม่ทำเหมือนวันก่อน ๆ เล่า แม่คุณ วันนี้ หม่อมฉันโชคดีได้เข้าเฝ้าสมเด็จพระมหามุนีที่บ้านนายสุมนมาลาการ พระศาสดาทรงแสดงธรรมเทศนา หม่อมฉันตั้งใจฟังธรรมเทศนาของพระองค์จบลงแล้ว  ได้ดวงตาเห็นธรรมคือรู้เห็นตามความเป็นจริง รู้ว่าอะไรเป็นอะไร ธรรมะเข้าไปเปลี่ยนแปลงพัฒนาจิตใจที่ร้ายให้กลายเป็นดี ปราศจากธุลีคือความเศร้าหมอง กลายเป็นจิตใจผ่องใสสะอาด ไม่อาจทำความชั่วทุกอย่าง สร้างแต่ความดีทุกชนิด ชำระจิตให้สะอาด
ด้วยเหตุนี้ หม่อมฉันจึงไม่กล้าโกงเงินค่าดอกไม้ ๔ กหาปณะ ดังที่เคยทำมาแล้วในวันก่อน ๆ  เพราะมีความละอายต่อความชั่วกลัวต่อผลของบาปกรรม  ขึ้นชื่อว่าความชั่วแม้แต่น้อยนิดก็เป็นพิษเป็นภัย  ทำลายจิตใจให้เสื่อมคุณภาพขาดคุณธรรม กรรมชั่วไม่ทำเสียเลยนั่นแหละดี  นีอีกตัวอย่างหนึ่ง  ซึ่งชี้ให้เห็นว่า เมื่อรู้ว่าความชั่วเป็นความชั่วแล้ว ก็เลิกทำความชั่วได้ทันที  ไม่มีทางจะทำความชั่วอีกต่อไปตลอดชีวิต เรื่อง “ตาสว่าง ตาเห็นธรรม” นำมาเสนอท่านทั้งหลายเพื่อศึกษาหาความรู้  ก็จบลงเพียงเท่านี้  ขอคนดีทั้งหลายจงประพฤติตนเป็นคนประเภท “ตาสว่าง ตาเห็นธรรม” กันเถิด  จะเกิดศิริมงคลส่งผลให้มีความสุขสงบเย็นเป็นนิจนิรันดร
ตาสว่าง  เปิดทาง  ให้รู้ทั่ว
รู้ความชั่ว  รู้ทันกล  คนตอแหล
ใครจะหลอก  ใครจะลวง ฉันไม่แคร
ฉันรู้แท้   รู้จริง  ทุกสิ่งไป
ต่อไปนี้  พวกที่  มีอำนาจ
ไม่สามารถ  หลอกเขาได้ ให้หลงใหล
เพราะพวกเขา  ตาสว่าง  ทุกอย่างไป
ไม่มีใคร   หลอกเขาได้ อย่างแน่นอน
ตาเห็นธรรม นำคน  ให้พ้นทุกข์
มีความสุข  ในธรรม  ตามคำสอน
ของสมเด็จ  พระศาสดา ชินวร
สุขแน่นอน  พระธรรม นำวิญญาณ
ตาเห็นธรรม นำคน  พ้นกิเลส
อันเป็นเหตุ  ให้ทนทุกข์ ทรมาน
พอเห็นธรรม  กิเลส  ก็อันตรธาน
อันเป็นการ  ทำลายทุกข์ ทุกอย่างไป
ตาเห็นธรรม นำมา  ซึ่งความสุข
ไม่มีทุกข์  ไม่มีเวร  ไม่มีภัย
เพราะกิเลส  น้อยใหญ่ มันดับไป
ทำให้ใจ   สงบเย็น  เป็นนิรันดร์
ตาเห็นธรรม ทำให้  ไร้ปัญหา
เพราะปัญญา  มีมาได้  ให้ฉับพลัน
ดับกิเลส  ตัณหาได้ ในทันควัน
มีปัญญา  รู้ทัน  ทุกอย่างไป
ด้วยเหตุนี้ ปราชญ์เมธี จึงเตือนตัก
ให้รู้จัก   รักษาตน ให้พ้นภัย
อย่าประมาท  ตั้งสติ  ให้มั่นไว้
เราจะได้  มีความสุข ทุกเวลา
ขอเชิญชวน มวลประชา รักษาจิต
เพื่อพิชิต  กิเลส  เศษตัณหา
ครองชีวิต  ด้วยสติ  และปัญญา
จิตโสภา   ผ่องใส  ใจร่มเย็น ฯ