ตาสว่าง – ตาเห็นธรรม

ตาสว่าง – ตาเห็นธรรม

ตาสว่าง – ตาเห็นธรรม
กาเมสุ  พรหฺมจริยวา    วีตตณฺโห  สทา  สโต
สงฺขาย  นิพฺพุโต  ภิกฺขุ    ตสฺส  โน  สนฺติ  อิญฺชิตา.
ภิกษุผู้เห็นโทษในกาม  มีความประพฤติประเสริฐ  ปราศจาก
ตัณหา  มีสติทุกเมื่อ  พิจราณาแล้ว  ดับกิเลสแล้ว
ย่อมไม่มีความหวั่นไหว
มคฺคานฏฺฐงฺคิโก  เสฏฺโฐ  สจฺจานํ  จตุโร  ปทา
วิราโค  เสฏฺโฐ  ธมฺมานํ   ทิปทานญฺจ  จกฺขุมา.
บรรดาทางทั้งหลาย ทางมีองค์ ๘ ประเสริฐสุด  บรรดาสัจจะ
ทั้งหลาย บท ๔ ประเสริฐสุด  บรรดาธรรมทั้งหลาย วิราคธรรม
ประเสริฐสุด  และบรรดาสัตว์ ๒ เท้าทั้งหลาย  พระพุทธเจ้า
ผู้มีจักษุประเสริฐสุด
ในสังคมเมืองไทยของเรา  ระยะ ๓ – ๔ ปีมานี้  เราได้ยินได้ฟังสำนวนหรือคำพูดประโยคว่า”ตาสว่าง” ประโยคนี้  พูดกันมากและได้ฟังกันมากจนชินหูในสังคมไทย  จึงทำให้เกิดความสงสัยขึ้นมาว่าคำว่า “ตาสว่าง”  นั้น  มันหมายความว่าอย่างไร  หมายความว่า ก่อนหน้านี้ ตามันมืด ตามันบอด มองไม่เห็นอะไร เข้าหลักที่ว่า “ตโม ตมปรายโน” มืดแล้วมืดตลอดไปอย่างนั้นหรือ ?  ความจริงเรื่องนี้  ไม่ได้หมายความว่า ตามันมืดตามันบอดอะไรกันหรอก  “ตานอก”  คือตาเนื้อนั้นมันก็ใสมองอะไรก็เห็นได้ตามปกติ  แต่ว่า “ตาใน” คือตาปัญญาความรู้ความเข้าใจในเหตุการณ์ต่าง ๆ นั้น  มันยังไม่สว่าง ยังไม่รู้อะไรตามความเป็นจริง  คือโลกมนุษย์  สังคมมนุษย์ที่เราอาศัยกันอยู่นี้  มันเป็นโลกแห่ง “มายา” มันหลอกตาลองใจของคนที่ไม่รู้เท่าทันตลอดเวลา
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง  พวกที่มีอำนาจเงิน มีอำนาจรัฐ  ได้เป็นใหญ่ในสังคม  ก็ใช้คารมคมคายหาอุบายหลอกพวกที่ด้อยโอกาสมาเป็นทาสรับใช้สารพัดอย่าง ไม่ต่างอะไรกับทาสในเรือนเบี้ย  เอารัดเอาเปรียบเหยียบย้ำทำลาย  ดูถูกเหยียดหยาม  ตามอำนาจที่ตนมีอยู่ ขู่เข็ญคุกคามให้ทำอะไรตามที่พวกตนต้องการ  ในด้านการศึกษาหาความรู้ก็ปิดประตูตายใช้อุบายหลอกลวงไปวัน ๆ ถ้าพวกมันได้รับการศึกษามีปัญญาวิชาความรู้  พวกมันก็จะรู้ความชั่วของพวกตน  ซึ่งได้ใช้เล่ห์กลมายา  หลอกลวงมาเป็นเวลานาน  แต่เมื่อเหตุการณ์ผ่านมาหลายทศวรรษ  เรื่องมหัศจรรย์ก็เกิดขึ้นในสังคมยุคใหม่  เทคโนโลยีทันสมัย  มีคอมพิวเตอร์ระบบอินเตอร์เน็ต เหตุการณ์ต่าง ๆ ในสังคมโลก  ก็ปรากฏออกมาแก่สายตาของคนในสังคมทุกหนทุกแห่งทั่วไป  ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ตามท้องไร่ท้องนาพากันได้รับฟังข่าวสารต่ง ๆ ทางอินเตอร์เน็ตจากเว็บไซต์ต่าง ๆ เรื่องที่ไม่เคยได้ฟังก็ได้ฟัง เรื่องที่ไม่เคยรู้ก็ได้รู้  เรื่องที่เคยเคลือบแคลงสงสัยมาแต่ก่อน  ตอนนี้ก็ได้ปรากฏออกมาแก่สายตาของประชาชนจนหมดแล้ว  ทุกสิงทุกอย่างไม่มีทางที่พวกที่มีอำนาจเงิน มีอำนาจรัฐ เป็นใหญ่ในแผ่นดินจะปกปิดเป็นความลับ หลอกลวง ต่อไปได้แล้ว  “ความลับไม่มีในโลก” โชคเป็นของประชาชน  เพราะทุกคนตาสว่างกันหมดแล้ว  นี่แหละคือที่มาของคำว่า “ตาสว่าง” ต่อจากนี้ไป  ไม่มีอะไร ไม่มีอำนาจอิทธิพลของใครจะมาเล่นกลมายาหลอกประชาชนได้อีกต่อไปแล้ว  เพราะประชาชนทุกหมู่เหล่าเข้าสู่หลักที่ว่า “โชติ โชติปรายโน”  สว่างแล้ว สว่างตลอดไป
ในสังคมไทยของเรา  ประชาชนส่วนใหญ่ก็ถูกอำนาจพิเศษ อำนาจมืด อำนาจนอกระบบ  ปกปิดความจริง   และใช้กลมายาหลอกลวงให้เข้าใจผิด  ให้หลงผิดมาหลายทศวรรษเหมือนกัน  ทั้งในด้านประชาธิปไตย เศรษฐกิจ ทหาร การเมือง และเรื่องอื่น ๆ อีกมากมาย  บรรยายให้ประชาชนเข้าใจผิดว่า  เมืองไทยเราเป็นประชาธิปไตย  เศรษฐกิจก็ดีขึ้นเรื่อยๆ  ให้ทุกคนอดทนกันหน่อย  ค่อยเป็นค่อยไป  อย่าใจร้อน  ใจเย็นๆ  เศรษฐกิจของเราก้าวหน้าแน่ๆ  ในด้านทหารก็อยู่ในระเบียบวินัย  เอาใจใส่ในการป้องกันชาติบ้านเมืองให้ปลอดภัยไร้อริราชศัตรูที่มารุกราน  การเมืองก็ไม่มีปัญหาอะไร  นักการเมืองก็ช่วยกันบริหารประเทศชาติให้เจริญก้าวหน้าในทุกๆ ด้าน  ในด้านอื่นๆ  ก็ไม่มีอะไรที่น่าเป็นห่วง  หลอกลวงประชาชนให้เข้าใจผิดในเรื่องต่างๆ เหล่านี้มาตลอดเวลา  แต่ประชาชนในทุกวันนี้  ไม่มีความคิดเหมือนประชาชนในหลายทศวรรษที่ผ่านมา  ใครจะแหกตาลวงใจอย่างไรก็ได้ตามใจชอบ  แต่มาในปัจจุบันนี้ประชาชนเขาใฝ่รู้ใฝ่เห็น  ใฝ่แสวงหาความจริง  แสวงหาข้อมูลตามแหล่งต่าง ๆ  ทุกสิ่งทุกอย่างซึ่งพวกอำนาจมืด  อำนาจพิเศษ  อำนาจนอกระบบ  ปกปิดกันไว้เพื่อหลอกลวงคนในสังคมให้หลงผิดเข้าใจผิด  ก็ปิดไม่อยู่พรั่งพรูออกมาสู่สายตาประชาชน  ความืดมนทั้งหลายก็อันตรธานปราสนาการไป  ความสว่างไสวก็เข้ามาแทนที่  นี่แหละคือที่มาแห่งวลีที่ว่า  “ตาสว่าง”  ของมวลชนชาวไทย  ซึ่งถูกครอบงำด้วยอำนาจมืด  อำนาจพิเศษ อำนาจนอกระบบ มาเป็นเวลานานหลายทศวรรษ  ได้ถูกกำจัดออกออกไปด้วยเทคโนโลยี คอมพิวเตอร์  ระบบอินเตอร์เน็ตนำสมัย ชัยชนะของประชนใกล้เข้ามาทุกลมหายใจเข้าออก  เมฆหมอกคงผ่านพ้นสังคมไทยไม่กลับมาอีกแล้ว  นี่คือเรื่อง “ตาสว่าง”  นำมาเสนอท่านทั้งหลายโดยย่อพอเป็นตัวอย่าง  ต่อไปก็ขอพาท่านทั้งหลายไปศึกษาหาความรู้ในประเด็น  “ตาเห็นธรรม”  เป็นลำดับต่อไป
ประเด็นแรก  เราก็มาทำความเข้าใจในเรื่อง “ตาเห็นธรรม”  กันก่อน  ตาเห็นธรรมมีความเป็นมาอย่างไร ทำไมจึงเรียกว่าตาเห็นธรรม  นี่คือประเด็นที่เราจะต้องทำความเข้าใจกันก่อน  เรื่องของ “ตาเห็นธรรม” นี้  เป็นสำนวนที่ใช้พูดกันในทางพระพุทธศาสนา  เรียกผู้ที่ฟังธรรมแล้วได้บรรลุพระอริยบุคคลชั้นโสดาบันว่า  ได้ดวงตาเห็นธรรมเริ่มแต่ปัญจวัคคีย์ ๕ ฟังธรรมเรื่องพระธรรมจักรกัปปวัตนสูตร  พระพุทธเจ้าทรงแสดงโดยลำดับถึงตรงประโยคว่า  “สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา  สิ่งนั้นทั้งมวลล้วนมีความดับไปเป็นธรรมดา”  อัญญาโกณฑัญญะได้ฟังมาถึงตรงนี้  ก็มีความรู้ความเข้าใจตามความเป็นจริง  ก็ได้ดวงตาเห็นธรรมสำเร็จเป็นพระโสดาบัน  ตกกระแสแห่งพระธรรมไม่ตกต่ำเป็นธรรมดาจนกว่าจะได้สำเร็จพระอรหันต์ในที่สุด
พระพุทธเจ้าตรัสสอนพระวักกลิ  พระวักกลิที่เป็นคฤหัสถ์ได้เห็นรูปกายสมบัติของพระองค์งามนักดูไม่เบื่อ  จึงได้ออกบวชด้วยคิดว่า  จะได้ดูพระองค์เป็นนิตย์กาล เมื่อบวชแล้วก็ไม่เป็นอันท่องบนสาธยายธรรมไม่เจริญสมณธรรม  เอาแต่คอยเฝ้าตามดูพระศาสดาโดยถ่ายเดียว  พระองค์จึงตรัสเตือนว่า  วักกลิเธอจะมาเฝ้าดูร่างกายอันเปื่อยเน่าของเราทำไมเล่า “ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นชื่อว่าเห็นเรา”  ดังนี้  แต่พระวักกลิก็ไม่ฟัง  ยังขืนตามเฝ้าดูอยู่ร่ำไป  พระองค์จึงทรงขับไล่ให้หลีกไป พระวักกลิเสียใจขึ้นไปบนเขาคิชฌกูฏ  จะกระโดดลงมาให้ตาย  พระองค์ทรงทราบจึงทรงเปล่งพระรัศมีแสดงพระองค์ให้ปรากฏให้พระวักกลิเห็น  ตรัสเตือนพระวักกลิให้เกิดสติ  แล้วเจริญสมณธรรม  ทำให้จิตสงบสะอาดสว่าง  เป็นทางให้เกิดปัญญาได้ดวงตาเห็นธรรม  ซึ่งเป็นการเห็นพระองค์ตลอดเวลา  นี้ก็เป็นที่มาแห่งคำว่า  “ตาเห็นธรรม”  อีกเรื่องหนึ่ง
ประเด็นที่จะต้องทำความเข้าใจต่อไป  ก็คือเรื่องตาเห็นธรรมนั้นหมายความว่าอย่างไร  ทำไมจึงเรียกว่า  “ตาเห็นธรรม”  ในประเด็นนี้  ก็ต้องเข้าใจกันให้ดี  คำว่า “ตาเห็นธรรม”  ในที่นี้  ไม่ได้หมายถึงตาเนื้อ  “มังสะจักษุ”  ตาเนื้อก็ใช้ดูได้เฉพาะสิ่งภายนอกเท่านั้น  ดังนั้นดวงตาเห็นธรรมนั้น  ท่านหมายถึงตาปัญญา  “ปัญญาจักษุ”  ตาปัญญาที่ว่าได้ดวงตาเห็นธรรมนั้น  ก็หมายเอาปัญญาจักษุนี้เอง  และดวงตาเห็นธรรมนั้น  ก็ได้แก่การรู้การเห็นสรรพสิ่งทั้งหลายที่มีในโลกตามความเป็นจริง  เห็นอนิจจังไม่เที่ยงเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา  เห็นทุกขังทนอยู่ไม่ได้ดัวไปตลอดเวลา  เห็นอนัตตาบังคับบัญชาไม่ได้ไม่อยู่ในอำนาจของใคร  นี่แหละคือความหมายของคำว่า “ตาเห็นธรรม”  ในภาษาธรรม  ประชาชนคนธรรมดาชาวบ้านทั่วไป  อาจจะฟังไม่ค่อยจะออก จึงขอบอกเป็นภาษาคน  คือภาษาชาวบ้านทั่วไปให้เข้าใจกันง่าย ๆ  คำว่า “ดวงตาเห็นธรรม”  นั้น พูดให้เข้าใจกันง่ายๆ แบบชาวบ้านทั่วไป  ก็คือว่า ดวงตาเห็นธรรมนั้นก็ได้แก่เห็นชั่วเป็นชั่ว  เห็นดีเป็นดี  เห็นผิดเป็นผิด เห็นถูกเป็นถูก  เห็นบาปเป็นบาป  เห็นบุญเป็นบุญ  เห็นคุณเป็นคุณ  เห็นโทษเป็นโทษ เป็นต้น นี้คือเห็นตามความเป็นจริง  ตามภาษาคน  ไม่ให้ผิดไปจากความเป็นจริงของสิ่งนั้นๆ  ดังสำนวนที่ว่า “เห็นกงจักรเป็นดอกบัว  เห็นชั่วเป็นดี”  อย่างนี้มันเห็นผิดจากความเป็นจริง  การเห็นผิดจากความเป็นจริงนี้แหละ  ทำให้คนเราคิดผิด  พูดผิด และทำผิด แล้วก็ประกอบพรรมทำความชั่วต่างๆ นานาทั้งในที่ลับทั้งในที่แจ้ง ต่อหน้าและลับหลัง ขณะที่กำลังทำความชั่วอยู่นั้นก็ไม่รู้สึกตัว
มีตัวอย่างให้เห็นเช่น สหายสองคน มีอาชีพในการทำโจรกรรม ทำกันมาจนค่อนชีวิต วันหนึ่ง เห็นประชาชนชาวบ้านพากันถือดอกไม้ของหอมบ่ายหน้าไปวัดเพื่อฟังธรรม สองสหายก็ถือโอกาสตามไปด้วย แต่ความคิดไม่เหมือนชาวบ้านทั้งหลายที่บ่ายหน้าไปวัดเพื่อฟังธรรม แล้วนำมาชำระล้างความเศร้าหมองออกจากจิตใจ  แต่สองสหายไปเพื่อถือโอกาสลักขโมยสิ่งของเงินทองของชาวบ้านเมื่อเผลอตัว นี่คือจิตใจที่ไม่รู้ตามความเป็นจริง คือการทำโจรกรรมนั้น มันเป็นความชั่ว แต่ตัวเองสำคัญผิดคิดว่าเป็นความดี เมื่อสำคัญผิดก็คิดทำชั่วทำโจรกรรมต่อไป ตราบใดที่ยังมองไม่เห็นความชั่วว่ามันเป็นความชั่ว ก็ทำความชั่วได้ในที่ทุกสถาน แม้วัดซึ่งเป็นเขตบุญสถาน คนพาลคนชั่วก็ทำชั่วได้ ไม่อายผีสางเทวดา แต่พอดวงตาเห็นธรรมเมื่อไหร่ จิตใจก็กลัวบาปกลัวความชั่วขึ้นมาทันทีไม่มีทางที่จะทำความชั่วอีกต่อไปแล้ว
พฤติกรรมของสองสหายเป็นตัวอย่างอีกเหมือนกัน ในสหายสองคนนี้ สหายคนหนึ่งฉุกคิดขึ้นมาว่า เราก็ทำอาชีพโจรกรรมมานานแล้ว ชีวิตความเป็นอยู่ก็ไม่เห็นว่าจะมีอะไรดีขึ้นเลย ก็คิดขึ้นมาได้ในขณะนั้นว่า น่าจะตั้งใจฟังธรรมดังที่ชาวบ้านทั้งหลายเขาฟังกันบ้าง แล้วก็ตั้งใจฟังธรรมด้วยความเอาใจใส่ และจดจ่อต่อเสียงเทศน์เสียงธรรม เผอิญวันนั้นพระท่านก็เทศน์เรื่องอาชีพโจรกรรม ทรัพย์สมบัติของใครเขาก็รักก็หวงแหน ไม่ต้องการให้ใครมาล่วงละเมิดกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินของตน  คนใดทำโจรกรรมลักเล็กขโมยน้อย จนถึงขั้นปล้นสดมภ์ เป็นการทำบาปกรรม ก็จำนำผลมาให้คนทำทุกภพทุกชาติ เมื่อเกิดมามีทรัพย์สมบัติอะไรก็ไม่มีความปลอดภัย ถูกลักถูกขโมย เพราะตนเคยลักเคยขโมยของคนอื่นมาก่อน ผลสะท้อนย้อนมาหาตัวเอง เข้าหลัก “กรรมสนองกรรม” ทำกรรมเช่นไรก็ได้รับผลเช่นนั้น สัตว์ทั้งหลายย่อมเป็นไปตามกรรมของตน
ขณะที่ตั้งใจฟังธรรมอยู่นั้นสหายคนนั้นก็มองเห็นความชั่วที่ตัวเคยทำมา ก็เกิดความละอายต่อความชั่ว ไม่กล้าทำความชั่วอีกต่อไป ไม่ว่าในรูปแบบใดๆ ทั้งนั้น บาปคือความชั่วไม่ทำเสียเลยนั้นแหละดี ตั้งแต่วันนั้นมาเขาก็เลิกอาชีพโจรกรรมทันที มีความละอายต่อความชั่วกลัวต่อบาปกรรม ทำแต่ความดีตลอดชีวิต ส่วนเพื่อนของเขายังมองไม่เห็นความจริง ก็ก้มหน้าก้มตาทำความชั่วยึดอาชีพโจรกรรมต่อไป จนกว่าเขาจะได้ดวงตาเห็นธรรมนั้นแหละ  เขาจึงจะเลิกอาชีพโจรกรรมได้ทันที นี้คือความจริงตามหลักของพระพุทธศาสนา พอได้ดวงตาเห็นธรรมรู้อะไรตามความเป็นจริง สิ่งที่เคยคิดชั่ว เคยพูดชั่ว เคยทำชั่วมาก่อน ตอนนี้ก็ถูกลงกลอนปิดประตูตาย ฝันร้ายก็กลายเป็นดี ดังพุทธานุสาสนีว่า “อสาธุ  สาธุนา ชิเน” ชนะความชั่วด้วยความดี เรื่องนี้มีตัวอย่างให้เรียนรู้มากมายในยุคพุทธกาล เช่น
ขอยกตัวอย่างเรื่องชฎิลสามพี่น้อง คืออุรุเวลกัสสปะ นทีกัสสปะ คยากัสสปะ ออกบวชเป็นชฎิลบำเพ็ญพรตบูชาเพลิง สร้างอาศรมอยู่ใกล้ฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา เป็นสามสถานตามลำดับกัน ครั้นพระศาสดาเสด็จถึงอุรุเวลาประเทศแล้ว ทรงทรมาณอุรุเวลกัสสปะด้วยวิธีเครื่องทรมานต่างๆ แสดงให้เห็นว่าลัทธิบูชาเพลิงของอุรุเวลกัสสปะนั้นไม่มีแก่นสาร อุรุเวลกัสสปะถือตัวว่าตนเป็นผู้วิเศษฉันใดๆ ตนก็หาเป็นฉันนั้นๆ ไม่ จนอุรุเวลกัสสปะมีความสลดใจพร้อมทั้งศิษย์บริวารลอยผมที่เกล้าเป็นชฎา และบริขารเครื่องพรตเครื่องบูชาไฟของชฎิลในแม่น้ำแล้ว ทูลขอบรรพชาอุปสมบท พระศาสดาก็ประทานบรรพชาอุปสมบทอนุญาตให้เป็นภิกษุทั้งสิ้น
ฝ่ายนทีกัสสปะตั้งอาศรมอยู่ภายใต้ได้เห็นชฎาและบริขารเครื่องพรตเครื่องบูชาเพลิง ลอยไปตามกระแสน้ำ สำคัญว่าเกิดอันตรายแก่พี่ชายตน พร้อมทั้งบริวารมาถึง เห็นอุรุเวลกัสสปะผู้พี่ชายถือเพศเป็นภิกษุแล้ว ถามทราบความว่า พรหมจรรย์นี้ประเสริฐแล้ว ก็ลอยชฎาและบริขาเครื่องพรตเครื่องบูชาเพลิงของตนเสียในแม่น้ำแล้ว พร้อมด้วยบริวารเข้าไปเฝ้าพระศาสดา ทูลขออุปสมบท พระพุทธองค์ทรงประทานอุปสมบทแก่เธอเหล่านั้น
ฝ่ายคยากัสสปะได้เห็นชฎาและบริขารเครื่องพรตเครื่องบูชาเพลิงลอยมาตามกระแสน้ำ สำคัญว่าเกิดอันตรายแก่พี่ชายทั้งสอง พร้อมทั้งบริวารรีบมาถึง เห็นพี่ชายทั้งสองถือเพศเป็นภิกษุแล้ว ถามทราบว่าพรหมจรรย์นี่ประเสริฐ  ลอยชฏาและบริวารเครื่องพรตเครื่องบูชาเพลิงของตนเสียในแม่น้ำแล้ว  พร้อมด้วยบริวารเข้าไปเฝ้าพระศาสดา ทูลขออุปสมบท  พระพุทธองค์ทรงประทานอุสมบทให้เป็นภิกษุโดยนัยหนหลัง
ที่กล่าวมานี้  เป็นเรื่องของชฏิลสามพี่น้อง คือ อุรุเวลกัสสปะ นทีกัสสปะ  และคยากัสสปะ  ซึ่งพากันยึดมั่น่ในลัทธิบูชาเพลิงและพากันสำคัญผิดคิดว่า เป็นพระอรหันต์มีฤทธิ์มีอำนาจ และมีปาฏิหาริย์  สามารถบันดาลอะไรได้ต่าง ๆ นานา พอได้ฟังธรรมเทศนาของพระศาสดา  ก็ได้ดวงตาเห็นธรรม เห็นว่าลัทธิบูชาเพลิงที่พวกตนเคยยึดมั่นถือมั่นมาก่อนนั้น  มันไม่มีสาระแก่นสารอะไร ประพฤติปฏิบัติไปก็ไม่มีเกิดประโยชน์อะไรทั้งในปัจจุบัน ในอนาคต และประโยชน์อย่างยิ่งคือพระนิพพานความดับทุกข์ จึงพากันลอยชฏาเครื่องพรตเครื่องบูชาเพลิงบริขาร  แล้วพากันบวชเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา  เรื่องนี้แสดงให้เห็นว่าการที่จะละทิ้งสิ่งที่เคยปฏิบัติมา  แต่ว่าเป็นสิ่งที่ผิด เป็นสิ่งที่ไร้ประโยชน์  ก่อให้เกิดโทษด้วยถ่ายเดี่ยวได้นั้น  จะต้องได้ดวงตาเห็นธรรม คือเห็นตามความเป็นจริง  พอเห็นตามความจริง สิ่งที่เหลวไหลไร้สาระก็ละได้ทันทีทันครัน  เหมือนดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์พ้นจากเมฆหมอก  ส่องแสงสว่างลงมาสู่โลกให้เกิดความสว่างไสวฉะนั้น
อีกตัวอย่างหนึ่ง  เมื่อได้ดวงตาเห็นธรรมแล้ว  ก็เลิกทำความชั่วได้ทันที มีเรื่องของนางขุชชุตราสาวใช้ของพระนางสาวดีมเหสีของพระเจ้าอุเทนเป็นอุทาหรณ์ตามปกติในทุก ๆ วัน พระเจ้าอุเทนทรงพระราชทานทรัพย์เพื่อเป็นค่าดอกไม้แก่พระนางสามาวดี วันละแปดกหาปณะ  นางขุชชุตราสาวใช้ของพระนางสามาวดีมีหน้าที่ในการซื้อดอกไม้มาถวายพระนางสามาวดีเป็นประจำวันมิได้ขาด  แต่ในการซื้อดอกไม้นั้นนางขุชชุตราก็เบียดบังเอาค่าดอกไม้นั้น  วันละสี่กหาปนะซื้อดอกไม้มาถวายพระนางสามาวดีสี่กหาปนะ  เรียกว่าให้เจ้านายครึ่งหนึ่ง  สาวใช้ครึ่งหนึ่ง  ซึ่งทำอย่างนี้ประจำทุกวันไม่เคยขาดไม่มีใครสามารถรู้ว่านางค่อมประพฤติตัวชั่วช้าเลวทรามอย่างนี้  แม้แต่พระนางสามาวดีก็หาทราบไม่  นางค่อมก็เลยเหริงใจทำได้ไม่อายผีสางเทวดา  แต่นางค่อมรู้ไหมว่า  แม้จะไม่มีใครเห็นก็จริง  แต่ก็ตัวนางค่อมนั่นแหละเห็นเพราะความลับสำหรับคนทำบาปไม่มีในโลก
อาจจะถึงคราวโชคดีของนางค่อมหรือจะถึงคราวหมดเคราะห์กรรมของนางก็ได้  เช้าวันหนึ่งนางค่อมได้ไปซื้อดอกไม้ที่ร้านของนายสุมนะมาลาการผู้ชำนาญในการจัดดอกไม้ขาย  พอไปถึงร้าน นายสุมนมาลาการได้เอ่ยปากชวนนางค่อมว่า นางผู้เจริญ วันนี้ข้าพเจ้าได้ทูลอัญเชิญพระบรมศาสดาพร้อมด้วยพระสงฆ์มาเสวยภัตตาหารที่บ้านขอให้นางช่วยจัดการต่าง ๆ เพื่อถวายการรับเสด็จพระศาสดา ก็จะเป็นมหามงคลแก่ชีวิตเป็นอย่างยิ่ง  เมื่อพระศาสดาพร้อมด้วยพระสงฆ์เสร็จภัตตกิจแล้ว  พระองค์ก็จะทรงแสดงธรรมกถาอนุโมทนา  เธอฟังธรรมเทศนาของพระศาสดาแล้ว  จึงค่อยรับดอกไม้กลับไป  นางค่อมก็รับปากนายสุมนโดยง่าย  อาจจะเคยได้ทำบุญร่วมกันมาแต่ในชาติปางก่อนก็เป็นได้  ใครจะรู้
พอได้เวลา บรรดาพระสงฆ์มีองค์พระศาสดาเป็นประธานก็เสด็จมาบ้านของนายสุมนคนขายดอกไม้  ทุกคนมีนายสุมนเป็นประธานเจ้าภาพต่างก็ช่วยกันอังคาสพระศาสดา  และพระสงฆ์ด้วยขาทนียะโภชนียาหารอันประนีตสมควรแก่สมณะ  เมื่อพระสงฆ์มีองค์พระศาสดาเป็นประธาน ทรงทำภัตตกิจเสร็จแล้ว  พระพุทธองค์ทรงแสดงพระธรรมเทศนาอนุโมทนาเพื่อให้เจ้าภาพมีความหรรษาร่าเริงในทานที่ตนบริจาคแล้ว  ส่วนนางค่อมเธอก็ตั้งใจฟังควบคุมใจให้จดจ่อต่อเสียงเทศน์เสียงธรรมของพระศาสดา เสมือนหนึ่งว่าพระศาสดาทรงทราบพฤติกรรมของนางที่ยักยอกเอาค่าดอกไม้ของพระนางสามาวดีครึ่งหนึ่งมาเป็นของตน สมเด็จพระทศพลจึงทรงแสดงธรรมเจาะจงแก่นางโดยเฉพาะ  ในขณะที่นั่งฟังธรรมโดยสงบอยู่นั้น  นางก็มองเห็นกรรมชั่วที่ตัวทำมาเป็นประจำเป็นบาปกรรมที่น่าขยะแขยงเหลือที่จะพรรณนา ไม่น่าทำเลย กรรมชั่วไม่ทำเสียเลยนั่นแหละดี  นางได้บอกกับตัวเองว่า ต่อไปนี้ เราจะไม่ทำกรรมชั่วเช่นนี้อีกแล้ว กรรมชั่วแม้แต่น้อยนิดก็เป็นพิษเป็นภัย ทำลายจิตใจตลอดเวลา  พอพระศาสดาแสดงธรรมจบ  นางก็พบกับแสงสว่างได้ “ดวงตาเห็นธรรม” ไม่ตำต่ำลงสู่ความเลวทราบอีกต่อไป  ถวายบังคมพระบรมศาสดากราบทูลลา ซื้อดอกไม้จากนายสุมน  คราวนี้นางซื้อดอกไม้ทั้ง ๘ กหาปนะ  และกล่าวขอบคุณนายสุมนที่ให้โอกาสนางได้เฝ้าพระศาสดาและได้ฟังธรรมเทศนาจากพระองค์  ตกลงนางนำดอกไม้กลับไปถวายพระนางสามาวดีตามที่เคยปฏิบัติมาเป็นประจำ
วันนี้ พระนางสามาวดีทอดพระเนตรเห็นดอกไม้มากกว่าทุกวันที่ผ่านมา จึงทรงสงสัยตรัสถามนางค่อมว่า วันนี้ พระราชาทรงประทานค่าดอกไม้เพิ่มขึ้นหรือ ? นางค่อมทูลว่า หามิได้ พระแม่เจ้า อ้าว แล้วทำไมดอกไม้จึงมากกว่าทุกวันเล่า เจ้าออกเงินซื้อเองหรือ แม่คุณ  นางค่อมจึงทูลสารภาพความจริงว่า ทุกวันหม่อมฉันซื้อดอกไม้ ๔ กหาปนะ อีก ๔ กหาปนะหม่อมฉันถือเอาเป็นของตัวเอง  เจ้าข้า อ้าว แล้วทำไมวันนี้เจ้าจึงไม่ทำเหมือนวันก่อน ๆ เล่า แม่คุณ วันนี้ หม่อมฉันโชคดีได้เข้าเฝ้าสมเด็จพระมหามุนีที่บ้านนายสุมนมาลาการ พระศาสดาทรงแสดงธรรมเทศนา หม่อมฉันตั้งใจฟังธรรมเทศนาของพระองค์จบลงแล้ว  ได้ดวงตาเห็นธรรมคือรู้เห็นตามความเป็นจริง รู้ว่าอะไรเป็นอะไร ธรรมะเข้าไปเปลี่ยนแปลงพัฒนาจิตใจที่ร้ายให้กลายเป็นดี ปราศจากธุลีคือความเศร้าหมอง กลายเป็นจิตใจผ่องใสสะอาด ไม่อาจทำความชั่วทุกอย่าง สร้างแต่ความดีทุกชนิด ชำระจิตให้สะอาด
ด้วยเหตุนี้ หม่อมฉันจึงไม่กล้าโกงเงินค่าดอกไม้ ๔ กหาปณะ ดังที่เคยทำมาแล้วในวันก่อน ๆ  เพราะมีความละอายต่อความชั่วกลัวต่อผลของบาปกรรม  ขึ้นชื่อว่าความชั่วแม้แต่น้อยนิดก็เป็นพิษเป็นภัย  ทำลายจิตใจให้เสื่อมคุณภาพขาดคุณธรรม กรรมชั่วไม่ทำเสียเลยนั่นแหละดี  นีอีกตัวอย่างหนึ่ง  ซึ่งชี้ให้เห็นว่า เมื่อรู้ว่าความชั่วเป็นความชั่วแล้ว ก็เลิกทำความชั่วได้ทันที  ไม่มีทางจะทำความชั่วอีกต่อไปตลอดชีวิต เรื่อง “ตาสว่าง ตาเห็นธรรม” นำมาเสนอท่านทั้งหลายเพื่อศึกษาหาความรู้  ก็จบลงเพียงเท่านี้  ขอคนดีทั้งหลายจงประพฤติตนเป็นคนประเภท “ตาสว่าง ตาเห็นธรรม” กันเถิด  จะเกิดศิริมงคลส่งผลให้มีความสุขสงบเย็นเป็นนิจนิรันดร
ตาสว่าง  เปิดทาง  ให้รู้ทั่ว
รู้ความชั่ว  รู้ทันกล  คนตอแหล
ใครจะหลอก  ใครจะลวง ฉันไม่แคร
ฉันรู้แท้   รู้จริง  ทุกสิ่งไป
ต่อไปนี้  พวกที่  มีอำนาจ
ไม่สามารถ  หลอกเขาได้ ให้หลงใหล
เพราะพวกเขา  ตาสว่าง  ทุกอย่างไป
ไม่มีใคร   หลอกเขาได้ อย่างแน่นอน
ตาเห็นธรรม นำคน  ให้พ้นทุกข์
มีความสุข  ในธรรม  ตามคำสอน
ของสมเด็จ  พระศาสดา ชินวร
สุขแน่นอน  พระธรรม นำวิญญาณ
ตาเห็นธรรม นำคน  พ้นกิเลส
อันเป็นเหตุ  ให้ทนทุกข์ ทรมาน
พอเห็นธรรม  กิเลส  ก็อันตรธาน
อันเป็นการ  ทำลายทุกข์ ทุกอย่างไป
ตาเห็นธรรม นำมา  ซึ่งความสุข
ไม่มีทุกข์  ไม่มีเวร  ไม่มีภัย
เพราะกิเลส  น้อยใหญ่ มันดับไป
ทำให้ใจ   สงบเย็น  เป็นนิรันดร์
ตาเห็นธรรม ทำให้  ไร้ปัญหา
เพราะปัญญา  มีมาได้  ให้ฉับพลัน
ดับกิเลส  ตัณหาได้ ในทันควัน
มีปัญญา  รู้ทัน  ทุกอย่างไป
ด้วยเหตุนี้ ปราชญ์เมธี จึงเตือนตัก
ให้รู้จัก   รักษาตน ให้พ้นภัย
อย่าประมาท  ตั้งสติ  ให้มั่นไว้
เราจะได้  มีความสุข ทุกเวลา
ขอเชิญชวน มวลประชา รักษาจิต
เพื่อพิชิต  กิเลส  เศษตัณหา
ครองชีวิต  ด้วยสติ  และปัญญา
จิตโสภา   ผ่องใส  ใจร่มเย็น ฯ