ตานอกใส  – ตาในมืด
โลโภ  โทโส จ  โมโห จ     ปุริโส  ปาปเจตสํ
หึสนฺติ  อตฺตสมฺภูตา ตจสารํ  ว  สมฺผลํ
โลภะ โทสะ โมหะ  เกิดจากตัวเองย่อมเบียดเบียน  ผู้มีใจชั่ว  ดุจขุยไผ่ฆ่าตันไผ่ ฉะนั้น
ประเด็นแรกที่จะต้องทำความเข้าใจกัน  ก็คือเรื่อง “ตานอก – ตาใน”  ตาทั้งสองนี้แตกต่างกันอย่างไรและหมายถึงอะไร ?   ตานอกก็ได้แก่ตาเนื้อมีอยู่สองข้างคือข้างซ้ายและข้างขวา  ภาษาบาลีเรียกว่า “มังสะจักษุ” แปลว่าตาเนื้อ  คนทุกคนไม่ว่าจะเป็นคนชาติไหน พูดภาษาอะไร  นับถือลัทธิศาสนาความเชื่อถืออะไร   ตามปกติธรรมดาแล้วก็มีตาสองข้างเหมือนกันทั้งนั้น  ธรรมชาติสร้างมาให้มีดวงตาสองข้างเท่ากันไม่ว่าหญิงหรือชาย  นี่คือความเป็นธรรม ความยุติธรรม  และความเสมอภาคของธรรมชาติ  มีมาตรฐานเดียวกัน ไม่มีสองมาตรฐาน  ตานอก – ตาเนื้อ ธรรมชาติให้มาสำหรับใช้ดูสิ่งต่าง ๆ ซึ่งเป็นของภายนอกเท่านั้น  และสิ่งเหล่านั้นก็ต้องอยู่ในที่แจ้งในที่สว่างเท่านั้น  จึงอยู่ในวิสัยที่จะมองเห็นได้  แต่ถ้าอยู่ในมืด ในที่กำบัง  ตานอก – ตาเนื้อ  ก็สุดวิสัยที่จะสามารถมองเห็นได้  ต้องใช้เครื่องช่วยประเภทต่าง ๆ เช่นโคมไฟ ใช้เทียน ใช้ตะเกียง ใช้ไฟฉายช่วยจึงจะมองเห็นได้   ตานอก – ตาเนื้อมีประโยชน์แก่คนเรามาก  หากตาบอด ตามืด ตาเสีย ตาฝ้า ตาฟาง   ก็หมดทางที่จะอำนวยประโยชน์ได้  ดังนั้น  ตานอก – ตาเนื้อจึงเป็นอวัยวะสำคัญของคนเราทุกคน  จึงควรใช้ตาในทางที่จะก่อให้เกิดประโยชน์  อย่าใช้ตาในทางที่จะให้เกิดโทษ  และเป็นพิษเป็นภัยแก่ตนเอง  การใช้ตาให้เกิดประโยชน์ก็ต้องใช้ให้พอประมาณตามหลักฐานที่พระท่านสอนว่า “มตฺตญฺญุตา  สทา สาธุ”  ความรู้จักประมาณให้สำเร็จประโยชน์ทุกเมื่อ  หรือยึดหลักคำกลอนสอนใจของท่านเจ้าคุณพุทธทาสว่า
ปิด ปิด ตา  อย่าสอดส่าย  ให้เกินเหตุ
บางประเภท  แกล้งทำบอด  ยอดกุศล
มัวสอดรู้  สอดเห็น  จะเป็นคน
เอาไฟลน  ตนไป   ให้ไหม้พอง
เปิด เปิด ตา ให้รับแสง  แห่งพระธรรม
ยิ่งมืดค่ำ  ยิ่งเห็นชัด  ถนัดถนี
สมาธิมาก  ยิ่งเห็นชัด  ถนัดดี
นี่วิธี   เปิดตาใจ  ใช้กันมา
เรื่องของ “ตานอก – ตาเนื้อ (มังสะจักษุ) มีประโยชน์มากสำหรับคนเรา  แต่ต้องรู้จักใช้หรือใช้เป็น  และต้องรู้จักประมาณด้วย  จึงจะช่วยอำนวยประโยชน์มหาศาล  ตานอก – ตาเนื้อนี้ ก็มีสองประเภท คือ ตานอกของคนพาลสันดานชั่วประเภทหนึ่ง  และอีกประเภทหนึ่ง  คือตานอกของบัณฑิตผู้ครองชีวิตอยู่ด้วยปัญญา   ตาทั้งสองประเภทนี้ให้ผลไม่เสมอกัน  ให้ผลไม่เหมือนกันคือผลกระทบอันเกิดจากการเห็นการดูต่างกัน  ตาคนพาลให้ผลเป็นไปในทางลบ เรียกว่า “ตาเห็นธรรม – ตาเห็นความดี”  คือเห็นอะไร ดูอะไร มองอะไร  ก็เห็นธรรม เห็นความดีไปหมด  มองเห็นทุกสิ่งทุกอย่างเป็นธรรมเป็นความดีเหมือนกันทั้งนั้น  ไม่มีอะไรขัดนัยน์ตา เห็นอะไร มองดูอะไร  ก็สบายตา  นำมาซึ่งความสบายใจ  ต่างจากตาคนพาล เห็นอะไร มองอะไร ดูอะไร ขวางตาไปหมด  มองดูพระพุทธรูปเห็นพระพุทธรูปทุกส่วนล้วนแต่ดีทั้งนั้น  แต่เสียอยู่อย่างเดียวคือพูดไม่ได้ เห็นไหมละ หาเรื่องติจนได้ นี่แหละ ตาคนพาล ตาหาเรื่อง  อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ตาคนพาล ดังนั้น  จึงขอให้ทุกคนใช้ตาที่ธรรมชาติสร้างมาให้ทั้งสองข้าง  ให้เป็นไปแต่ในทางบวกกันเถิด  อย่าใช้ตาให้เกิดโทษซึ่งเป็นไปในทางลบกันเลย
ได้พูดถึงเรื่อง “ตานอกใส” มาโดยย่อพอเป็นตัวอย่างพอสมควรแล้ว  ต่อไปก็ขอเข้าสู่ประเด็น “ตาในมืด”  เพื่อศึกษาหาความรู้ความเข้าใจ  ซึ่งเป็นจุดประสงค์ใหญ่ในเรื่องนี้ต่อไป  ก่อนอื่นก็ขอทำความเข้าใจในเรื่อง “ตาใน” เสียก่อน  ตาในนั้นหมายถึง “ปัญญาจักษุ” คือตาปัญญา  คนเราสำคัญที่ปัญญา   เพราะปัญญาเป็นแสงสว่างในโลก  แสงสว่างอื่นเสมอด้วยปัญญาไม่มี  ปัญญาเป็นแก้วของนรชน  และปัญญาปกครองคนได้ดังธรรมบรรยายว่า
ปญฺญา  โลกสฺมิ  ปชฺโชโต.
ปัญญาเป็นแสงสว่างในโลก
นตฺถิ  ปญฺญา  สมาอาภา.
แสงสว่างอื่นเสมอด้วยปัญญาไม่มี
ปญฺญา  นรานํ  รตนํ.
ปัญญาเป็นแก้วของนรชน
ปญฺญา  เจนํ  ปสาสติ.
ปญฺญาปกครองคนได้
ในข้อที่ว่า “ตาในมืด” นั้น  ก็หมายถึงคนที่ไม่มีปัญญานี้นั้นเอง  คนเราถ้าขาดปัญญาเสียอย่าง  ก็ไม่ต่างอะไรกับพร้าไม่มีคม  พร้าจะใช้ประโยชน์ได้ก็อยู่ที่คม  ถ้าพร้าขาดคมพร้าไม่มีคม  พร้านั้นก็ไม่มีประโยชน์อะไร  เพราะใช้อะไรไม่ได้มีไว้ก็รกที่รกทาง  วางไว้ที่ไหนก็เกะกะ  พระท่านจึงสอนว่า  คนไม่มีปัญญา  พร้าไม่มีคม  สังคมไหนก็ไม่ต้องการ  เพราะฉะนั้น  หลักธรรมในทางพระพุทธศาสนา  พระพุทธองค์จึงทรงสอนคนทั้งหลายในโลกให้มีปัญญา  เพราะปัญญาเป็นแสงสว่างในโลก  คำว่า “โลก” ในที่นี้  ก็ชี้ไปที่มนุษย์ที่อาศัยอยู่ในโลกนั้นเอง  ไม่ได้หมายเอาโลกคือแผ่นดิน  แต่หมายเอาคนที่อาศัยอยู่ในโลกคือแผ่นดินนั้น  เกิดมาในโลกกับเขาทั้งทีต้องมีปัญญาจึงจะครองชีวิตอยู่ได้อย่างมีศักดิ์ศรี  ถ้าไม่มีปัญญาก็อยู่ในโลกกับเขาลำบาก  ถ้าอยากจะเป็นคนมีปัญญาก็ต้องยึดหลักปรัชญา  คือหัวใจของบัณฑิต ๔ คือ “สุ. จิ.ปุ.ลิ.” สุ.= สุตะฟัง, จิ= จินตะ คิด, ปุ.=ปุจฉา ถาม, ลิ.=ลิขิตะ เขียนไว้ใช้ทฤษฎีนี้  มีปัญญาแน่นอน  ตามโศลกคำกลอนว่า
สุ.จิ.ปุ.ลิ. วินิมุตฺโต  กถํ  โส  ปณฺฑิโต  ภเว
สุ.จิ.ปุ.ลิ. สุสมฺปนฺโน      ปณฺฑิโตติ  ปวุจฺจติ.
บุคคลปราศจากการฟัง,การคิด,การถาม,และการเขียน (บันทึกไว้) จะเป็นบัณฑิตได้อย่างไร  ส่วนผู้ถึงพร้อมด้วยคุณสมบัติคือการฟัง,การคิด,การถาม,และการเขียน – บันทึกไว้ นั่นแหละ ท่านเรียกว่าบัณฑิต (ผู้มีปัญญา)
นี่คือวิธีเพาะปลูกปัญญาตามหลักของพระพุทธศาสนา  ซึ่งพระพุทธเจ้าของเราทรงสอนไว้ที่สมบูรณ์ที่สุด (ครบวงจร) เพาะปลูกปัญญาทางหูใช้หูฟัง ตั้งสติ ตั้งใจให้มั่นคง ส่งกระแสจิตไปตามเสียงเทศน์,เสียงผู้สอน – ผู้บอก อย่าให้จิตวอกแวกแหกคอกไปที่อื่น ขณะที่ฟัง  ถ้าตั้งใจใหมีสติในการฟัง  ย่อมได้รับผลจากการฟังในขณะนั้นและเดี๋ยวนั้น คือ
ผู้ฟังย่อมได้ฟังสิ่งที่ไม่เคยฟัง
สิ่งใดเคยฟังแล้วแต่ไม่เข้าใจชัด  ย่อมเข้าใจสิ่งนั้นชัด
บรรเทาความสงสัยได้
ทำความเห็นผิดให้เห็นถูกต้องได้
จิตของผู้ฟังย่อมผ่องใส
นี่แหละวิธีเพาะปลูกปัญญาทางหูใช้หูให้เกิดปัญญา  อย่าปล่อยไว้ให้เป็นหูกะทะ  แน่นอนละ ถ้าปล่อยปละละเลยเพิกเฉยในการฟัง  ก็มีหวังเป็นหูกะทะ  อยู่ในภาวะอย่างนั้นจนวันตาย  น่าเสียดายจริง ๆ  อย่าปล่อยทิ้งให้เป็นหูกะทะกันเลย  ท่านผู้รักความเจริญทั้งหลาย  ที่กล่าวมาโดยย่อนี้  เป็นวิธีเพาะปลูกปัญญาทางหู คือการฟัง (สุตะ)
วิธีต่อไปคือ จิ. จินตะ การคิด  การคิดนี้ก็เป็นวิธีเพาะปลูกปัญญาอีกวิธีหนึ่ง  ซึ่งตรงกับทางหลุดพ้นข้อที่ ๓ ที่กล่าวไว้ในวิมุตตายนสูตรคือการใคร่ครวญพิจารณาอันเป็นลักษณะของการคิด  เมื่อใช้สติพินิจพิจารณาใคร่ครวญถูกต้องโดยอุบายอันแยบคายแล้ว  ก็ก่อให้เกิดปัญญานำไปทำลายกิเลสตัณหา  ให้วิมุตติหลุดพ้นจากความทุกข์ได้  นี่คือวิธีเพาะปลูกปัญญาด้วยการคิด (จินตะ)
อีกวิธีหนึ่งก็คือ ปุ.= ปุจฉา ได้แก่การถาม  การถามเป็นวิธีหนึ่ง  ซึ่งเป็นการเพาะปลูกปัญญาให้เกิดขึ้น  ตัวอย่างเช่นถามว่า คำว่า “อนิจจัง,ทุกขัง,อนัตตา”  ที่พูดกันมาบ่อย ๆ นั้น  มันหมายความว่าอย่างไร ?  ก็ได้รับคำอธิบายว่า ในเรื่องของอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา  ที่ท่องจำกันมา จำกันมา แบบนกแก้วนกขุนทองนั้น  ความหมายที่แท้จริงนั้น  อนิจจัง สรรพสิ่งทั้งหลายหลายในโลก  มันเป็นของไม่เทียงมีความเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ทุกขณะ ไม่เคยอยู่นิ่งเลย  อุปมา – อุปไมย เช่นการไหลของกระแสน้ำในลำธารมันไหลของมันติดต่อกันไปไม่ขาดสาย  ลักษณะเช่นนี้แหละเรียกว่า “อนิจจัง”  ไม่เทียงเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา  ส่วน “ทุกขัง” แปลว่าทนอยู่ไม่ได้ ดับไปตลอดเวลา  หมายความว่า สรรพสิ่งทั้งหลายในโลก  มันก็ตกอยู่ในสภาพของ “ทุกขัง” ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้  เพราะมันดับไปอยู่ทุกขณะ  สิ่งใดเป็น “อนิจจัง” สิ่งนั้นมันก็ต้องเป็น “ทุกขัง” แน่ ๆ  ส่วน “อนัตตา” นั้น ท่านอธิบายวา สิ่งใดเป็น “อนิจจัง,ทุกขัง” สิ่งนั้นทั้งมวลล้วนเป็น “อนัตตา” คือบังคับบัญชามันไม่ได้  มันไม่อยู่ในอำนาจของใคร ข้อความในธรรมุเทศท่านกล่าวไว้ว่า “โลกคือหมู่สัตว์ไม่มีอะไรเป็นเครื่องต้านทาน ไม่เป็นใหญ่เฉพาะตน”  มีใครบังคับบัญชาไม่ให้แก่ ไม่ให้เจ็บ ไม่ให้ตายได้ไหม  ไม่ได้แน่นอน  นี่คือคำสอนในข้อที่ว่า “อนัตตา” เมื่อได้ฟังคำอธิบายในเรื่องของ “อนิจจัง,ทุกขัง,อนัตตา” แล้ว  ความลังเลสังสัยอันเป็นปัญหาก็หมดไป  ปัญญาความรู้ความเข้าใจก็เข้ามาแทนที่  นี่คือ “ปุ. ปุจฉา” ฟังแล้ว คิดแล้ว  แต่ยังไม่เข้าใจ ยังลังเลสงสัยก็ให้ถามทันที  ถามแล้วได้ฟังคำอธิบาย  ก็หายข้อสงสัย  นี้เรียกว่าปัญญาเกิดขึ้นจากการถาม  เมื่อมีปัญญาเกิดจากการฟัง,เกิดจากการคิด,เกิดจากการถามแล้ว  กลัวจะลืม  ก็ให้เขียนไว้ ให้บันทึกไว้เป็นหลักฐาน  หากมีความต้องการเมื่อไรก็เปิดอ่านทบทวนได้ทันที ปัจจุบันนี้ เทคโนโลยีทันสมัยก็เก็บไว้ในคอมพิวเตอร์ง่ายที่สุด  แต่อย่าให้เข้าหลักคำพังเพยว่า “ความรู้อยู่ในตำราก็แล้วกัน”
สรุปแล้ว บ่อเกิดปัญญาคือ สุ. จิ. ปุ. ลิ. นี้เอง
สุ.= สุตะ การฟัง ฟังด้วยดีย่อมได้ปัญญา
จิ.= จินตะ การคิด คิดโดยอุบายแยบคาย ได้ปัญญา
ปุ. = ปุจฉา การถาม  ได้รับฟังคำอธิบายที่ดี ก็มีปัญญา
ลิ. = ลิขิต เขียนไว้ ช่วยให้ได้ปัญญา
ปัญญาเกิดจากการฟัง เรียกว่า สุตะมะยะปัญญา
ปัญญาเกิดจากการคิด เรียกว่า จินตะมะยะปัญญา
ปัญญาเกิดจากการถามในปัญหาอันลึกซึ้งเช่นโมฆราชมานพทูลถามปัญหากับพระพุทธเจ้า  เมื่อพระพุทธองค์ทรงตอบปัญหาจบโมฆราชมานพก็ได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์  ในขั้นนี้ก็จัดเข้าในข้อ “ภาวนามยปัญญา” ได้เช่นกัน  หันกลับมาสู่ประเด็นในเรื่องของ “ตาในมืด” อีกครั้ง “ตาใน” ได้แก่ “ปัญญาจักษุ” ตาปัญญา เมื่อมีปัญญาอยู่แล้วเช่นนี้  ทำไมตาในจึงมืด  เพราะปัญญาเป็นแสงสว่างในโลกอยู่แล้ว  จะมืดได้อย่างไรหรือมีปัจจัยอย่างอื่นทำให้ตาในมืด  ปัญหานี้ก็เป็นประเด็นที่น่าคิดอยู่เหมือนกันในเมื่อตาใน ได้แก่ “ปัญญาจักษุ” มันก็ไม่น่าจะมืด
ในประเด็นนี้ ถ้าอธิบายในลักษณะอุปมา – อุปไมย ก็อาจจะเข้าใจง่ายขึ้น เช่นดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ โดยธรรมชาติแล้ว  ดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ ก็มีแสงสว่างในตัวอยู่แล้ว  ทำไมบางครั้งบางคราวดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์จึงมืดมิดไปเล่า? อ๋อ ! ที่บางครั้งบางคราวดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ต้องมืดมิดอับแสงไปนั้น  เพราะดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ถูกก้อนเมฆใหญ่ปกปิดเอาไว้  ก็เลยทำให้ไม่มีแสงสว่างส่องลงมาสู่โลกมนุษย์ ดังพุทธภาษิตว่า
โย  จ ปุพฺเพ ปมชฺชิตฺวา        ปจฺฉา  โส  นปฺปมชฺชติ
โสมํ  โลกํ  ปภาเสติ  อพฺภา  มุตฺโตว  จนฺทิมา.
ผู้ในประมาทในกาลก่อน  ตอนหลังไม่ประมาท ผู้นั้นชื่อว่ายังโลกนี้ให้สว่าง  เหมือนพระจันทร์พ้นจากเมฆหมอก  ส่องแสงสว่างมาสู่โลก ฉะนั้น
ได้ความว่า  พระจันทร์ พระอาทิตย์ ตามปกติก็แสงสว่าง  แต่ถ้าขณะใด พระจันทร์ พระอาทิตย์ถูกเมฆหมอกปกคลุมจนมิด  ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ก็ไม่มีแสงสว่างปรากฏออกมา  แต่ว่าแสงสว่างของดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ ไม่ได้หายไปไหน  ยังคงมีอยู่ในดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์นั้นเอง  แต่ถูกเมฆหมอกปิดบังเอาไว้  ทันใดที่เมฆหมอกเคลื่อนออกพ้นดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ แสงสว่างก็จะปรากฏออกมาทันทีทันควัน   น่าอัศจรรย์ไหมละ  โยม !
เรื่องของ “ตาในมืด”  ก็ทำนองเดียวกันกับดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์  ตาใน “ปัญญาจักษุ” ตาปัญญา ตามธรรมดาก็สว่างไสว   ไม่ได้มืดมิดแต่ประการใด  แต่ถ้าขณะใด ตาในถูกกิเลสประเภท ความโลภ ความโกรธ ความหลงเข้าครอบงำ  ก็ทำให้ตาในมืดมิด  ชนิดไม่รู้อรรถไม่เห็นธรรม  กิเลสคือความโลภ ความโกรธ  ความหลง ครอบงำนรชนเมื่อไร  ความมืดมิดก็ย่อมมีเมื่อนั้น เดี๋ยวนั้น ทันที ทันควัน  ดังประพันธ์พุทธภาษิตที่พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ว่า
ลุทฺโธ อตฺถํ  น  ชานาติ    ลุทฺโธ  ธมฺมํ  น  ปสฺสติ
อนฺธตมํ  ตทา  โหติ  ยํ  โลโภ  สหเต  นรํ.
คนโลภย่อมไม่รู้อรรถ  คนโลภย่อมไม่เห็นธรรม
ความโลภครอบงำนรชนเมื่อไร  ความมืดมิดย่อมมีเมื่อนั้น
กุทฺโธ  อตฺถํ  น  ชานาติ  กุทฺโธ  ธมฺมํ น ปสฺสติ
อนฺธตมํ  ตทา  โหติ  ยํ  โกโธ  สหเต  นรํ.
คนโกรธย่อมไม่รู้อรรถ  คนโกรธย่อมไม่เห็นธรรม  ความโกรธ
ครอบงำนรชนเมื่อไร  ความมืดตื้อย่อมมีเมื่อนั้น
มุฬฺโห  อตฺถํ  น  ชานาติ   มุฬฺโห  ธมฺมํ  น  ปสฺสติ
อนฺธตมํ  ตทา  โหติ   ยํ  โมโห  สหเต  นรํ.
คนหลงย่อมไม่รู้อรรถ  คนหลงย่อมไม่เห็นธรรม ความหลง
ครอบงำนรชนเมื่อไร  ความมืดตื้อย่อมมีเมื่อนั้น
โลโภ  โทโส  จ  โมโห จ       ปุริสํ  ปาปเจตสํ
หึสนฺติ   อตฺตสมฺภูตา         ตจสารํวสมฺผลํ.
โลภะ โทสะ โมหะ เกิดจากตัวเอง ย่อมเบียดเบียนผู้มี
ใจชั่ว  ดุจขุยไผ่ฆ่าต้นไผ่ (ให้ตายไป) ฉะนั้น
ตาใน (ปัญญาจักษุ) โดยธรรมชาติก็มีความสว่างอยู่แล้วก็จริง  แต่พอถูกกิเลสความเศร้าหมองทั้ง ๓ คือ ความโลภ ความโกรธ ความหลง เข้าครอบงำบีดบัง  แสงสว่างแห่งปัญญาก็ปรากฏออกมาไม่ได้  ความจริงแสงสว่างแห่งปัญญานั้นไม่ได้หายไปไหนมีอยู่ตลอดเวลา เพียงแต่ถูกความมืดของกิเลสทั้ง ๓ คือ โลภะ โทสะ โมหะ ห่อหุ้มปกคลุมไว้เท่านั้นเอง  เมื่อใดกิเลสทั้ง ๓ ถูกกำจัดออกจากจิตใจ  แสงสว่างสดใสของปัญญาก็ปรากฏออกมา  ทันทีทันควันเหมือนดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ พ้นจากเมฆหมอกส่องแสงสว่างลงมาสู่โลกมนุษย์ ฉะนั้น
การที่จะกำจัดเมฆหมอกแห่งปัญญา คือ กิเลสตัณหาให้หมดไปจากจิตใจนั้น  หลักธรรมในทางพระพุทธศาสนา  พระพุทธองค์จึงทรงสอนให้เจริญจิตภาวนา  ตามหลักสติปัฏฐาน ๔ คือ มีสติตามกำหนด ตามรู้ ความเห็นกายเป็นกาย เห็นกายในกาย เนือง ๆ อยู่  มีความเพียรเผากิเลสให้เร่าร้อน มีสัมปชัญญะความรู้ตัวทั่วพร้อมมีสติระลึกรู้เท่าทันอารมณ์ที่มากระทบ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ อย่าให้เกิดความยินดียินร้าย  มีสติตามกำหนด ตามรู้ ตามเห็น เวทนาเป็นเวทนา  เห็นเวทนาในเวทนา เนือง ๆ อยู่  มีความเพียรเผากิเลสให้เร่าร้อน มีสัมปชัญญะ ความรู้ตัวทั่วพร้อม มีสติระลึกรู้เท่าทันอารมณ์ที่มากระทบ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ  อย่าให้เกิดความยินดียินร้าย  มีสติตามกำหนด ตามรู้ ตามเห็นจิตเป็นจิต เห็นจิตในจิตเนือง ๆ อยู่  มีความเพียรเผากิเลสให้เร่าร้อน  มีสัมปชัญญะความรู้ตัวทั่วพร้อม  มีสติระลึกรู้เท่าทันอารมณ์ที่กระทบ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ  อย่าให้เกิดความยินดียินร้าย  มีสติตามกำหนด ตามรู้ ตามเห็นธรรมเป็นธรรม เห็นธรรมในธรรม เนือง ๆ อยู่ มีความเพียรเผากิเลสให้เร่าร้อน มีสัมปชัญญะ ความรู้ตัวทั่วพร้อม มีสติระลึกรู้เท่าทันอารมณ์ที่มากระทบ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ  อย่าให้เกิดความยินดียินร้าย
เมื่อมีสติตามกำหนด ตามรู้ ตามเห็น กาย,เวทนา,จิต,ธรรม  ตามนัยที่กล่าวมานี้เป็นนิจ  จิตก็จะหยั่งลงสู่ความสงบ ความสะอาด ความสว่าง อันเป็นทางก่อให้เกิดปัญญา ทำลายกิเลสตัณหาให้หมดไปจากจิตใจ ตาใน คือ “ปัญญาจักษุ” ก็จะสว่างไสวตลอดเวลา  เหมือนท้องฟ้าปราศจากก้อนเมฆใหญ่  ท้องฟ้าก็แจ่มใสเป็นนิจนิรันดร์
แต่เมื่อใดที่กิเลสคือความโลภ ความโกรธ ความหลง จรเข้ามาครอบงำ  ก็ทำให้จิตเดิมแท้ที่ผ่องใสสะอาดนั้น พลันก็มืดมิดไปทันทีทันใด เหมือนท้องฟ้าที่แจ่มใส แต่ทันใดที่ถูกก้อนเมฆมหึมาปกคลุมเข้า ก็ทำเอาท้องฟ้าที่โปร่งใส ดำมืดไปทันทีทันควัน ฉันนั้นเหมือกัน ความสะอาดผ่องใสของจิตใจไม่ได้หายไปไหน  ยังมีอยู่ที่จิตใจของนั้นเองเพราะธรรมชาติของจิตใจมีความผ่องใสสะอาดอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ทำให้จิตใจเศร้าหมองหมดความผ่องใสไปนั้น  ก็เพราะกิเลส ความเศร้าหมองคือ ความโลภ ความโกรธ ความหลง ห่อหุ้มปกคลุมเอาไว้ ทันทีที่กิเลสคือ โลภะ โทสะ และโมหะ ถูกกำจัดออกไป จิตใจที่ผ่องใสก็ปรากฏออกมาทันทีในขณะนั้นเดี๋ยวนั้นเหมือนดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ที่มืดมิดเพราะถูกเมฆหมอกก้อนมหึมาปกเอาไว้  ทันใดที่ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์พ้นจากก้อนเมฆใหญ่ แสงจันทร์ แสงอาทิตย์ ก็ส่องลงมาสู่โลกให้สว่างไสวฉันใดก็ฉันนั้น
เมื่อจิตใจปราศจากกิเลสอันเป็นเหตุทำให้จิตใจเศร้าหมองแล้ว  จิตใจก็ผ่องใสทำให้ “ตาในสว่าง”  ไม่มืดไม่บอดอีกแล้ว  ต่อไปก็เข้าสู่ประเด็น “ตานอกใส – ตาในสว่าง”  การที่นำเรื่องนี้เสนอท่านทั้งหลายก็มีจุดมุ่งหมายต้องการให้ท่านทั้งหลายได้มีตาทั้งสองสอดคล้องประสานกันคือ ตานอกก็ต้องใส ตาในก็ต้องสว่าง ทั้งนี้ก็เพื่อประโยชน์ในการครองชีวิตอยู่ในสังคมอย่างมีความสงบสุข และปลอดภัยในชีวิตประจำวัน  ตานอกได้แก่ “มังสะจักษุ” ตาเนื้อก็ต้องใสไม่บอด ไม่มืด ไม่ฝ้า ไม่ฟาง ใช้มองดูอะไรได้ทุกอย่างทางภายนอกตามที่ต้องการ  ตาในอันได้แก่ “ปัญญาจักษุ” ตาปัญญา ทั้งสุตามยปัญญา จินตามยปัญญา และภาวนามยปัญญา  กำจัดกิเลสตัณหา คือ โลภะ โทสะ โมหะ ออกจากจิตใจ ตาในก็สว่างไสวตลอดเวลา
เมื่อตาทั้งสอง คือ ตานอก “ตาเนื้อ” ก็ใส ตาใน “ตาปัญญา” ก็สว่าง  ก็เป็นทางให้คนเราครองชีวิตอยู่ในสังคมโลกด้วยด้วยความสงบสุข และปลอดภัย  ในบรรดาตาทั้งสองคือตานอกและตาในนั้น  ตาที่สำคัญที่สุดของมนุษย์ก็คือตาในอันได้แก่ “ปัญญาจักษุ” ตาปัญญานั้นเอง  คนเราถ้ามีตาปัญญาสว่าง แม้ตานอก “มังสะจักษุ” ตาเนื้อจะพิการเป็นตาบอด ตามืดอย่างไร  ก็สามารถครองชีวิตอยู่ได้ด้วยความสงบสุข และปลอดภัยไม่มีปัญหาอะไร  ตัวอย่างเช่นพระจักษุบาล แม้ตานอกคือ “มังสะจักษุ” ตาเนื้อของท่านจะบอด  แต่ตาใน “ปัญญาจักษุ” ตาปัญญาของสว่างไสวได้บรรลุเป็นพระอรหันต์  ครองชีวิตอยู่ด้วยความสงบสุขทุกประการ  นี่แหละ “ปัญญาจักษุ” ตาปัญญามีค่ายิ่งกว่าตาเนื้ออย่างนี้
เพื่อเป็นการเตือนจิตสะกิตใจท่านทั้งหลาย  ขอให้ทุกคนพากันประพฤติตนเป็นคนประเภท “ตานอกใส – ตาในสว่าง” นั่นแหละดีที่สุด  ซึงมนุษย์ทุกคนควรถือว่าเป็นเรื่องที่เราจะละเลยเพิกเฉยไม่ได้เป็นอันขาด  เกิดมาเป็นคนกับเขาทั้งชาติอย่าเป็นคนประมาทปล่อยชีวิตให้เป็นไปตามบุญตามกรรมเพราะความประมาทเป็นทางแห่งความตาย  และคนประมาทแล้ว ก็เหมือนคนตายแล้ว มีชีวิตอยู่ก็เฉพาะลมหายใจเข้า – ออกเท่านั้น  ไม่มีประโยชน์อะไรทั้งแก่ตนเอง  และสังคมส่วนรวม  ร่วมกันสร้างสรรค์สิ่งที่เป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่ตนทั้งในโลกนี้ และอนาคตข้างหน้า  อย่าลืมประเด็นที่ว่า “ตานอกใส – ตาในสว่าง” อันเป็นทางให้เกิดศิริมงคลส่งผลให้มีความสงบสุขในที่ทุกสถานและในกาลทุกเมื่อตลอดไป
อันตานอก  คือตาเนื้อ  ถ้าแจ่มใส
ย่อมใช้ได้   มองดู   รู้ทุกอย่าง
ไม่เหมือนกับ   ตามืด   และตาฟาง
มองทุกอย่าง   เห็นผิด   จากความจริง
เมื่อตานอก  คือตาเนื้อ  นั้นสดใส
มองอะไร   เห็นได้   ไปทุกสิ่ง
ไม่เห็นผิด   ไปจาก   ความเป็นจริง
เห็นทุกสิ่ง   จริงแท้   ไม่แปรผัน
ตานอกใส  มีค่า   น่าชูเชิด
ก่อให้เกิด   คุณค่า   อย่างน่าอัศจรรย์
มองอะไร   เห็นได้   อย่างฉับพลัน
อัศจรรย์    ส่งผล   ดัลบันดาล
อันตาใน  ตาปัญญา  ถ้าสว่าง
ก็เป็นทาง   ให้เกิดผล  มหาศาล
ตาปัญญา   เป็นปัจจัย  ใช้ประหาร
กิเลสมาร   น้อย – ใหญ่  ให้หมดไป
มีตาใน   สว่าง   สร้างความสุข
ทำลายทุกข์   ทุกอย่าง  ให้จางหาย
กำจัดโลภ  โกรธ – หลง  ให้ละลาย
กิเลสร้าย  ถูกทำลาย  เพราะปัญญา
ตาในนั้น คือปัญญา  ตาวิเศษ
พระท่านเทศน์  ตาปัญญา  แก้ปัญหา
กิเลสร้าย  ทั้งหลาย  ที่เกิดมา
ตาปัญญา  แก้ได้   ในทันที
ตาปัญญา คือตาใน  ใสสว่าง
พระกล่าวอ้าง  มีไว้   ใช้ปราบผี
กิเลสร้าย  ทั้งหลาย  บรรดามี
ตาปัญญา  ใช้ปราบผี  ได้ทันควัน ฯ

ตาสว่าง – ตาเห็นธรรม
กาเมสุ  พรหฺมจริยวา    วีตตณฺโห  สทา  สโต
สงฺขาย  นิพฺพุโต  ภิกฺขุ    ตสฺส  โน  สนฺติ  อิญฺชิตา.
ภิกษุผู้เห็นโทษในกาม  มีความประพฤติประเสริฐ  ปราศจาก
ตัณหา  มีสติทุกเมื่อ  พิจราณาแล้ว  ดับกิเลสแล้ว
ย่อมไม่มีความหวั่นไหว
มคฺคานฏฺฐงฺคิโก  เสฏฺโฐ  สจฺจานํ  จตุโร  ปทา
วิราโค  เสฏฺโฐ  ธมฺมานํ   ทิปทานญฺจ  จกฺขุมา.
บรรดาทางทั้งหลาย ทางมีองค์ ๘ ประเสริฐสุด  บรรดาสัจจะ
ทั้งหลาย บท ๔ ประเสริฐสุด  บรรดาธรรมทั้งหลาย วิราคธรรม
ประเสริฐสุด  และบรรดาสัตว์ ๒ เท้าทั้งหลาย  พระพุทธเจ้า
ผู้มีจักษุประเสริฐสุด
ในสังคมเมืองไทยของเรา  ระยะ ๓ – ๔ ปีมานี้  เราได้ยินได้ฟังสำนวนหรือคำพูดประโยคว่า”ตาสว่าง” ประโยคนี้  พูดกันมากและได้ฟังกันมากจนชินหูในสังคมไทย  จึงทำให้เกิดความสงสัยขึ้นมาว่าคำว่า “ตาสว่าง”  นั้น  มันหมายความว่าอย่างไร  หมายความว่า ก่อนหน้านี้ ตามันมืด ตามันบอด มองไม่เห็นอะไร เข้าหลักที่ว่า “ตโม ตมปรายโน” มืดแล้วมืดตลอดไปอย่างนั้นหรือ ?  ความจริงเรื่องนี้  ไม่ได้หมายความว่า ตามันมืดตามันบอดอะไรกันหรอก  “ตานอก”  คือตาเนื้อนั้นมันก็ใสมองอะไรก็เห็นได้ตามปกติ  แต่ว่า “ตาใน” คือตาปัญญาความรู้ความเข้าใจในเหตุการณ์ต่าง ๆ นั้น  มันยังไม่สว่าง ยังไม่รู้อะไรตามความเป็นจริง  คือโลกมนุษย์  สังคมมนุษย์ที่เราอาศัยกันอยู่นี้  มันเป็นโลกแห่ง “มายา” มันหลอกตาลองใจของคนที่ไม่รู้เท่าทันตลอดเวลา
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง  พวกที่มีอำนาจเงิน มีอำนาจรัฐ  ได้เป็นใหญ่ในสังคม  ก็ใช้คารมคมคายหาอุบายหลอกพวกที่ด้อยโอกาสมาเป็นทาสรับใช้สารพัดอย่าง ไม่ต่างอะไรกับทาสในเรือนเบี้ย  เอารัดเอาเปรียบเหยียบย้ำทำลาย  ดูถูกเหยียดหยาม  ตามอำนาจที่ตนมีอยู่ ขู่เข็ญคุกคามให้ทำอะไรตามที่พวกตนต้องการ  ในด้านการศึกษาหาความรู้ก็ปิดประตูตายใช้อุบายหลอกลวงไปวัน ๆ ถ้าพวกมันได้รับการศึกษามีปัญญาวิชาความรู้  พวกมันก็จะรู้ความชั่วของพวกตน  ซึ่งได้ใช้เล่ห์กลมายา  หลอกลวงมาเป็นเวลานาน  แต่เมื่อเหตุการณ์ผ่านมาหลายทศวรรษ  เรื่องมหัศจรรย์ก็เกิดขึ้นในสังคมยุคใหม่  เทคโนโลยีทันสมัย  มีคอมพิวเตอร์ระบบอินเตอร์เน็ต เหตุการณ์ต่าง ๆ ในสังคมโลก  ก็ปรากฏออกมาแก่สายตาของคนในสังคมทุกหนทุกแห่งทั่วไป  ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ตามท้องไร่ท้องนาพากันได้รับฟังข่าวสารต่ง ๆ ทางอินเตอร์เน็ตจากเว็บไซต์ต่าง ๆ เรื่องที่ไม่เคยได้ฟังก็ได้ฟัง เรื่องที่ไม่เคยรู้ก็ได้รู้  เรื่องที่เคยเคลือบแคลงสงสัยมาแต่ก่อน  ตอนนี้ก็ได้ปรากฏออกมาแก่สายตาของประชาชนจนหมดแล้ว  ทุกสิงทุกอย่างไม่มีทางที่พวกที่มีอำนาจเงิน มีอำนาจรัฐ เป็นใหญ่ในแผ่นดินจะปกปิดเป็นความลับ หลอกลวง ต่อไปได้แล้ว  “ความลับไม่มีในโลก” โชคเป็นของประชาชน  เพราะทุกคนตาสว่างกันหมดแล้ว  นี่แหละคือที่มาของคำว่า “ตาสว่าง” ต่อจากนี้ไป  ไม่มีอะไร ไม่มีอำนาจอิทธิพลของใครจะมาเล่นกลมายาหลอกประชาชนได้อีกต่อไปแล้ว  เพราะประชาชนทุกหมู่เหล่าเข้าสู่หลักที่ว่า “โชติ โชติปรายโน”  สว่างแล้ว สว่างตลอดไป
ในสังคมไทยของเรา  ประชาชนส่วนใหญ่ก็ถูกอำนาจพิเศษ อำนาจมืด อำนาจนอกระบบ  ปกปิดความจริง   และใช้กลมายาหลอกลวงให้เข้าใจผิด  ให้หลงผิดมาหลายทศวรรษเหมือนกัน  ทั้งในด้านประชาธิปไตย เศรษฐกิจ ทหาร การเมือง และเรื่องอื่น ๆ อีกมากมาย  บรรยายให้ประชาชนเข้าใจผิดว่า  เมืองไทยเราเป็นประชาธิปไตย  เศรษฐกิจก็ดีขึ้นเรื่อยๆ  ให้ทุกคนอดทนกันหน่อย  ค่อยเป็นค่อยไป  อย่าใจร้อน  ใจเย็นๆ  เศรษฐกิจของเราก้าวหน้าแน่ๆ  ในด้านทหารก็อยู่ในระเบียบวินัย  เอาใจใส่ในการป้องกันชาติบ้านเมืองให้ปลอดภัยไร้อริราชศัตรูที่มารุกราน  การเมืองก็ไม่มีปัญหาอะไร  นักการเมืองก็ช่วยกันบริหารประเทศชาติให้เจริญก้าวหน้าในทุกๆ ด้าน  ในด้านอื่นๆ  ก็ไม่มีอะไรที่น่าเป็นห่วง  หลอกลวงประชาชนให้เข้าใจผิดในเรื่องต่างๆ เหล่านี้มาตลอดเวลา  แต่ประชาชนในทุกวันนี้  ไม่มีความคิดเหมือนประชาชนในหลายทศวรรษที่ผ่านมา  ใครจะแหกตาลวงใจอย่างไรก็ได้ตามใจชอบ  แต่มาในปัจจุบันนี้ประชาชนเขาใฝ่รู้ใฝ่เห็น  ใฝ่แสวงหาความจริง  แสวงหาข้อมูลตามแหล่งต่าง ๆ  ทุกสิ่งทุกอย่างซึ่งพวกอำนาจมืด  อำนาจพิเศษ  อำนาจนอกระบบ  ปกปิดกันไว้เพื่อหลอกลวงคนในสังคมให้หลงผิดเข้าใจผิด  ก็ปิดไม่อยู่พรั่งพรูออกมาสู่สายตาประชาชน  ความืดมนทั้งหลายก็อันตรธานปราสนาการไป  ความสว่างไสวก็เข้ามาแทนที่  นี่แหละคือที่มาแห่งวลีที่ว่า  “ตาสว่าง”  ของมวลชนชาวไทย  ซึ่งถูกครอบงำด้วยอำนาจมืด  อำนาจพิเศษ อำนาจนอกระบบ มาเป็นเวลานานหลายทศวรรษ  ได้ถูกกำจัดออกออกไปด้วยเทคโนโลยี คอมพิวเตอร์  ระบบอินเตอร์เน็ตนำสมัย ชัยชนะของประชนใกล้เข้ามาทุกลมหายใจเข้าออก  เมฆหมอกคงผ่านพ้นสังคมไทยไม่กลับมาอีกแล้ว  นี่คือเรื่อง “ตาสว่าง”  นำมาเสนอท่านทั้งหลายโดยย่อพอเป็นตัวอย่าง  ต่อไปก็ขอพาท่านทั้งหลายไปศึกษาหาความรู้ในประเด็น  “ตาเห็นธรรม”  เป็นลำดับต่อไป
ประเด็นแรก  เราก็มาทำความเข้าใจในเรื่อง “ตาเห็นธรรม”  กันก่อน  ตาเห็นธรรมมีความเป็นมาอย่างไร ทำไมจึงเรียกว่าตาเห็นธรรม  นี่คือประเด็นที่เราจะต้องทำความเข้าใจกันก่อน  เรื่องของ “ตาเห็นธรรม” นี้  เป็นสำนวนที่ใช้พูดกันในทางพระพุทธศาสนา  เรียกผู้ที่ฟังธรรมแล้วได้บรรลุพระอริยบุคคลชั้นโสดาบันว่า  ได้ดวงตาเห็นธรรมเริ่มแต่ปัญจวัคคีย์ ๕ ฟังธรรมเรื่องพระธรรมจักรกัปปวัตนสูตร  พระพุทธเจ้าทรงแสดงโดยลำดับถึงตรงประโยคว่า  “สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา  สิ่งนั้นทั้งมวลล้วนมีความดับไปเป็นธรรมดา”  อัญญาโกณฑัญญะได้ฟังมาถึงตรงนี้  ก็มีความรู้ความเข้าใจตามความเป็นจริง  ก็ได้ดวงตาเห็นธรรมสำเร็จเป็นพระโสดาบัน  ตกกระแสแห่งพระธรรมไม่ตกต่ำเป็นธรรมดาจนกว่าจะได้สำเร็จพระอรหันต์ในที่สุด
พระพุทธเจ้าตรัสสอนพระวักกลิ  พระวักกลิที่เป็นคฤหัสถ์ได้เห็นรูปกายสมบัติของพระองค์งามนักดูไม่เบื่อ  จึงได้ออกบวชด้วยคิดว่า  จะได้ดูพระองค์เป็นนิตย์กาล เมื่อบวชแล้วก็ไม่เป็นอันท่องบนสาธยายธรรมไม่เจริญสมณธรรม  เอาแต่คอยเฝ้าตามดูพระศาสดาโดยถ่ายเดียว  พระองค์จึงตรัสเตือนว่า  วักกลิเธอจะมาเฝ้าดูร่างกายอันเปื่อยเน่าของเราทำไมเล่า “ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นชื่อว่าเห็นเรา”  ดังนี้  แต่พระวักกลิก็ไม่ฟัง  ยังขืนตามเฝ้าดูอยู่ร่ำไป  พระองค์จึงทรงขับไล่ให้หลีกไป พระวักกลิเสียใจขึ้นไปบนเขาคิชฌกูฏ  จะกระโดดลงมาให้ตาย  พระองค์ทรงทราบจึงทรงเปล่งพระรัศมีแสดงพระองค์ให้ปรากฏให้พระวักกลิเห็น  ตรัสเตือนพระวักกลิให้เกิดสติ  แล้วเจริญสมณธรรม  ทำให้จิตสงบสะอาดสว่าง  เป็นทางให้เกิดปัญญาได้ดวงตาเห็นธรรม  ซึ่งเป็นการเห็นพระองค์ตลอดเวลา  นี้ก็เป็นที่มาแห่งคำว่า  “ตาเห็นธรรม”  อีกเรื่องหนึ่ง
ประเด็นที่จะต้องทำความเข้าใจต่อไป  ก็คือเรื่องตาเห็นธรรมนั้นหมายความว่าอย่างไร  ทำไมจึงเรียกว่า  “ตาเห็นธรรม”  ในประเด็นนี้  ก็ต้องเข้าใจกันให้ดี  คำว่า “ตาเห็นธรรม”  ในที่นี้  ไม่ได้หมายถึงตาเนื้อ  “มังสะจักษุ”  ตาเนื้อก็ใช้ดูได้เฉพาะสิ่งภายนอกเท่านั้น  ดังนั้นดวงตาเห็นธรรมนั้น  ท่านหมายถึงตาปัญญา  “ปัญญาจักษุ”  ตาปัญญาที่ว่าได้ดวงตาเห็นธรรมนั้น  ก็หมายเอาปัญญาจักษุนี้เอง  และดวงตาเห็นธรรมนั้น  ก็ได้แก่การรู้การเห็นสรรพสิ่งทั้งหลายที่มีในโลกตามความเป็นจริง  เห็นอนิจจังไม่เที่ยงเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา  เห็นทุกขังทนอยู่ไม่ได้ดัวไปตลอดเวลา  เห็นอนัตตาบังคับบัญชาไม่ได้ไม่อยู่ในอำนาจของใคร  นี่แหละคือความหมายของคำว่า “ตาเห็นธรรม”  ในภาษาธรรม  ประชาชนคนธรรมดาชาวบ้านทั่วไป  อาจจะฟังไม่ค่อยจะออก จึงขอบอกเป็นภาษาคน  คือภาษาชาวบ้านทั่วไปให้เข้าใจกันง่าย ๆ  คำว่า “ดวงตาเห็นธรรม”  นั้น พูดให้เข้าใจกันง่ายๆ แบบชาวบ้านทั่วไป  ก็คือว่า ดวงตาเห็นธรรมนั้นก็ได้แก่เห็นชั่วเป็นชั่ว  เห็นดีเป็นดี  เห็นผิดเป็นผิด เห็นถูกเป็นถูก  เห็นบาปเป็นบาป  เห็นบุญเป็นบุญ  เห็นคุณเป็นคุณ  เห็นโทษเป็นโทษ เป็นต้น นี้คือเห็นตามความเป็นจริง  ตามภาษาคน  ไม่ให้ผิดไปจากความเป็นจริงของสิ่งนั้นๆ  ดังสำนวนที่ว่า “เห็นกงจักรเป็นดอกบัว  เห็นชั่วเป็นดี”  อย่างนี้มันเห็นผิดจากความเป็นจริง  การเห็นผิดจากความเป็นจริงนี้แหละ  ทำให้คนเราคิดผิด  พูดผิด และทำผิด แล้วก็ประกอบพรรมทำความชั่วต่างๆ นานาทั้งในที่ลับทั้งในที่แจ้ง ต่อหน้าและลับหลัง ขณะที่กำลังทำความชั่วอยู่นั้นก็ไม่รู้สึกตัว
มีตัวอย่างให้เห็นเช่น สหายสองคน มีอาชีพในการทำโจรกรรม ทำกันมาจนค่อนชีวิต วันหนึ่ง เห็นประชาชนชาวบ้านพากันถือดอกไม้ของหอมบ่ายหน้าไปวัดเพื่อฟังธรรม สองสหายก็ถือโอกาสตามไปด้วย แต่ความคิดไม่เหมือนชาวบ้านทั้งหลายที่บ่ายหน้าไปวัดเพื่อฟังธรรม แล้วนำมาชำระล้างความเศร้าหมองออกจากจิตใจ  แต่สองสหายไปเพื่อถือโอกาสลักขโมยสิ่งของเงินทองของชาวบ้านเมื่อเผลอตัว นี่คือจิตใจที่ไม่รู้ตามความเป็นจริง คือการทำโจรกรรมนั้น มันเป็นความชั่ว แต่ตัวเองสำคัญผิดคิดว่าเป็นความดี เมื่อสำคัญผิดก็คิดทำชั่วทำโจรกรรมต่อไป ตราบใดที่ยังมองไม่เห็นความชั่วว่ามันเป็นความชั่ว ก็ทำความชั่วได้ในที่ทุกสถาน แม้วัดซึ่งเป็นเขตบุญสถาน คนพาลคนชั่วก็ทำชั่วได้ ไม่อายผีสางเทวดา แต่พอดวงตาเห็นธรรมเมื่อไหร่ จิตใจก็กลัวบาปกลัวความชั่วขึ้นมาทันทีไม่มีทางที่จะทำความชั่วอีกต่อไปแล้ว
พฤติกรรมของสองสหายเป็นตัวอย่างอีกเหมือนกัน ในสหายสองคนนี้ สหายคนหนึ่งฉุกคิดขึ้นมาว่า เราก็ทำอาชีพโจรกรรมมานานแล้ว ชีวิตความเป็นอยู่ก็ไม่เห็นว่าจะมีอะไรดีขึ้นเลย ก็คิดขึ้นมาได้ในขณะนั้นว่า น่าจะตั้งใจฟังธรรมดังที่ชาวบ้านทั้งหลายเขาฟังกันบ้าง แล้วก็ตั้งใจฟังธรรมด้วยความเอาใจใส่ และจดจ่อต่อเสียงเทศน์เสียงธรรม เผอิญวันนั้นพระท่านก็เทศน์เรื่องอาชีพโจรกรรม ทรัพย์สมบัติของใครเขาก็รักก็หวงแหน ไม่ต้องการให้ใครมาล่วงละเมิดกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินของตน  คนใดทำโจรกรรมลักเล็กขโมยน้อย จนถึงขั้นปล้นสดมภ์ เป็นการทำบาปกรรม ก็จำนำผลมาให้คนทำทุกภพทุกชาติ เมื่อเกิดมามีทรัพย์สมบัติอะไรก็ไม่มีความปลอดภัย ถูกลักถูกขโมย เพราะตนเคยลักเคยขโมยของคนอื่นมาก่อน ผลสะท้อนย้อนมาหาตัวเอง เข้าหลัก “กรรมสนองกรรม” ทำกรรมเช่นไรก็ได้รับผลเช่นนั้น สัตว์ทั้งหลายย่อมเป็นไปตามกรรมของตน
ขณะที่ตั้งใจฟังธรรมอยู่นั้นสหายคนนั้นก็มองเห็นความชั่วที่ตัวเคยทำมา ก็เกิดความละอายต่อความชั่ว ไม่กล้าทำความชั่วอีกต่อไป ไม่ว่าในรูปแบบใดๆ ทั้งนั้น บาปคือความชั่วไม่ทำเสียเลยนั้นแหละดี ตั้งแต่วันนั้นมาเขาก็เลิกอาชีพโจรกรรมทันที มีความละอายต่อความชั่วกลัวต่อบาปกรรม ทำแต่ความดีตลอดชีวิต ส่วนเพื่อนของเขายังมองไม่เห็นความจริง ก็ก้มหน้าก้มตาทำความชั่วยึดอาชีพโจรกรรมต่อไป จนกว่าเขาจะได้ดวงตาเห็นธรรมนั้นแหละ  เขาจึงจะเลิกอาชีพโจรกรรมได้ทันที นี้คือความจริงตามหลักของพระพุทธศาสนา พอได้ดวงตาเห็นธรรมรู้อะไรตามความเป็นจริง สิ่งที่เคยคิดชั่ว เคยพูดชั่ว เคยทำชั่วมาก่อน ตอนนี้ก็ถูกลงกลอนปิดประตูตาย ฝันร้ายก็กลายเป็นดี ดังพุทธานุสาสนีว่า “อสาธุ  สาธุนา ชิเน” ชนะความชั่วด้วยความดี เรื่องนี้มีตัวอย่างให้เรียนรู้มากมายในยุคพุทธกาล เช่น
ขอยกตัวอย่างเรื่องชฎิลสามพี่น้อง คืออุรุเวลกัสสปะ นทีกัสสปะ คยากัสสปะ ออกบวชเป็นชฎิลบำเพ็ญพรตบูชาเพลิง สร้างอาศรมอยู่ใกล้ฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา เป็นสามสถานตามลำดับกัน ครั้นพระศาสดาเสด็จถึงอุรุเวลาประเทศแล้ว ทรงทรมาณอุรุเวลกัสสปะด้วยวิธีเครื่องทรมานต่างๆ แสดงให้เห็นว่าลัทธิบูชาเพลิงของอุรุเวลกัสสปะนั้นไม่มีแก่นสาร อุรุเวลกัสสปะถือตัวว่าตนเป็นผู้วิเศษฉันใดๆ ตนก็หาเป็นฉันนั้นๆ ไม่ จนอุรุเวลกัสสปะมีความสลดใจพร้อมทั้งศิษย์บริวารลอยผมที่เกล้าเป็นชฎา และบริขารเครื่องพรตเครื่องบูชาไฟของชฎิลในแม่น้ำแล้ว ทูลขอบรรพชาอุปสมบท พระศาสดาก็ประทานบรรพชาอุปสมบทอนุญาตให้เป็นภิกษุทั้งสิ้น
ฝ่ายนทีกัสสปะตั้งอาศรมอยู่ภายใต้ได้เห็นชฎาและบริขารเครื่องพรตเครื่องบูชาเพลิง ลอยไปตามกระแสน้ำ สำคัญว่าเกิดอันตรายแก่พี่ชายตน พร้อมทั้งบริวารมาถึง เห็นอุรุเวลกัสสปะผู้พี่ชายถือเพศเป็นภิกษุแล้ว ถามทราบความว่า พรหมจรรย์นี้ประเสริฐแล้ว ก็ลอยชฎาและบริขาเครื่องพรตเครื่องบูชาเพลิงของตนเสียในแม่น้ำแล้ว พร้อมด้วยบริวารเข้าไปเฝ้าพระศาสดา ทูลขออุปสมบท พระพุทธองค์ทรงประทานอุปสมบทแก่เธอเหล่านั้น
ฝ่ายคยากัสสปะได้เห็นชฎาและบริขารเครื่องพรตเครื่องบูชาเพลิงลอยมาตามกระแสน้ำ สำคัญว่าเกิดอันตรายแก่พี่ชายทั้งสอง พร้อมทั้งบริวารรีบมาถึง เห็นพี่ชายทั้งสองถือเพศเป็นภิกษุแล้ว ถามทราบว่าพรหมจรรย์นี่ประเสริฐ  ลอยชฏาและบริวารเครื่องพรตเครื่องบูชาเพลิงของตนเสียในแม่น้ำแล้ว  พร้อมด้วยบริวารเข้าไปเฝ้าพระศาสดา ทูลขออุปสมบท  พระพุทธองค์ทรงประทานอุสมบทให้เป็นภิกษุโดยนัยหนหลัง
ที่กล่าวมานี้  เป็นเรื่องของชฏิลสามพี่น้อง คือ อุรุเวลกัสสปะ นทีกัสสปะ  และคยากัสสปะ  ซึ่งพากันยึดมั่น่ในลัทธิบูชาเพลิงและพากันสำคัญผิดคิดว่า เป็นพระอรหันต์มีฤทธิ์มีอำนาจ และมีปาฏิหาริย์  สามารถบันดาลอะไรได้ต่าง ๆ นานา พอได้ฟังธรรมเทศนาของพระศาสดา  ก็ได้ดวงตาเห็นธรรม เห็นว่าลัทธิบูชาเพลิงที่พวกตนเคยยึดมั่นถือมั่นมาก่อนนั้น  มันไม่มีสาระแก่นสารอะไร ประพฤติปฏิบัติไปก็ไม่มีเกิดประโยชน์อะไรทั้งในปัจจุบัน ในอนาคต และประโยชน์อย่างยิ่งคือพระนิพพานความดับทุกข์ จึงพากันลอยชฏาเครื่องพรตเครื่องบูชาเพลิงบริขาร  แล้วพากันบวชเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา  เรื่องนี้แสดงให้เห็นว่าการที่จะละทิ้งสิ่งที่เคยปฏิบัติมา  แต่ว่าเป็นสิ่งที่ผิด เป็นสิ่งที่ไร้ประโยชน์  ก่อให้เกิดโทษด้วยถ่ายเดี่ยวได้นั้น  จะต้องได้ดวงตาเห็นธรรม คือเห็นตามความเป็นจริง  พอเห็นตามความจริง สิ่งที่เหลวไหลไร้สาระก็ละได้ทันทีทันครัน  เหมือนดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์พ้นจากเมฆหมอก  ส่องแสงสว่างลงมาสู่โลกให้เกิดความสว่างไสวฉะนั้น
อีกตัวอย่างหนึ่ง  เมื่อได้ดวงตาเห็นธรรมแล้ว  ก็เลิกทำความชั่วได้ทันที มีเรื่องของนางขุชชุตราสาวใช้ของพระนางสาวดีมเหสีของพระเจ้าอุเทนเป็นอุทาหรณ์ตามปกติในทุก ๆ วัน พระเจ้าอุเทนทรงพระราชทานทรัพย์เพื่อเป็นค่าดอกไม้แก่พระนางสามาวดี วันละแปดกหาปณะ  นางขุชชุตราสาวใช้ของพระนางสามาวดีมีหน้าที่ในการซื้อดอกไม้มาถวายพระนางสามาวดีเป็นประจำวันมิได้ขาด  แต่ในการซื้อดอกไม้นั้นนางขุชชุตราก็เบียดบังเอาค่าดอกไม้นั้น  วันละสี่กหาปนะซื้อดอกไม้มาถวายพระนางสามาวดีสี่กหาปนะ  เรียกว่าให้เจ้านายครึ่งหนึ่ง  สาวใช้ครึ่งหนึ่ง  ซึ่งทำอย่างนี้ประจำทุกวันไม่เคยขาดไม่มีใครสามารถรู้ว่านางค่อมประพฤติตัวชั่วช้าเลวทรามอย่างนี้  แม้แต่พระนางสามาวดีก็หาทราบไม่  นางค่อมก็เลยเหริงใจทำได้ไม่อายผีสางเทวดา  แต่นางค่อมรู้ไหมว่า  แม้จะไม่มีใครเห็นก็จริง  แต่ก็ตัวนางค่อมนั่นแหละเห็นเพราะความลับสำหรับคนทำบาปไม่มีในโลก
อาจจะถึงคราวโชคดีของนางค่อมหรือจะถึงคราวหมดเคราะห์กรรมของนางก็ได้  เช้าวันหนึ่งนางค่อมได้ไปซื้อดอกไม้ที่ร้านของนายสุมนะมาลาการผู้ชำนาญในการจัดดอกไม้ขาย  พอไปถึงร้าน นายสุมนมาลาการได้เอ่ยปากชวนนางค่อมว่า นางผู้เจริญ วันนี้ข้าพเจ้าได้ทูลอัญเชิญพระบรมศาสดาพร้อมด้วยพระสงฆ์มาเสวยภัตตาหารที่บ้านขอให้นางช่วยจัดการต่าง ๆ เพื่อถวายการรับเสด็จพระศาสดา ก็จะเป็นมหามงคลแก่ชีวิตเป็นอย่างยิ่ง  เมื่อพระศาสดาพร้อมด้วยพระสงฆ์เสร็จภัตตกิจแล้ว  พระองค์ก็จะทรงแสดงธรรมกถาอนุโมทนา  เธอฟังธรรมเทศนาของพระศาสดาแล้ว  จึงค่อยรับดอกไม้กลับไป  นางค่อมก็รับปากนายสุมนโดยง่าย  อาจจะเคยได้ทำบุญร่วมกันมาแต่ในชาติปางก่อนก็เป็นได้  ใครจะรู้
พอได้เวลา บรรดาพระสงฆ์มีองค์พระศาสดาเป็นประธานก็เสด็จมาบ้านของนายสุมนคนขายดอกไม้  ทุกคนมีนายสุมนเป็นประธานเจ้าภาพต่างก็ช่วยกันอังคาสพระศาสดา  และพระสงฆ์ด้วยขาทนียะโภชนียาหารอันประนีตสมควรแก่สมณะ  เมื่อพระสงฆ์มีองค์พระศาสดาเป็นประธาน ทรงทำภัตตกิจเสร็จแล้ว  พระพุทธองค์ทรงแสดงพระธรรมเทศนาอนุโมทนาเพื่อให้เจ้าภาพมีความหรรษาร่าเริงในทานที่ตนบริจาคแล้ว  ส่วนนางค่อมเธอก็ตั้งใจฟังควบคุมใจให้จดจ่อต่อเสียงเทศน์เสียงธรรมของพระศาสดา เสมือนหนึ่งว่าพระศาสดาทรงทราบพฤติกรรมของนางที่ยักยอกเอาค่าดอกไม้ของพระนางสามาวดีครึ่งหนึ่งมาเป็นของตน สมเด็จพระทศพลจึงทรงแสดงธรรมเจาะจงแก่นางโดยเฉพาะ  ในขณะที่นั่งฟังธรรมโดยสงบอยู่นั้น  นางก็มองเห็นกรรมชั่วที่ตัวทำมาเป็นประจำเป็นบาปกรรมที่น่าขยะแขยงเหลือที่จะพรรณนา ไม่น่าทำเลย กรรมชั่วไม่ทำเสียเลยนั่นแหละดี  นางได้บอกกับตัวเองว่า ต่อไปนี้ เราจะไม่ทำกรรมชั่วเช่นนี้อีกแล้ว กรรมชั่วแม้แต่น้อยนิดก็เป็นพิษเป็นภัย ทำลายจิตใจตลอดเวลา  พอพระศาสดาแสดงธรรมจบ  นางก็พบกับแสงสว่างได้ “ดวงตาเห็นธรรม” ไม่ตำต่ำลงสู่ความเลวทราบอีกต่อไป  ถวายบังคมพระบรมศาสดากราบทูลลา ซื้อดอกไม้จากนายสุมน  คราวนี้นางซื้อดอกไม้ทั้ง ๘ กหาปนะ  และกล่าวขอบคุณนายสุมนที่ให้โอกาสนางได้เฝ้าพระศาสดาและได้ฟังธรรมเทศนาจากพระองค์  ตกลงนางนำดอกไม้กลับไปถวายพระนางสามาวดีตามที่เคยปฏิบัติมาเป็นประจำ
วันนี้ พระนางสามาวดีทอดพระเนตรเห็นดอกไม้มากกว่าทุกวันที่ผ่านมา จึงทรงสงสัยตรัสถามนางค่อมว่า วันนี้ พระราชาทรงประทานค่าดอกไม้เพิ่มขึ้นหรือ ? นางค่อมทูลว่า หามิได้ พระแม่เจ้า อ้าว แล้วทำไมดอกไม้จึงมากกว่าทุกวันเล่า เจ้าออกเงินซื้อเองหรือ แม่คุณ  นางค่อมจึงทูลสารภาพความจริงว่า ทุกวันหม่อมฉันซื้อดอกไม้ ๔ กหาปนะ อีก ๔ กหาปนะหม่อมฉันถือเอาเป็นของตัวเอง  เจ้าข้า อ้าว แล้วทำไมวันนี้เจ้าจึงไม่ทำเหมือนวันก่อน ๆ เล่า แม่คุณ วันนี้ หม่อมฉันโชคดีได้เข้าเฝ้าสมเด็จพระมหามุนีที่บ้านนายสุมนมาลาการ พระศาสดาทรงแสดงธรรมเทศนา หม่อมฉันตั้งใจฟังธรรมเทศนาของพระองค์จบลงแล้ว  ได้ดวงตาเห็นธรรมคือรู้เห็นตามความเป็นจริง รู้ว่าอะไรเป็นอะไร ธรรมะเข้าไปเปลี่ยนแปลงพัฒนาจิตใจที่ร้ายให้กลายเป็นดี ปราศจากธุลีคือความเศร้าหมอง กลายเป็นจิตใจผ่องใสสะอาด ไม่อาจทำความชั่วทุกอย่าง สร้างแต่ความดีทุกชนิด ชำระจิตให้สะอาด
ด้วยเหตุนี้ หม่อมฉันจึงไม่กล้าโกงเงินค่าดอกไม้ ๔ กหาปณะ ดังที่เคยทำมาแล้วในวันก่อน ๆ  เพราะมีความละอายต่อความชั่วกลัวต่อผลของบาปกรรม  ขึ้นชื่อว่าความชั่วแม้แต่น้อยนิดก็เป็นพิษเป็นภัย  ทำลายจิตใจให้เสื่อมคุณภาพขาดคุณธรรม กรรมชั่วไม่ทำเสียเลยนั่นแหละดี  นีอีกตัวอย่างหนึ่ง  ซึ่งชี้ให้เห็นว่า เมื่อรู้ว่าความชั่วเป็นความชั่วแล้ว ก็เลิกทำความชั่วได้ทันที  ไม่มีทางจะทำความชั่วอีกต่อไปตลอดชีวิต เรื่อง “ตาสว่าง ตาเห็นธรรม” นำมาเสนอท่านทั้งหลายเพื่อศึกษาหาความรู้  ก็จบลงเพียงเท่านี้  ขอคนดีทั้งหลายจงประพฤติตนเป็นคนประเภท “ตาสว่าง ตาเห็นธรรม” กันเถิด  จะเกิดศิริมงคลส่งผลให้มีความสุขสงบเย็นเป็นนิจนิรันดร
ตาสว่าง  เปิดทาง  ให้รู้ทั่ว
รู้ความชั่ว  รู้ทันกล  คนตอแหล
ใครจะหลอก  ใครจะลวง ฉันไม่แคร
ฉันรู้แท้   รู้จริง  ทุกสิ่งไป
ต่อไปนี้  พวกที่  มีอำนาจ
ไม่สามารถ  หลอกเขาได้ ให้หลงใหล
เพราะพวกเขา  ตาสว่าง  ทุกอย่างไป
ไม่มีใคร   หลอกเขาได้ อย่างแน่นอน
ตาเห็นธรรม นำคน  ให้พ้นทุกข์
มีความสุข  ในธรรม  ตามคำสอน
ของสมเด็จ  พระศาสดา ชินวร
สุขแน่นอน  พระธรรม นำวิญญาณ
ตาเห็นธรรม นำคน  พ้นกิเลส
อันเป็นเหตุ  ให้ทนทุกข์ ทรมาน
พอเห็นธรรม  กิเลส  ก็อันตรธาน
อันเป็นการ  ทำลายทุกข์ ทุกอย่างไป
ตาเห็นธรรม นำมา  ซึ่งความสุข
ไม่มีทุกข์  ไม่มีเวร  ไม่มีภัย
เพราะกิเลส  น้อยใหญ่ มันดับไป
ทำให้ใจ   สงบเย็น  เป็นนิรันดร์
ตาเห็นธรรม ทำให้  ไร้ปัญหา
เพราะปัญญา  มีมาได้  ให้ฉับพลัน
ดับกิเลส  ตัณหาได้ ในทันควัน
มีปัญญา  รู้ทัน  ทุกอย่างไป
ด้วยเหตุนี้ ปราชญ์เมธี จึงเตือนตัก
ให้รู้จัก   รักษาตน ให้พ้นภัย
อย่าประมาท  ตั้งสติ  ให้มั่นไว้
เราจะได้  มีความสุข ทุกเวลา
ขอเชิญชวน มวลประชา รักษาจิต
เพื่อพิชิต  กิเลส  เศษตัณหา
ครองชีวิต  ด้วยสติ  และปัญญา
จิตโสภา   ผ่องใส  ใจร่มเย็น ฯ

คนดีใช้ธรรม-คนระยำใช้กิเลส

ยมฺหิ สจฺจญฺจ ธมฺโม จ      อหึสา สญฺญโม ทโม

เอตทริยา เสวนฺติ      เอตํ โลเก อนามตํ

สัจจะ  ธรรมะ อหิงสา สัญญมะ ทมะ มีอยู่ในผู้ใด

อารยชนย่อมคบหาผู้นั้น  นั่นเป็นธรรมอันไม่ตายในโลก

นภญฺจ ทูเร ปฐวี จ ทูเร

ปารํ สมุทฺทสฺส ตทาหุ ทูเร

ตโต หเว ทูรตรํ วสนฺติ

สตญฺจ ธมฺโม อสตญฺจ ราชา

ดูก่อนราช!  เขากล่าวกันว่าฟ้ากับดินไกลกัน  และฝั่งทะเลก็ไกลกัน  แต่ธรรมของสัตบุรุษกับอสัตยบุรุษไกลกันยิ่งกว่านั้น

ในสังคมมนุษย์ทุกชาติ  ทุกศาสนา  ทุกภาษา  ทุกเผ่าพันธุ์  มีคนอยู่รวมกันกล่าวโดยสรุปแล้ว  มีอยู่สองประเภท  คือคนดีกับคนชั่ว  คนบาปกับคนบุญ  คนมีธรรมกับคนไม่มีธรรม  ทุกยุคทุกสมัย  มีคนอาศัยอยู่ในสังคมโลกเพียง ๒ ประเภทนี้เท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นคนชาติไหน  พูดภาษาอะไร  นับถือลัทธิศาสนาอะไร  มีความเชื่อถืออะไร  ก็มีคนอยู่เพียง ๒ ประเภทเหมือนกันทั้งนั้น  ประเทศชาติไหนมีคนดีอาศัยอยู่มาก  ประเทศชาตินั้นก็มีแต่ความร่มเย็นเป็นสุข  ปราศจากความทุกข์และปัญหานานาประการ  แต่ในทางตรงข้าม  ประเทศชาติไหนมีคนชั่ว  คนเลว  คนระยำพำนักอาศัยอยู่มาก  ประเทศชาตินั้น  ก็มีแต่ความทุกข์  ความเดือดร้อน  ความลำบากยากจน  ผู้คนเอารัดเอาเปรียบเบียดเบียนซึ่งกันและกัน  หาวันสงบสุขมิได้  โดยประการทั้งปวง

ในหัวข้อที่ตั้งไว้ว่า “คนดีใช้ธรรม  คนระยำใช้กิเลส”  นั้น  ก็มุ่งหมายเอาบุคคลทั้งสองประเภทนี้เอง  ในที่นี้จะขอพูดในประเด็น “คนระยำใช้กิเลสก่อน”  ขอทำความเข้าใจกับท่านผู้อ่านผู้ฟังในคำว่า  “คนระยำ”  กันเสียก่อน  เดี๋ยวจะเข้าใจกันว่าเป็นคำหยาบคาย  ฟังแล้วระคายหูไม่สู้จะเป็นมงคล  ความจริงคำว่า  “ระยำ” นี้  เป็นคำไทยแท้  พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย  ใช้กันมาตั้งแต่โบราณ  กล่าวขานถึงคนชั่วช้าเลวทราม  ต่ำช้า กันว่า “คนระยำ”  มิหนำแถมคำว่า “อัปรีย์”  ต่อท้ายเข้าไปอีกว่า “ระยำอัปรีย์”  คำนี้ในพจนานุกรมภาษาไทยให้คำนิยามไว้ว่า “ชั่วช้า  ต่ำช้า  เลวทราม  อัปมงคล”  นี่คือความหมายของคำว่าระยำ  ในพจนานุกรมไทย

ประเด็นต่อไป  ขอพูดถึง  “คนระยำใช้กิเลส”  เพื่อให้ท่านศึกษาหาความรู้กันต่อไป  คนระยำคือคนชั่ว  คนเลว  คนปราศจากศีลธรรม  คนประเภทนี้เป็นบุคคลที่ตกเป็นทาสของกิเลสประเภทต่างๆ  มีความโลภ  ความโกรธ  ความหลง  ทิฏฐิมานะ  อิจฉาริษยา  นินทาว่าร้าย  พฤติกรรมที่แสดงออกมาทางกาย  ทางวาจา  และทางใจ  ของบุคคลเหล่านี้  จึงเป็นพฤติกรรมที่แสดงออกมาด้วยอำนาจอิทธิพลของกิเลส  ด้วยเหตุนี้  พวกเขาจึงได้สมญานามว่า  “คนระยำ”  คือคนชั่วช้า  คนเลวทรม  คนอัปมงคล  เป็นบุคคลประเภทอันตราย  ก่อความเสียหายให้เกิดขึ้นในสังคมแห่งการอยู่ร่วมกัน  มีโทษอันมหันต์  เหลือที่จะพรรณนา  พระบรมศาสดาตรัสว่า  คนที่ตกเป็นทาสของความโลภ  ความโกรธ  และความหลงนั้น  เขาย่อมไม่รู้อรรถ  ย่อมไม่เห็นธรรม  ความโลภ  ความโกรธ  ความหลงครอบงำจิตใจเมื่อไร  ความมืดตื้อ  ความบิดมืดบอดทางปัญญา  ย่อมมีเมื่อนั้น  ดังพุทธศาสนาที่สมเด็จพระพิชิตมารบรมศาสดาจารย์ตรัสไว้ว่า

ลุทฺโธ  อตฺถํ น ชานาติ      ลุทฺโธ  ธมฺมํ น ปสฺสติ

       อนฺธตมํ ตทา โหติ    ยํ  โลโภ  สหเต นรํ.

คนโลภย่อมไม่รู้อรรถ  คนโลภย่อมไม่เห็นธรรม

ความโลภครอบงำนรชนเมื่อไร  ความมืดตื้อย่อมมีเมื่อนั้น

       กุทฺโธ อตฺถํ น ชานาติ      กุทฺโธ ธมฺมํ น ปสฺสติ

       อนฺธตมํ ตทา โหติ    ยํ โกโธ สหเต นรํ.

คนโกรธย่อมไม่รู้อรรถ  คนโกรธย่อมไม่เห็นธรรม  ความโกรธครอบงำนรชนเมื่อไร  ความมืดตื้อย่อมมีเมื่อนั้น

       มุฬฺโห อตฺถํ  น  ชานาติ    มุฬฺโห ธมฺมํ น  ปสฺสติ

       อนฺธตมํ ตทา โหติ    ยํ  โมโห สหเต  นรํ.

คนหลงย่อมไม่รู้อรรถ  คนหลงย่อมไม่เห็นธรรม

ความหลงครอบงำนรชนเมื่อไร  ความมืดตื้อย่อมมีเมื่อนั้น

กิเลสทั้ง ๓ ประเภทนี้แหละ  ที่มันเป็นรากเหง้าเค้ามูลของความชั่วทั้งหลาย  บุคคลใดก็ตามที่ถูกกิเลสทั้ง ๓ ประเภทนี้ครอบงำจิตใจ  เขาก็กลายเป็นคนชั่ว  คนเลว  คนต่ำช้า (คนระยำ)  ทันที  ในประเด็นที่ว่า “คนระยำใช้กิเลส” นั้น  ความจริงแล้วกิเลสมันใช้คนระยำ  การทำการพูด  การคิดของบุคคลประเภทนี้  ตกอยู่ภายในประกาศิตของกิเลสทั้ง ๓ ประเภทนั้น  กิเลสสั่งให้ทำก็ทำ  กิเลสสั่งให้พูดก็พูด  กิเลสสั่งให้คิดก็คิด  ไม่มีอิสรเสรี  เป็นตัวของตัวเองเลย  ทำอะไรพูดอะไร  คิดอะไร  ก็ตกอยู่ในบังคับบัญชาของกิเลสทั้งนั้น  ในสังคมปัจจุบันทุกวันนี้  มีคนระยำใช้กิเลสระบาดกันทั่วไปในสังคมแห่งการอยู่ร่วมกัน  ไม่ว่าจะเป็นสังคมชาวบ้าน  สังคมชาวเมือง  เรื่องของคนระยำใช้กิเลสมีจำนวนปริมาณมากขึ้นอย่างผิดสังเกต  เป็นเหตุให้สังคมมนุษย์ทุกชาติ  ทุกศาสนา  ทุกภาษา  ทุกเผ่าพันธุ์  เกิดปัญหาสารพัดนานาประการ  เพราะการที่มีคนระยำใช้กิเลสอาศัยอยู่ในสังคม

ตัวอย่างเช่น  ถ้ามีคนระยำใช้กิเลสประเภทโลภะ  ความโลภ  โลภะ  ความโลภในที่นี้  โปรดเข้าใจกันให้ดี  อย่าให้ผิดความหมาย  เพราะคนทั้งหลายมักจะเข้าใจกันว่า  คนเราถ้าไม่มีความโลภแล้ว  จะเป็นคนรวยได้อย่างไร  เพราะความโลภช่วยให้คนรวย  ความเข้าใจเช่นนี้ผิดถนัด  คนรวยไม่ใช่เกิดจากความโลภ  และความโลภก็ไม่ใช่ให้เกิดความรวย  ความโลภเป็นปฏิปักษ์กับความรวยต่างหาก  มีความโลภที่ไหน  ความรวยก็หมดไปจากที่นั้น  ความรวยเกิดจากความขยันหมั่นทำการงานให้เหมาะเจาะ  เพราะความขยันจึงหาทรัพย์ได้กลายเป็นเศรษฐี  มหาเศรษฐี  มั่งมีร่ำรวย  ด้วยมีปัญญาจึงหาทรัพย์ได้ในทางที่ชอบ  นี่คือปัจจัยให้เกิดความรวยไม่ใช่ความโลภ  แต่คือความขยัน  หมั่นรักษา  คบค้า คนดีใช้จ่ายด้วยวิธีประหยัด  จำกันไว้ให้ดี  จะได้เป็นเศรษฐีในวันข้างหน้า  อย่าใช้กิเลสคือความโลภกันเลย

โลภะ  ความโลภนั้น ได้แก่ความอยากได้ในทางทุจริต  ผิดศีล  ผิดธรรม  ผิดกฎหมาย  ผิดวัฒนธรรมประเพณี  มีความโลภทุกอย่างไม่เลือกทาง  ขอให้ได้มาเป็นพอ  คอร์รัปชั่นคดโกง  ฆ่าเจ้าเอาของ  หลอกลวงอำพราง  ทำทุกอย่างขอให้ได้มาซึ่งอำนาจเงิน  และอำนาจรัฐ  โดยไม่คำนึงว่าใครจะเดือดร้อน  เพราะการกระทำของตน  คนระยำใช้กิเลสประเภทความโลภนี้  เขาจะเอารัดเอาเปรียบเหยียบย่ำคนอื่น  เพราะความเห็นแก่ตัว  เขามองไม่เห็นคนอื่นนอกจากตัวเขาเอง  และพรรคพวกของเขาเท่านั้น  นี่คือลักษณะของคนระยำใช้กิเลสประเภทความโลภ  ยกมาพอให้เห็นเป็นตัวอย่าง

คนระยำใช้กิเลสประเภท “โทสะ”  โทสะความประทุษร้าย  คิดทำลายล้างผลาญ  คิดให้คนอื่นถึงความพินาศฉิบหาย  วอดวาย  ล่มจม  นี่คือลักษณะของโทสะ  คนที่ถูกโทสะครอบงำจิตใจกลายเป็นคนระยำ  ใจดำอำมหิต  โหดร้ายทารุณ  คนระยำประเภทนี้กำลังระบาดทั่วไปในสังคมปัจจุบัน  เที่ยวฆ่าฟันรันแทง  ทำลายล้างผลาญกันไม่เว้นแต่ละวัน  น่าสังเวช  สลดใจ  นี่แหละพิษสงของคนระยำใช้กิเลสประเภทโทสะ  มันเป็นอันตรายต่อความสงบสุขของสังคมเช่นนี้

คนระยำใช้กิเลสประเภท “โมหะ”  โมหะ  แปลว่าความลุ่มหลง  ความมัวเมา  ความโง่เขลา  คือความไม่รู้ตามความเป็นจริง  รู้เหมือนกันแต่ไม่รู้จริง  หมายถึงความมืดบอดทางจิตใจ  ความมืดมนอนธการ  ขาดความสำนึกผิดถูก  ชั่วดี  นี่คือลักษณะของโมหะ  ที่เข้าใจกันของบรรดานักศึกษาธรรมทั้งหลาย  หลายคนเข้าใจว่า  โมหะคือความไม่รู้  ไม่รู้อะไรก็จัดเป็นโมหะทั้งนั้น  ความเข้าใจเช่นนี้  ไม่ตรงกับลักษณะของโมหะนัก  ตามหลักความหมายเดิม  คำว่า “โมหะ”  หมายถึงความสำคัญผิด  ความเห็นผิด  ความเข้าใจผิด  ความรู้ผิด  นี่คือความหมายเดิม  ความหมายเช่นนี้  จึงจะตรงกับความเป็นจริง  เพราะโมหะนั้นไม่ใช่ว่าไม่รู้  รู้เหมือนกันแต่ดันไปรู้ผิดเข้า  ซึ่งเราชาวบ้านเรียกขานกันว่า “เสือกรู้”

ที่ว่า “โมหะ”  รู้ผิดนั้นคือรู้อย่างไร?  ก็คือรู้ผิดจากสภาวะธรรมความเป็นจริง  เช่นสภาวะธรรมทั้งหลายเป็นอนิจจัง ไม่เที่ยงเปบลี่ยนแปลงตลอดเวลา ทุกขัง ทนอยู่ไม่ได้ ดับไปตลอดเวลา อนัตตา หาตัวตนที่แท้จริงไม่ได้ ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใคร นี่คือความจริงของสภาวธรรมทั้งหลาย แต่โมหะกลับไปรู้ผิดคิดว่า  เป็นของเที่ยง,  มีความสุข,  เป็นตัวเป็นตน  เป็นเราเป็นเขา  เป็นของเราเป็นของเขาก็เลยยุ่งกันใหญ่  เพราะไปรู้ผิดจากความเป็นจริง  นี่แหละคือลักษณะของความรู้ผิด  ความเห็นผิด  สำคัญผิด  ความเข้าใจผิด  ความรู้ผิดนี่แหละที่เป็นตัวการสร้างปัญหาต่างๆ  ในทางสังคมให้เกิดขึ้นแก่คนเรา  พระพุทธเจ้าตรัสว่า

มุฬฺโห  อตฺถํ  น ชานาติ           มุฬฺโห  ธมฺมํ  น ปสฺสติ

       อนฺธตมํ  ตทา โหติ          ยํ  โมโห  สหเต  นรํ.

คนหลงผิดย่อมไม่รู้อรรถ  ย่อมไม่เห็นธรรม ความหลงผิดครอบงำนรชนเมื่อไร  ความมืดมิดย่อมมีเมื่อนั้น

ตามพุทธดำรัสนี้ชี้ให้เห็นว่า  คนที่มีความรู้ผิด  ความเห็นผิด  ความสำคัญผิด  ความเข้าใจผิดนั้นเป็นคนไม่รู้เหตุ  ไม่รู้ผล  เป็นคนตกอยู่ในความมืด  เต็มไปด้วยภัยอันตรายนานาประการ  เป็นคนที่น่าสงสารแถมสมเพท  เพราะเหตุแห่งความยึดมั่น  ถือมั่นยืนยันในความรู้ผิด  หลงผิดของตนอย่างถอนไม่ขึ้น  นี่แหละคือโมหะ  ความหลงผิด  ความรู้ผิด  ความสำคัญผิด  ความเข้าใจผิด  มันเป็นพาเป็นภัย  ทำให้คนดีๆ เป็นคนระยำ  ใช้กิเลส

นอกจากคนระยำจะใช้กิเลสทั้ง ๓  ประเภทนี้แล้ว  คนระยำก็ยังถลำไปใช้กิเลสประเภททิฏฐิมานะ  อิจฉาริษยา  นินทาว่าร้าย  ใช้ความโกรธความเกลียดความชัง  ดังที่เห็นกันอยู่ในปัจจุบันทุกวันนี้  แล้วก็ยังมีอคติ  ลำเอียงเพราะชอบ ลำเอียงเพราะชัง ลำเอียงเพราะขลาด ลำเอียงเพราะเขลา  เล่นเอาคนในสังคมเกิดความระส่ำระสายวุ่นวายกันไปทุกหย่อมหญ้า  คนระยำใช้กิเลสนี้ถ้ามีอยู่ในคนธรรมดาสามัญชาวบ้านทั่วไป  แม้จะเป็นพิษเป็นภัยก็อยู่ในขอบเขตจำกัดเท่านั้น  ข้อสำคัญถ้าผู้มีความรับผิดชอบบริหารประเทศชาติบ้านเมือง  มีอำนาจเงินอำนาจรัฐ  เป็นคนระยำใช้กิเลสกันแล้ว  ก็จะก่อให้เกิดเภทภัยอันตรายต่อสังคมแห่งการอยู่ร่วมกัน  อย่างกว้างใหญ่ไพศาล  สุดที่จะประมาณมิได้  ขอให้เราท่านทั้งหลายใช้ความสังเกตให้ดี  ก็เห็นกันว่า  สังคมทุกวันนี้มีคนระยำใช้กิเลสเพิ่มจำนวนมากขึ้นตามลำดับ  นับว่าน่าเป็นห่วงกันจริงๆ

ได้พูดมาในประเด็น “คนระยำใช้กิเลส”  พอสมควรแล้ว  ต่อไปก็เข้าสู่ประเด็น  “คนดีใช้ธรรม”  เพื่อเป็นข้อเปรียบเทียบว่า  บุคคลทั้งสองประเภทนี้  ประเภทไหนส่งผลกระทบต่อสังคมแตกต่างกันอย่างไร  ดังนั้นอันดับต่อไปนี้  จะพาท่านทั้งหลายไปศึกษาความรู้ในเรื่องของ  “คนดีใช้ธรรม”  กันต่อไป  คนดีคือคนประเภทไหน?  คนดีได้แก่คนที่มีพฤติกรรมทางกาย  ทางวาจา  และทางใจ ที่แสดงออกมาในทางสุจริต  คือกายสุจริต  ประพฤติชอบด้วยการย วจีสุจริต  ประพฤติชอบด้วยวาจา  มโนสุจริต  ประพฤติชอบด้วยใจ  กายสุจริต ไม่ฆ่าสัตว์  ไม่ลักทรัพย์  ไม่ประพฤติผิดในกาม,  วจีสุจริต  ไม่พูดเท็จ  ไม่พูดส่อเสียด  ไม่พูดคำหยาบคาย  ไม่พูดเท็จเหลวไหลไร้สาระ  มโนสุจริต  ประพฤติชอบด้วยใจ  ไม่คิดโลภ  อยากได้ของเขา,  ไม่คิดพยาบาทปองร้ายเขา,  ไม่คิดเห็นผิดจากทำนองครองธรรม  นี่คือลักษณะของคนดี  คนดีมีกาย  วาจา  ใจอันบริสุทธิ์สะอาด  ปราศจากบาปทั้งหลายทั้งปวง

คนดีใช้ธรรม  ตรงกันข้ามกับคนระยำใช้กิเลส  เพราะคนระยำจิตใจต่ำเต็มไปด้วยกิเลส  ความโลภ  ความโกรธ  ความหลง  ทิฏฐิมานะ  อิจฉาริษยา  นินทาว่าร้าย  คนระยำก็ใช้กิเลสเหล่านี้แหละ  หรือพูดอีกนัยหนึ่ง  ก็กิเลสเหล่านี้ที่ใช้คนระยำ  กิเลสที่ใช้คนระยำให้โลภ  คนระยำก็โลภ  กิเลสที่ใช้คนระยำให้โกรธ  คนระยำก็โกรธ  กิเลสที่ใช้คนระยำให้หลง  คนระยำก็หลง  กิเลสที่ใช้คนระยำให้อิจฉาริษยา  คนระยำก็อิจฉาริษยา  กิเลสที่ใช้คนระยำให้นินทาว่าร้าย  คนระยำก็นินทาว่าร้าย  รวมความว่า  คนระยำจะทำ  จะพูด  จะคิด  จะประกอบกิจการอะไร  ก็ทำ  ก็พูด  ก็คิด  ตามประกาศิตของกิเลสทั้งนั้น

ส่วนคนดี  มีจิตใจปราศจากความโลภ  ความโกรธ  ความหลง ทิฏฐิมานะ  อิจฉาริษยา  นินทาว่าร้าย  คนดีจึงใช้ธรรมคือความดี  ความถูกต้อง  และความจริง  คนดีจะทำอะไรก็ทำดี  จะพูดอะไรก็พูดดี  จะคิดอะไรก็คิดดี  คือทำตามอำนาจของพระธรรม  เรียกว่าพระธรรมให้ทำจึงทำ  พระธรรมให้พูดจึงพูด  พระธรรมให้คิดจึงคิด  นี่คือความหมายคำว่า “คนดีใช้ธรรม”  คนดีก็คือคนมีธรรม  คนประพฤติธรรม  คนปฏิบัติธรรม  มีธรรมเป็นเรือนใจ  มีธรรมเป็นที่อยู่อาศัย  เป็น “ธรรมวิหารี”  คนดีมีอยู่ในหมู่ใด  คณะใดสังคมใดประเทศชาติใด  หมู่นั้นคณะนั้นสังคมนั้น  ประเทศชาตินั้น  ก็มีแต่ความสงบสุข  ปราศจากทุกข์และปัญหาต่างๆ  โดยประการทั้งปวง

ขอยกตัวอย่าง  คนดีใช้ธรรมในหมวดที่ชื่อว่า “พรหมวิหารธรรม ๔ “  คือ

ใช้เมตตาธรรม  มีความรักใคร่ปรารถนาให้คนอื่น  และสัตว์อื่นมีความสุข  การอยู่ร่วมกันในสังคมของคนหมู่มาก  ถ้าอยากให้คนในสังคมมีความสุข  ทุกคนต้องใช้เมตตาธรรม  มีความรัก  ความเมตตา  ปรารถนาให้เพื่อนมนุษย์มีความสุข  คนทุกคนต้องมีความรักซึ่งกันและกัน  นั่นคือเหตุ  คือปัจจัยให้เกิดความสุข  ตามหลักที่พระพุทธองค์ตรัสว่า “อพฺยาปชฺฌํ  สุขํ โลเก”  ความไม่เบียดเบียนกันเป็นสุขในโลก  โลกมนุษย์จะมีความร่มเย็นเป็นสุข  ทุกคนต้องใช้เมตตาธรรมประจำใจ  จะทำ จะพูด จะคิดอะไร  ต้องทำต้องพูดต้องคิด  ด้วยเมตตาธรรม  นี่คือหลักค้ำประกันให้คนในสังคมมีความสุข  ทุกคนต้องใช้เมตตาธรรม  จำกันไว้ให้ดี

ใช้กรุณาธรรม  คือความสงสารต้องการช่วยเหลือให้คนอื่น  และสัตว์อื่นพ้นจากความทุกข์  พ้นจากปัญหา  นานาประการ  คนที่มีกรุณาธรรมประจำใจ  เมื่อเห็นคนอื่นตกทุกข์ได้ยากลำบากโดยประการใดๆ  ทนดูอยู่ไม่ได้  ต้องหาอุบายเข้าไปช่วยบรรเทาความทุกข์  ความเดือดร้อนของเขาเหล่านั้นทันทีไม่ดูดาย  ใช้อุบายของพระอินทร์เมืองคน  คือเห็นคนอื่นสัตว์อื่นเดือดร้อน  ก็ร้อนใจขึ้นมาทันที  ไม่หันรีหันขวางอ้างนั่นอ้างนี่  รีบวิ่งรี่เข้าไปช่วยเหลือทันทีทันควัน  เพื่อช่วยให้เขาเหล่านั้นพ้นจากความทุกข์ความเดือดร้อน  ตามสติกำลังความสามารถที่จะช่วยได้  ถ้าทุกคนใช้กรุณาธรรม  มีความสงสารต้องการช่วยเหลือคนอื่นพ้นจากความทุกข์เช่นนี้  นี่คือคนดีใช้ธรรม  นำมาพอเป็นตัวอย่าง

ใช้มุทิตาธรรม พลอยดีใจในเมื่อเห็นคนอื่นได้ดี  ธรรมะข้อนี้มีความสำคัญมาก  ถ้าหากคนเราทุกคนในสังคมมีค่านิยม  นิยมในการใช้มุทิตาธรรม  คือเมื่อเราเห็นคนอื่นทำดีได้ดี  มีความนิยมในการใช้มุทิตาธรรม  คือเมื่อเราเห็นคนอื่นทำดีได้ดี  มีความสุข  ความเจริญ  มีความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน  เจริญด้วยลาภ  ยศ  สรรเสริญ  สุข  เราก็พลอยดีใจ  อนุโมทนาสาธุ  ขอให้เขามีความเจริญยิ่งๆ ขึ้นไป  นี่คือวิสัยผู้ใช้มุทิตาธรรม  ถ้าทุกคนในสังคมพากันนิยมใช้ธรรมะข้อนี้กันให้มากๆ สังคมก็จะมีแต่ความร่มเย็นเป็นสุข  เพราะทุกคนมีดีใจ  มีความพอใจในความดีของกันและกัน  แต่เท่าที่สังเกตเห็นคนส่วนใหญ่ในสังคมปัจจุบันทุกวันนี้  คนเรามักจะพากันลืมในการใช้ธรรมข้อ  “มุทิตา”  เห็นคนอื่นทำดีได้ดีมีลาภ  ยศ  สรรเสริญ  สุข  แทนที่จะพลอยดีใจด้วย  กลับมีความอิจฉาริษยาในความดีของคนอื่น  เห็นคนอื่นได้ดีแล้วทนอยู่ไม่ได้  หรือมีใครพูดถึงความดีของคนอื่นโดยเป็นคนที่ตนเองไม่ชอบแล้ว  มันทนฟังไม่ได้  เหมือนเอาของแหลมมาทิ่มแทงหัวใจ  ทนฟังไม่ได้  ส่ายหน้า  สั่นหัว  ดูเอาเถอะ!  พวกอิจฉาตาไฟ  สร้างความเสนียดจัญไรให้แก่ตัวเองแท้ๆ…อนิจจา! คนเอ๋ยคน  หันมาในใจทางนี้กันหน่อยดีไหม  จิตใจจะได้เบาสบาย  หันมาใช้มุทิตาธรรม  พลอยดีใจ  ชื่นใจ  ในเมื่อเห็นคนอื่นเขาทำดีแล้วได้ดี  เท่านี้ก็หมดเรื่องจะไปเปลืองตัวกับความอิจฉาริษยาทำไมกันเล่า  มันเผาไหม้เกรียมเปล่าๆ  แล้วก็เศร้าใจเสียใจตลอดชีวิต  พิชิตความอิจฉาริษยาด้วยการใช้มุทิตาธรรมกันเถิดท่านที่รักทั้งหลาย  จิตใจของเราจะได้เบาสบาย  ไร้ปัญหาโดยประการทั้งปวง

ใช้อุเบกขาธรรม  อุเบกขาวางใจให้เป็นกลาง  ไม่เข้าข้างอคติ  ลำเอียงเพราะชอบ  ลำเอียงเพราะชัง  ลำเอียงเพราะขลาด  ลำเอียงเพราะเขลา  เอาใจตั้งไว้ตรงกลาง  ทุกอย่างก็จะมีความเป็นธรรม  ความยุติธรรม  ความเสมอภาค  ถ้าหากต้องการให้เกิดความยุติธรรมในสังคม  ก็ต้องใช้อุเบกขาธรรม เพราะอุเบกขานั่นแหละ  คือความเป็นธรรม  ความยุติธรรม  จึงขอฝากท่านทั้งหลายให้พาใช้อุเบกขาธรรมกันเถิด  จะเกิดศิริมงคลส่งผลให้คนในสังคมมีแต่ความร่มเย็นเป็นสุข  ปราศจากทุกข์นานัปการ  แต่เหตุการณ์ในสังคมทุกวันนี้  สังเกตให้ดีหาคนอยู่ตรงๆ ไม่ค่อยจะได้  มีแต่พวกเอียงซ้าย  เอียงขวา  เอียงหน้า  เอียงหลัง  บางคนลำเอียงเพราะชอบ (ฉันทาคติ)  ลงได้ชอบใครแล้วมันจะชั่วเลวอย่างไรก็ชอบใจ  พอใจอยู่นั่นแหละ  แต่บางคนก็เอียงเพราะชัง (โทสะคติ)  ลงได้ชังแล้ว  จะทำดีทำชอบอย่างไร  ก็ยอมรับ ยังเกลียด ยังชังอยู่นั่นแหละ  ด้วยเหตุที่คนเรามีอคติ  ไม่ใช้อุเบกขาธรรมนี้เองแหละ  สังคมมนุษย์จึงเต็มไปด้วยความสับสนวุ่นวาย  กลายเป็นสังคมคนป่า  หาความสงบสุขมิได้

คนดีใช้ธรรม  คนระยำใช้กิเลส  บุคคลทั้งสองประเภทนี้  มีผลกระทบต่อสังคมแห่งการอยู่ร่วมกัน  ไม่เสมอกัน  ไม่เหมือนกัน  แตกต่างกัน  คนดีใช้ธรรม  ทำให้สังคมมีความร่มเย็นเป็นสุข  เพราะคนในสังคมมีความรัก  ความสามัคคี  ไม่มีการเอารัดเอาเปรียบเหยียบย่ำทำลายกัน  อยู่กันฉันท์มิตรมีน้ำจิตเอื้อเฟื้อเกื้อกูลกัน  เพราะต่างคนต่างก็ใช้ธรรมะ  ในชีวิตประจำวัน  จะทำอะไร  จะพูดอะไร  จะคิดอะไรก็ใช้ธรรมนำหน้า  ใช้ปัญญาเป็นเครื่องนำทาง  ต่างคนต่างก็มีหิริ ความละอายต่อความชั่ว  มีโอตตัปปะ  กลัวต่อผลของบาปกรรม  ดังนั้น  ผลกระทบซึ่งเกิดจากพฤติกรรมของคนดีใช้ธรรม  จึงมีแต่ความสงบสุข  ทุกประการ

ส่วนในด้านคนระยำใช้กิเลสนั้น  เป็นเหตุทำให้สังคมจมอยู่ในปลักแห่งความทุกข์  ความเดือดร้อน  ส่งผลสะท้อนต่อสังคมในทางลบ  ทำให้คนในสังคมประสบกับปัญหานานาประการ  เพราะสันดานของคนระยำนั้น  สร้างแต่บาปทำแต่อกุศล  จึงส่งผลให้ได้รับความทุกข์ในปัจจุบันทันตาเห็น  เพื่อเป็นหลักประกันให้เกิดความสงบสุข  และความปลอดภัยในชีวิต  ขอสะกิดให้ท่านทั้งหลายใช้ธรรมกันเถิด  จะเกิดศิริมงคลส่งผลให้มีแต่ความสงบสุขทุกประการ

พวกคนดี ใช้ธรรม ประจำจิต

นำชีวิต      สู่ความสุข     ทุกสมัย

คนใช้ธรรม  นำชีวิต  ศิวิไลซ์

อยู่ที่ไหน    ก็ปลอดภัย  ทุกประการ

เมื่อคนดี    ใช้ธรรม    ประจำอยู่

ในสังคม    ทุกหมู่       คู่ประสาน

ก็ทำให้      ทุกคน       สุขสำราญ

ใจเบิกบานเพราะใช้ธรรม นำวิญญาณ

เมื่อทุกคน  ใช้ธรรม  นำชีวิต

ก็พิชิต  ปัญหา  นานัปการ

ครองชีวิต  สงบสุข  ทุกประการ

ธรรมบันดาล  สงบเย็น  เป็นนิรันดร์

ด้วยเหตุนี้  ปราชญ์เมธี  จึงเตือนตัก

ให้ทุกคน  รู้จัก  ใช้ธรรมกัน

เมื่อทุกคน  ใช้ธรรม  ประจำวัน

ความสุขสันติ์  ก็เกิดมี  ทุกวี่วัน

คนระยำ  ใช้กิเลส  พระท่านเทศน์

ก็เป็นเหตุ  ให้เกิดทุกข์  ไม่สุขสันต์

เกิดปัญหา  นานา  สาระพัน

ทุกข์ด้วยกัน  ทั่วไป  ในสังคม

คนระยำ  ใช้กิเลส  เศษมนุษย์

เลวที่สุด  ทุกอย่าง  ทางสังคม

อยู่ที่ไหน  ไปที่ไหน  ให้ล่มจม

ทำสังคม  ให้เดือดร้อน  ทุกตอนไป

ด้วยเหตุนี้  ขอคนดี  จงหมายมั่น

พร้อมใจกัน  ใช้ธรรม  ประจำใจ

จะประสบ  ความสุข  ทุกเมื่อไป

อยู่ที่ไหน  เหมือนสวรรค์  ชั้นวิมาน ฯ

 

 

แก่นคน

สารญฺจ  สารโต  ญตฺวา       อสารญฺจ  อสารโต    เต  สารํ  อธิคจฺฉนฺติ      สมฺมาสงฺกปฺปโคจรา.   คนเหล่าใดเห็นสิ่งที่เป็นสาระว่าเป็นสาระ  และเห็นสิ่งที่ไม่เป็นสาระ ว่าไม่เป็นสาระ    ชนเหล่านั้น  มีความดำริชอบเป็นโคจร  ย่อมประสบสิ่งที่เป็นสาระ

แก่นคน ต้นไม้ในป่าธรรมชาติสร้างมามีอยู่ ๒ ชนิด คือ ไม้เนื้อแข็ง  และไม้เนื้ออ่อน  ไม้เนื้อแข็งเป็นต้นไม้ชนิดที่มีแก่น  ไม้เนื้ออ่อนเป็นต้นไม้ชนิดที่ไม่มีแก่น   ในบรรดาต้นไม้สองชนิดนี้  ต้นไม้ที่มีแก่นมีประโยชน์มาก มีค่าสูง ราคาก็แพง  ใคร ๆ ก็ต้องการ  เพราะทนทานแข็งแรง ทนแดด ทนฝน ทนลม ทนฟ้า ฝังไว้ในดินก็ทนอยู่ได้นาน แช่ไว้ในน้ำก็ไม่ผุ อยู่ได้หลายสิบปี  ที่สำคัญคือปลวกไม่กล้าแทะ  นี่แหละคือคุณค่าของไม้มีแก่น  ส่วนไม้เนื้ออ่อนไม่มีแก่นใช้ประโยชน์ได้เหมือนกัน  แต่ไม่มากนัก ค่าก็ไม่สูง ราคาก็ต่ำ  เพราะไม่คงทนแข็งแรง  ตากแดด  ก็ไม่ทน  ถูกฝนมากก็ไม่ได้  ร้ายไปกว่านั้น  ก็คือเป็นเหยื่อปลวกได้ดีนัก  นี่คือลักษณะไม้เนื้ออ่อน  ดังนั้น  คำว่า “แก่น”  จึงหมายถึงสิ่งที่เป็นของแท้ เป็นแก่น เป็นประธาน  เช่น แก่นพระศาสนา ก็หมายถึง ศีล สมาธิ ปัญญา  แก่นสารก็หมายถึงสิ่งที่ตั้งมั่น สิ่งที่ถาวร สิ่งที่ไม่เหลวไหล  นี่คือความหมายของคำว่า “แก่น”  แก่นคน  ก็คือสิ่งที่ทำให้ชีวิตจิตใจของคนหนักแน่นมั่นคง ไม่หวั่นไหวไปตามอำนาจกิเลสตัณหา  ไม้แก่นหรือแก่นไม้  มีประโยชน์แก่คนเราอย่างมหาศาล  เหลือที่จะพรรณนา  แต่ว่าต้นไม้จะมีแก่นหรือเป็นแก่นให้คนเราใช้ประโยชน์ได้ต่าง ๆ นานานั้น  มันก็ยืนหยัดต่อสู้กับดินฟ้าอากาศ  ธรรมชาติมาอย่างยืดเยื้อยาวนาน เพื่อให้มีแก่นให้เป็นแก่น  อนุเคราะห์ช่วยเหลือผู้ต้องการได้  ไม้มีแก่นสามารถอำนวยประโยชน์แก่ผู้ต้องการประโยชน์จากต้นไม้ทุกแง่ทุกมุมในทำนองเดียวกัน   คนเราถ้าพยายามฝึกฝนอบรมตนเองให้เจริญคุณธรรม  และศีลธรรมก็เป็นคนประเภทมีแก่น คือ เป็นคนมีศีลดี มีธรรมงาม   ตามหลักธรรมทางศาสนา  หลักธรรมทางศาสนานั่นแหละ  คือแก่นแท้ของคนเรา  คนที่มีศีลมีธรรมประจำจิตใจ  คนนั้นก็เป็นคนมีแก่น  คนไหนปราศจากศีลธรรม  คนนั้นก็เป็นคนไม่มีแก่น  ต้นไม้ประเภทมีแก่นเป็นต้นไม้มีคุณค่าสูง  เป็นที่ต้องการของคนทั่ว ๆ ไป ฉันใด  คนที่มีจิตใจเต็มเปี่ยมด้วยคุณธรรมศีลธรรมก็เป็นที่ต้องการของคนในสังคม  ฉันนั้นเหมือนกัน  ธรรมะที่จะทำให้คนมีแก่นสารนั้น เรียกว่า “สาระธรรม”  มีอยู่ด้วยกัน ๕ ข้อ คือ  ๑. สัทธาสาระ แก่นคือศรัทธา ความเชื่อ  ๒. สีลสาระ แก่นคือศีล  ๓. สุตสาระ แก่นคือการสดับตรับฟัง  ๔. จาคสาระ แก่นคือการเสียสละ  ๕. ปัญญาสาระ แก่นคือปัญญา  ความเชื่อมั่นคง  ดำรงมั่นในศีล  หมั่นฟังเป็นอาจิณ  ความชั่วทั้งสิ้นต้องสละไป  จะมีชัยต้องมีปัญญา  สัทธาสาระ  แก่นคือศรัทธา ความเชื่อ ศรัทธาที่แปลว่า ความเชื่อนั้น  ท่านผู้รู้ – วิญญูชน  ได้ให้ความหมายไว้ถึง ๔ อย่าง คือ  ๑. กัมมสัทธา เชื่อกรรมคือการกระทำ  ๒. วิปากสัทธา เชื่อผลของกรรม  ๓. กัมมัสสกตาสัทธา เชื่อว่าทุกคนมีกรรมเป็นของ ๆ ตน  ๔. ตถาคตโพธิสัทธา เชื่อปัญญาตรัสรู้ของพระตถาคตเจ้า  กัมมสัทธา  เชื่อกรรมคือการกระทำทางกาย ทางวาจา และทางใจของตน  คนเราจะชั่วจะดี จะมี จะจน  ไม่ใช่เกิดจากสิ่งอื่น หรือสิ่งลึกลับมหัศจรรย์อะไรทั้งนั้นเป็นผู้บันดาล  กรรมคือการกระทำของเรานั่นแหละ  เป็นผู้บันดาล คิดดี พูดดี ทำดี ก็เป็นคนดี มีความสุข  ถ้าคิดชั่ว พูดชั่ว ทำชั่ว  ก็เป็นคนชั่ว มีความทุกข์  มีความเดือดร้อนตลอดเวลา  ดังนั้น เมื่อเราเชื่อกรรมการกระทำของตนเช่นนี้  เราจึงควรเลือกคิด เลือกพูด เลือกทำ แต่กรรมที่ดี  จะได้เป็นสิริมงคลส่งผลให้มีความสุขในที่ทุกสถานในกาลทุกเมื่อ  นี่คือ “กัมมสัทธา” เชื่อกรรม  วิปากสัทธา  เชื่อผลของกรรมคือการกระทำทางกาย ทางวาจา ทางใจ คือทำ พูด คิดอย่างไร  ก็ย่อมได้รับผล อย่างนั้น  ทำดี พูดดี คิดดี ก็ได้รับผลดี  ถ้าทำชั่ว พูดชั่ว  คิดชั่ว  ก็ได้รับผลชั่ว  หว่านพืชเช่นไร  ได้ผลเช่นนั้น  นี่คือความหมาย “วิปากสัทธา” เชื่อผลของกรรม  กัมมัสสกตาสัทธา เชื่อว่าสัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของ ๆ ตน คือคนเราเมื่อทำกรรมอะไรลงไปแล้ว  กรรมนั้นก็ต้องเป็นของ ๆ เรา จะยกกรรมที่เราทำให้คนอื่นไม่ได้  ใครทำก็ต้องเป็นของคนนั้น  นี่คือความหมาย “กัมมัสสกตาสัทธา” เชื่อว่ามีกรรมเป็นของ ๆ ตน  ตถาคตโพธิสัทธา เชื่อปัญญาตรัสรู้พระตถาคตเจ้า  คือเชื่อธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าว่า  พระองค์ทรงสอนอย่างไร  ก็เป็นอย่างนั้นไม่แปรผันเป็นอย่างอื่นไปได้  การเชื่อปัญญาตรัสรู้ของพระตถาคตเจ้านั่นแหละ  เป็นความเชื่อที่ดีที่สุด  ถูกต้องที่สุด  คนเราทำอะไรลงไป  ต้องอาศัยศรัทธาความเชื่อเป็นปัจจัยสำคัญที่จะผลักดันให้ลงมือทำในสิ่งนั้น ๆ ได้  ถ้าไม่มีศรัทธาความเชื่อแล้ว  คนเราก็ทำอะไรไม่ได้  ดังนั้น  ศรัทธา ความเชื่อจึงเป็นเสมือนหนึ่งว่า เพื่อน คอยเตือนให้คนเราทำอะไรให้สำเร็จได้  ขาดเพื่อนก็เหมือนขาดปัจจัยสำคัญไป  ทำอะไรลงไปก็ไม่ประสบผลสำเร็จ  ด้วยเหตุนี้  คนเราจึงจำเป็นต้องมีศรัทธาเป็นเพื่อนคอยเตือนตลอดเวลา สทฺธา  ทุติยา  ปุริสสฺส  โหติ. ศรัทธาเป็นเพื่อนที่สองของคน  คนเราที่ลงมือทำอะไรให้ดำเนินไปได้นั้น  เพราะมีศรัทธาเป็นเพื่อนคอยเตือนให้ทำงานตามหน้าที่  ไม่ผัดวันประกันเวลาในการทำงาน ต้องทำงานให้ต่อเนือง ทำสม่ำเสมอไม่ขาดสาย  ผลสุดท้ายงานก็สำเร็จด้วยดี  เพราะมีศรัทธาเป็นเพื่อนและศรัทธานั้นก็ต้องเป็นศรัทธาที่ประกอบด้วยปัญญาด้วยจึงจะเป็นศรัทธาที่แท้จริง คือ “สัทธาญาณสัมปยุต” ศรัทธาประกอบด้วยปัญญาศรัทธาตั้งมั่นแล้วยังประโยชน์ให้สำเร็จ  ประโยชน์ตน ประโยชน์คนอื่น  ประโยชน์ปัจจุบัน ประโยชน์อนาคต  ประโยชน์อย่างยิ่ง คือนิพพานความดับทุกข์  ถ้าศรัทธาตั้งมั่นแล้ว  ก็สำเร็จได้ทั้งนั้น  ด้วยเหตุนี้  คนที่มีศรัทธาตั้งมั่นแล้ว  จึงเป็นคนมีแก่น  เพราะไม่หวั่นไหวต่ออุปสรรค จิตใจหนักแน่นมั่นคง  ประกอบกิจอะไรลงไปก็สำเร็จได้  ศรัทธาจึงเป็นแก่นคน (สัทธาสาระ)  สีลสาระ  แก่นคือศีล  ศีลได้แก่พฤติกรรมทางกาย ทางวาจา เรียบร้อย  พฤติกรรมทางกายไม่เป็นโทษแก่ใคร ๆ พฤติกรรมทางวาจาก็ไม่เป็นภัยแก่คนอื่น  เรียกว่าเป็นคนมีศีล คนมีศีลเป็นคนมีแก่นเพราะมีกายสุจริต มีวาจาสุจริต  คนมีกายสุจริต  มีวาจาสุจริตเป็นคนมีแก่น  สีละแปลว่าปกติ สีละแปลว่าเย็น  สีละแปลว่าหนักแน่นมั่นคง  คนมีศีลมีปกติ มีวาจาปกติ ไม่ทำชั่วทางกาย ไม่พูดชั่วทางวาจา ดังนั้น  ศีลจึงเป็นแก่นของคน (แก่นคน) แก่นคนคือศีล   คนมีศีล สิ้นวุ่นวาย หายเดือดร้อน  จะหลับนอน ก็เป็นสุข ทุกข์ห่างเหิน  ทำอะไร จิตใจ ใฝ่เพลิดเพลิน  สุขเจริญ เป็นนิรันดร์ ไม่ผันแปร  สุตะสาระ แก่นคือการสดับตรับฟังธรรมะคำสอนในทางพระพุทธศาสนา การฟังมาก เป็นการเรียนรู้ทางโสตะ ประสาท  ทำให้คนเรามีความรู้ มีความเข้าใจมากในเรื่องต่าง ๆ ที่ได้ฟังมาจึงทำให้เป็นพหูสูต  คงแก่เรียน การฟังนั้นเป็นเหตุให้ได้ฟังสิ่งที่ไม่เคยฟัง สิ่งใดเคยฟังแล้ว  แต่ไม่เข้าใจชัดย่อมเข้าใจสิ่งนั้นชัด ถ้ามีความเห็นผิดมาก่อน  ก็ทำให้มีความเห็นถูกต้องได้เพราะการฟัง  บรรเทาความสงสัยต่าง ๆ เสียได้  จิตใจของผู้ฟังย่อมผ่องใส  ด้วยเหตุผลดังที่กล่าวมา  สุตะ การสดับตรับฟัง จึงเป็นแก่นคน  คนเราจะเป็นคนฉลาด เป็นนักปราชญ์ผู้มีปัญญา  ต้องอาศัยการฟังเป็นปัจจัยสำคัญ  ถ้าปราศจากสุตะการฟังเสียแล้ว  คนเราจะเป็นคนฉลาด เป็นปราชญ์มีปัญญาได้อย่างไร  เมื่อไม่มีความฉลาด ไม่มีความเปรื่องปราดด้วยสติปัญญาแล้ว  จะเป็นคนมีแก่นกันได้อย่างไร  ใครต้องการเป็นคนมีแก่นก็ต้องมีใจหนักแน่นในการสดับตรับฟัง  สดับตรับฟังมากเท่าไร  แก่นคนก็แข็งแรงมากเท่านั้น  นี่คือ “แก่นคน” ในข้อที่ว่า “สุตสาระ”  แก่นคือการฟังนำมาเสนอท่านทั้งหลายโดยย่อพอเป็นตัวอย่างในทางศึกษาหาความรู้ต่อไป  จาคะสาระ  แก่นคือการเสียสละ บริจาค  จาคะมีสองความหมาย คือเสียสละภายนอก ได้แก่การบริจาควัตถุสิ่งของต่าง ๆ เพื่อสงเคราะห์อนุเคราะห์แก่คนอื่น  ตามกำลังความสามารถที่จะทำได้  อย่าให้เกินกำลัง ให้รู้จักประมาณในการบริจาค  เพราะความรู้จักประมาณยังประโยชน์ให้สำเร็จ  คนตกทุกข์ได้ยากยังมีอยู่มากในสังคมแห่งการอยู่ร่วมกัน  ต้องอาศัยคนผู้มีน้ำใจ  เมตตากรุณาสงสารสงเคราะห์คนเหล่านั้นให้พวกเขามีความเป็นอยู่อย่างไม่ต้องทนทรมานมากจนเกินไป  นี่คือการเสียสละภายนอก  คือการบริจาควัตถุสิ่งของเท่าที่จะทำได้ตามกำลังความสามารถ  อีกความหมายหนึ่งของ “จาคะ” คือการเสียสละภายใน การเสียสละภายในเป็นเรื่องสำคัญมาก  แต่หากไม่ค่อยจะมีการพูดถึงกัน  พากันพูดถึงแต่การเสียสละภายนอก  จึงขอบอกว่า การเสียสละภายนอกจะเกิดจะมีขึ้นได้  ก็ต้องอาศัยการเสียสละภายในเป็นปัจจัยผลักดัน  เช่นคนจะให้วัตถุสิ่งของได้ก็ต้องเสียสละภายใน คือ “มัจฉริยะ” ความตระหนี่เห็นแก่ตัวเสียก่อน  จึงจะให้วัตถุสิ่งของได้ ดังนั้น  การเสียสละภายในจึงเป็นสิ่งสำคัญยิ่งกว่าการเสียสละภายนอก  การเสียสละภายใน ได้แก่การเสียสละอะไร ?  การเสียสละภายในนั้น  ได้แก่การเสียสละความชั่ว ความไม่ดี กิเลสตัณหาอันฝังแน่นอยู่ภายในจิตใจออกไป  อย่าให้ความชั่วกิเลสตัณหาเหล่านั้น  ฝังแน่นอยู่ภายในจิตใจอีกต่อไป  กิเลสประเภท ความโลภ ความโกรธ ความหลง ทิฎฐิมานะ  อิจฉาริษยา นินทาว่าร้าย ความชั่วทั้งหลายเหล่านี้  เป็นสิ่งไม่ดี  เป็นของบูดของเน่าของเหม็น  ของไม่เป็นสิริมงคล ของไม่ดีเหล่านี้  อย่าปล่อยไว้ให้มันหมักมันดองอยู่ในจิตใจ เพราะถ้าปล่อยให้กิเลสความเศร้าหมองเหล่านี้ หมักดองอยู่ในจิตใจ จิตใจก็จะเศร้าหมองไปด้วยกิเลสตัณหาอารมณ์ฝ่ายต่ำเหล่านั้นด้วย ดังนั้น จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเสียสละกิเลสประเภท ความโลภ ความโกรธ ความหลง ทิฏฐิมานะ อิจฉาริษยา นินทาว่าร้าย ให้หายไปจากจิตใจ อย่าปล่อยไว้ให้มันทำลายจิตใจอีกต่อไป เมื่อสละกิเลสทั้งหลายออกไปจากจิตใจได้แล้ว จิตใจก็จะมีแต่แก่น ดังนั้น จาคสาระ จึงเป็นแก่นของคน คนไหนมี “จาคะสาระ” คนนั้นก็เป็นคนมีแก่น ได้พูดถึงการเสียสละมาพอสมควรแล้วต่อไป ก็ขอเข้าสู่ประเด็น “ปัญญาสาระ” แก่นคือปัญญา  ปัญญาสาระ แก่นคือปัญญา แก่นคนข้อสุดท้ายคือ ปัญญา ทำไมปัญญาจึงเป็นแก่นคน ปัญญาที่เป็นแก่นคน ก็เพราะปัญญาเป็นแสงสว่างของคนในโลก แสงสว่างอื่นเสมอด้วยปัญญาไม่มี ปัญญาเป็นแก้วของนรชน ปัญญาปกครองคนได้ ปญฺญา  โลกสฺมิ  ปชฺโชโต. ปัญญาเป็นแสงสว่างในโลก นตฺถิ  ปญฺญาสมา  อาภา. แสงสว่างอื่นเสมอด้วยปัญญาไม่มี ปญฺญา  นรานํ  รตนํ. ปัญญาเป็นแก้วของนรชน ปญฺญา  เจนํ  ปสาสติ. ปัญญาปกครองคนได้  คนเราจะครองชีวิตอยู่ในโลกให้มีความเจริญก้าวหน้าในด้านต่าง ๆ และมีความปลอดภัยได้ ต้องอาศัยปัญญาเป็นเครื่องนำทาง ปัญญานั้นแหละเป็นแสงสว่างนำทางให้คนเราดำเนินชีวิตไปในทางที่ถูกต้อง ถ้าขาดปัญญาก็อุปมาเหมือนอยู่ในที่มืดมองไม่เห็นทิศทางเคว้งคว้างไปตามกรรม ดังนั้น ปัญญาจึงเป็นแสงสว่างในโลก เป็นแสงสว่างของคนที่อาศัยอยู่ในโลก คนที่อาศัยอยู่ในโลก ต้องอาศัยปัญญาเป็นเครื่องนำทาง ชีวิตจึงจะพบกับความสว่างมองเห็นทางดำเนินชีวิตไปในทางที่ถูกต้องชอบธรรม  การมีชีวิตอยู่ในโลกทุกวันนี้ ต้องอยู่กันด้วยปัญญา ชีวิตที่เป็นอยู่ด้วยปัญญา เป็นชีวิตอันประเสริฐ เกิดมาเป็นคนกับเขาทั้งชาติต้องเป็นคนฉลาด ครองชีวิตอยู่ด้วยปัญญา แสงสว่างอื่นเสมอด้วยปัญญาไม่มี ไม่มีแสงสว่างอะไรเสมอด้วยปัญญา พระอาทิตย์ส่องแสงสว่างในเวลากลางวัน พระจันทร์ส่องแสงสว่างในเวลากลางคืน แสงสว่างอื่น ๆ ก็ส่องแสงสว่างในขอบเขตจำกัด ข้อสำคัญแสงสว่างอันเกิดจากดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ จากประทีปโคมไฟ แสงสว่างจากกระแสไฟฟ้าเหล่านี้ ไม่สามารถส่องเข้าไปสู่จิตใจอันมืดบอดไปด้วยกิเลสตัณหาของคนเราได้ นอกจากแสงสว่างคือปัญญาเท่านั้น ที่จะส่องเข้าไปสู่จติใจอันมืดบอด ด้วยกิเลสตัณหาของคนเราได้ ดังนั้น แสงสว่างอื่นจึงเสมอด้วยปัญญาไม่มี ปัญญาเป็นแก้วของนรชน คนที่มีปัญญาเป็นคนที่มีแก้วสารพัดนึก คือจะนึกเอาอะไรก็ได้ตามความปรารถนา ดำดิน บินบน ล่องหน หายตัว ทุกวันนี้ก็มีให้เห็นกันอยู่แล้ว ส่งยานอวกาศไปสำรวจนอกโลก นานกันเป็นเดือนเป็นปี ก็มีให้เห็นกันอยู่ในปัจจุบัน ท้ายที่สุดพระพุทธองค์ทรงย้ำว่า ปัญญาปกครองคนได้ คนมีปัญญาจะปกครองตนเองก็ได้ ปกครองคนอื่นก็ไม่มีปัญหา ที่มีปัญหากันอยู่ทุกวันนี้ เพราะใช้คนปกครองคน ไม่ใช้ปัญญาปกครองจึงเกิดปัญหา ดังนั้น ถ้าไม่ต้องการให้เกิดปัญหาในการปกครอง ก็ตัองใช้ปัญญาปกครองคน อย่าใช้คนปกครอง ถ้าใช้คนปกครองคนก็จะหนีไม่พ้นจากปัญหา พระศาสดาตรัสว่า “ปัญญาปกครองคนได้” โปรดจำกันไว้ให้ดี แล้วใช้ปัญญาปกครองคนกันต่อไป สังคมจึงจะไร้ปัญหา ที่กล่าวมานี้ คือเรื่องของ “ปัญญาสาระ” แก่นปัญญา แก่นคนข้อสุดท้ายได้แก่ปัญญา ใครมีปัญญาดังกล่าวมา คนนั้นก็มีแก่น  แก่นคนคืออะไร? แก่นคนได้แก่ “สาระธรรม” ๕ ประการ คือ สัทธาสาระ แก่นคือศรัทธา, สีลสาระ, แก่นคือศีล, สุตะสาระ แก่นคือการสดับตรับฟัง, จาคะสาระ แก่นคือการเสียสละ, ปัญญาสาระ แก่นคือปัญญา คนไหนประพฤติปฏิบัติทั้ง ๕ ข้อนี้ ให้สมบูรณ์บริบูรณ์ดี คนนั้นก็เป็นคนมีแก่น ดังนั้น ธรรมทั้ง ๕ ประการ คือ สัทธา, สีละ, สุตะ, จาคะ, และปัญญา จึงเป็นแก่นคน   หนึ่งให้มี  ศรัทธา  อย่าประมาท    อย่าให้ขาด  เมื่อให้ทาน   การกุศล  ศรัทธาช่วย  อวยสุข  ให้ทุกคน   จะเกิดผล เพราะศรัทธา พานำทาง   จะทำใด ไตร่ตรอง ถึงสองชั้น  อย่าผลุนผลัน เชื่อง่าย ไร้เหตุผล  จะทำบุญ สุนทาน การคบคน  อย่าลุกลน จะถูกหลอก บอกให้จำ   ลิงหลอกเจ้า เข้าตำรา นั่นน่าคิด  ควรพินิจ คำโบราณ ท่านขานไข  คนหน้าไหว้ หลังหลอก ท่านบอกไว้  อย่าตายใจ เชื่อตาม คำของมัน   คิดให้ดี อย่าผลีผลาม จะงามหน้า  ใช้ปัญญา ถี่ถ้วน ควรไต่ถาม  หาเหตุผล เสียก่อน ก่อนทำตาม  ศรัทธางาม อย่างนี้ ดีนักแล    ข้อที่สอง ต้องรักษา ศีลห้าด้วย  เอาศีลช่วย ปราบกิเลส เหตุเศร้าหมอง  ควรรักษา กายวาจา อย่าคะนอง  ปราบจองหอง ด้วยศีล สิ้นหยาบคาย     กาย-วาจา ถ้ายังหยาบ ปราบเสียบ้าง  เอาศีลล้าง หยาบคาย หายเศร้าหมอง  คนมีศีล กายดี เหมือนสีทอง  วาจาผ่อง พูดจา ก็น่าฟัง        รักษากาย  วาจา อย่าประมาท  พุทโธวาท สอนไว้ ในหมวดศีล  ให้ชำระ กาย-วาจา อันราคิน  ด้วยองค์ศีล ให้สะอาด ปราชญ์นิยม       คนมีศีล สิ้นวุ่นวาย หายเดือดร้อน  จะหลับนอน ก็เป็นสุข ทุกข์ห่างเหิน  ทำอะไร จิตใจ ใฝ่เพลิดเพลิน  สุขเจริญ เป็นนิรันดร์ ไม่ผันแปร       ข้อที่สาม หมั่นสดับ รับโอวาท  อย่าให้ขาด การฟังธรรม พระพร่ำสอน  ฟังแล้วจำ ขึ้นใจ ให้แน่นอน  ฟังไว้ก่อน นั่นแหละดี มีปัญญา      ฟังให้ดี มีปัญญา สมาธิ   หมั่นดำริ ตามหลัก แห่งมรรคผล  ฟังอะไร ใฝ่ใจ ให้แยบยล  เป็นมงคล มีปัญญา พารุ่งเรือง       ฟังให้มาก ถ้าอยากรู้ เมื่อครูสอน  อย่าง่วงนอน ตั้งใจ ใฝ่ศึกษา  จะฟังเทศน์ ฟังธรรม ให้นำพา  เกิดปัญญา ก็เพราะฟัง ตั้งใจจริง        คนฟังมาก คงแก่เรียน เพียรอุตส่าห์  มีปัญญา ทรงจำ ในคำสอน  ดำเนินงาน ด้วยปัญญา ให้อาทร  หายเดือดร้อน เพราะการฟัง ดีจังเอย        ข้อที่สี่ มีจาคะ สละออก  พระท่านบอก ให้ทำทาน การกุศล  สละทรัพย์ ทำบุญ อุดหนุนคน  ได้กุศล เพราะทำทาน การแบ่งบัน   ก่อนจะให้ ใจดี มีฉันทะ   เสียสละ ปัจจัย ไม่หวงแหน  เพื่อแลกเปลี่ยน ความดี มีมาแทน  อันเป็นแก่น ที่นิรันดร์ ไม่ผันแปร       สละทรัพย์  ภายนอก ออกสงเคราะห์  ทำให้เหมาะ พอประมาณ การช่วยเหลือ  ให้ด้วยจิต สงสาร การจุนเจือ  เราช่วยเหลือ เขาดีใจ ใฝ่ขอบคุณ        นี่คือให้ สิ่งภายนอก บอกให้รู้  ส่วนศัตรู ภายใน ใจสถุล  ต้องสละ มันไป ให้สมดุล  จิตใจขุ่น มัวหมอง ต้องละมัน         ควรสละ สิ่งภายใน จิตใจชั่ว  ความหมองมัว ในใจ ให้ละเสีย  อย่าปล่อยไว้ ทำใจ ให้อ่อนเพลีย  ละมันเสีย ใจสะอาด ปราศมลทิน         ข้อที่ห้า ปัญญาดี มีสาระ   ข้อนี้ละ ยิ่งสำคัญ ชั้นหัวแถว  จะทำงาน เรื่องใด ให้เข้าแนว  ก็ต้องแล้ว แต่ปัญญา พานำทาง         ปัญญาดี มีไว้ ใช้ประโยชน์  ทำลายโทษ ทุกอย่าง ให้ห่างหนี  จะหนีทุกข์ พบสุขได้ หายราคี  ปัญญาดี จึงจะถึง ซึ่งนิพพาน        ปัญญาเกิด คราใด ใจเป็นพระ  ย่อมชนะ กิเลสมาร ที่ผลาญเผา  ทำลายชั่ว ตัวโมหา พามัวเมา  ไม่โศกเศร้า หายห่วง พ้นบ่วงมาร   โปรดใฝ่หา ปัญญา อย่าเกียจคร้าน  เพื่อปราบมาร ภายใน ให้สาปสูญ  กิเลสร้าย ภายใน ไม่พอกพูน  เพราะสมบูรณ์ ด้วยปัญญา พารุ่งเรือง        ขณะใด มีปัญญา พารุ่งโรจน์  ไม่มีโทษ ไม่มีภัย ไกลสงสาร  จะคิดอ่าน เรื่องใด ใจสำราญ  พบนิพพาน สุขสันต์ นิรันดร         สาระธรรม ที่กล่าวมา ห้าข้อนี้   เป็นของดี มีสาระ พระท่านสอน  ควรใฝ่หา สาระธรรม ตามคำกลอน  ที่กล่าวสอน มาแต่ต้น จนสุดท้าย        สัทธา-ศีล สุตะ และจาคะ  ข้อหนึ่งละ คือปัญญา พาทีไข  ทั้งห้านี้ เป็นของดี ไม่มีภัย   โปรดจำไว้ แล้วทำตาม งามจริงเอย  นอกจาก “สาระธรรม” ดังที่กล่าวมานี้  จะเป็นแก่นของคนแล้วธรรมอื่น ๆ  ธรรมหมวดอื่น ๆ ทั้งหมด  ก็ล้วนเป็นแก่นของคนทั้งนั้น  คุณธรรม ศีลธรรม  จริยธรรมทั้งหลายที่พระพุทธองค์ได้ทรงแสดงบรรยายไว้ในพระไตรปิฎก  ล้วนแล้วแต่เป็นแก่นของคนสำหรับผู้ที่นำไปประพฤติปฏิบัติตาม  เพราะธรรมะคำสอนของพระตถาคตเจ้าจะเป็นประโยชน์แก่ใครก็เฉพาะผู้ที่ประพฤติปฏิบัติตามเท่านั้น   พหูนํ   วต   อตฺถาย   อุปฺปชฺชนฺติ  ตถาคตา   อิตฺถีนํ  ปุริสานญฺจ     เย  เต  สาสนการกา.  การอุบัติขึ้นของพระตถาคตเจ้า  จะเป็นประโยชน์แก่คนหมู่มากคือบุรุษและสตรี  ก็เฉพาะผู้ปฏิบัติตามคำ สอนเท่านั้น  แก่นคน  ที่สำคัญที่สุดก็สรุปลงที่ ศีล สมาธิ  และปัญญานั้นเอง  เพราะศีล สมาธิ ปัญญา เป็นหลักธรรมในทางพระพุทธศาสนา  ซึ่งมาจากอริยมรรคมีองค์แปด คือ สัมมาทิฎฐิ, สัมมาสังกัปปะ, สัมมาวาจา, สัมมา       กัมมันตะ, สัมมาอาชีวะ, สัมมาวายามะ, สัมมาสติ, สัมมาสมาธิ  สัมมาวาจา, สัมมากัมมันตะ, สัมมาอาชีวะ  จัดเป็นหมวดศีล  สัมมาวายามะ, สัมมาสติ, สัมมาสมาธิ   จัดเป็นหมวดสมาธิ  สัมมาทิฎฐิ, สัมมาสังกัปปะ  จัดเป็นหมวดปัญญา  ผู้ปฏิบัติตาม ศีล สมาธิ ปัญญา  ให้สมบูรณ์บริบูรณ์ดีแล้วจึงได้ชื่อว่าเป็นคนมีแก่นที่แท้จริง ดังนั้น  แก่นแท้ แก่นจริง ๆ ของคนเรา  จึงได้แก่ ศีล สมาธิ และปัญญา  สรุปแก่นคน  จึงได้แก่ ศีล สมาธิ ปัญญา  ดังที่ได้กล่าวมาโดยย่อพอเป็นตัวอย่างนี้แล  ใครต้องการเป็นคนมีแก่น  และเป็นแก่นที่แท้จริง มั่นคง ถาวร  ก็ต้องสมาทานตั้งมั่นประพฤติปฏิบัติตามอริยมรรคมีองค์แปด  อันได้แก่ ศีล สมาธิ และปัญญา  ดังบรรยายมานี้แล   สัทธา-ศีล สุตะ และจาคะ  อีกข้อละ คือปัญญา พาทีไข  หากพระธรรม ห้าข้อนี้ มีในใจ  ของคนใด นั่นแหละ คือแก่นคน   คนมีแก่น แสนประเสริฐ เลิศมนุษย์  มีจิตใจ บริสุทธิ์ ไม่ขุ่นข้น  กิเลสใหญ่ ทั้งหลาย ไม่ระคน  เขาเป็นคน ควรเชิดชู และบูชา   แก่นของคน เกิดจากผล การทำดี  การพูดดี การคิดดี มีที่มา  การทำดี พูดดี ด้วยวาจา  เป็นที่มา แก่นคน โปรดสนใจ   คนมีแก่น แสนดี มีคุณค่า  เป็นสง่า มีคำ น่าสนใจ  ทำอะไร พูดอะไร คิดอะไร  ก็เป็นไป แต่ในทาง สร้างความดี   ด้วยเหตุนี้ ปราชญ์-เมธี จึงเตือนตัก  ให้ทุกคน รู้จัก ทำความดี  เพราะจะทำ ให้เรา มีศักดิ์ศรี  เป็นคนดี ของสังคม นิยมธรรม   เมื่อพระธรรม เป็นแก่นคน ดังกล่าวนี้  จึงขอให้ คนดี มีพระธรรม  เพื่อส่งเสริม จิตใจ ให้ชื่นฉ่ำ  ในพระธรรม ตลอดกาล เป็นนิจเทอญ

พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า “โย โหติ พฺยตฺโต จ วิสารโท พหุสฺสุโต
ธมฺมธโร จ โหติ ธมฺมสฺส โหติ อนุธมฺมจารี ส ตาทิโส วุจฺจติ สงฺฆโสภโณติ”
แปลว่า ผู้ใดเป็นคนฉลาด กล้าหาญ มีความรู้ดี เป็นผู้ทรงจำพระธรรมและปฏิบัติตามธรรมสมควรแก่ธรรม ผู้นั้น เรียกว่าเป็นสังฆโสภณ
พระเดชพระคุณพระวิเทศธรรมรังษี หรือ หลวงตาชี เป็นพระสังฆโสภณ คือทำให้หมู่คณะงดงาม เพราะท่านมีคุณธรรมทั้ง ๕ประการข้างต้น เป็นพระกล้วยไม้ ไปอยู่ที่ไหนก็ดี ความงดงามขึ้นที่นั่น อยู่ประเทศไทย คณะสงฆ์ประเทศไทยก็งดงาม ครั้นมามาอยู่กรุงวอชิงตัน,ดี.ซี.ประเทศสหรัฐอเมริกา ก็ทำให้คณะสงฆ์ไทยในประเทศสหรัฐอเมริกางดงาม
ในโอกาสที่พระเดชพระคุณเจริญอายุวัฒนมงคล ๘๘ ปี ขอตั้งกัลยาณจิตอธิษฐานให้พระเดชพระคุณเจริญรุ่งเรือง งอกงามไพบูลย์ในร่มธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นร่มโพธิ์ร่มไทร เป็นผู้นำทางสติปัญญาของศิษยานุศิษย์ตราบนานเท่านาน
พระพรหมบัณฑิต
(ประยูร ธมฺมจิตฺโต)
อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
กรรมการมหาเถรสมาคม

กรุณากดอ่านเนื้อหาหนังสือทั้งหมดที่นี่ Download