Blog Archives
ทาส-ไท
ลุทฺโธ อตฺถํ น ชานาติ ลุทฺโธ น ปสฺสติ
อนฺธตมํ ตทา โหติ ยํ โลโภ สหเต นรํ.
คนโลภย่อมไม่รู้อรรถ คนโลภย่อมไม่เห็นธรรม ความโลภครอบงำนรชนเมื่อไร ความมืดมิดย่อมมีเมื่อนั้น
กุทฺโธ อตฺถํ น ชานาติ กุทฺโธ ธมฺมํ น ปสฺสติ
อนฺธตมํ ตทา โหติ ยํ โกโธ สหเต นรํ.
คนโกรธย่อมไม่รู้อรรถ คนโกรธย่อมไม่เห็นธรรม ความโกรธครอบงำนรชนเมื่อไร ความมืดมิดย่อมมีเมื่อนั้น
มุฬฺโห อตฺถํ น ชานาติ มุฬฺโห ธมฺมํ น ปสฺสติ
อนฺธตมํ ตทา โหติ ยํ โมโห สหเต นรํ.
คนหลงย่อมไม่รู้อรรถ คนหลงย่อมไม่รู้ธรรม ความหลงครอบงำนรชนเมื่อไร ความมืดมิดย่อมมีเมื่อนั้น
ตั้งอุเทศไว้ว่า “ทาส-ไท” ในประเด็นแรกก็มาทำความเข้าใจกันในคำว่า “ทาส” เสียก่อน “ทาส” นั้น ในพจนานุกรมภาษาไทยให้คำนิยามไว้ว่า ถ้าเป็นนาม “ทาส” นั้นได้แก่ผู้อุทิศตนแก่สิ่งที่ตนเลื่อมใสศรัทธา เช่น เป็นทาสความรู้, ผู้ที่ยอมตนให้ตกอยู่ในอำนาจสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เช่น เป็นทาสการพนัน, เป็นทาสยาเสพติดชนิดต่างๆ, เป็นทาสของความรัก, เป็นทาสเงิน, เป็นบ่าวไพร่ทั่วไป, ผู้ที่ขายตัวเป็นคนรับใช้ หรือที่นายเงินไถ่ค่าตัวมา เรียกว่า ทาสน้ำเงิน, ผู้ที่เป็นเชลยเรียกว่า ทาสเชลย, ทาสทาน ทานอย่างเลว คืออาการโยนให้ หรือให้โดยไม่เต็มใจ, ทาสปัญญา ความคิดต่ำ- ความรู้แบบทาส ปัญญาทาส ผู้ที่เป็นลูกของทาสน้ำเงินเรียกกันว่า ทาสในเรือนเบี้ย นี่คือลักษณะหรือความหมายของคำว่า “ทาส” ตามพจนานุกรมภาษาไทย ให้คำจำกัดความเอาไว้
สังคมโลกยุคก่อนย้อนหลังไปหลายร้อยปีที่ผ่านมา ทั่วโลก เป็นสังคมการปกครองกันตามระบบทาส ไม่ว่าจะเป็นสังคมชาติไหน พูดภาษาอะไร นับถือลัทธิศาสนาอะไรก็ตาม ส่วนใหญ่แล้วก็มีการปกครองคล้ายๆกัน หรือไม่ก็เลียนแบบกัน เอาอย่างกัน ผู้เป็นหัวหน้าหมู่ หัวหน้าคณะ ที่มีอำนาจในทางการเงิน ทำให้มีคนเกรงขาม ก็สถาปนาตัวเองขึ้นเป็นใหญ่ในการปกครอง หรือเป็นผู้นำของกลุ่มชนนั้นๆ กลุ่มชนหรือสังคมจะดำเนินไปในทิศทางไหน ก็ขึ้นอยู่กับผู้นำ ถ้าผู้นำมีสติปัญญาประพฤติตนอยู่ในความชอบธรรม ในปัจจุบันเรียกกันว่า มีวิสัยทัศน์ มีภาวะความเป็นผู้นำ ก็นำสังคมหรือกลุ่มชนไปสู่ความสุข ความเจริญ ความก้าวหน้า และความปลอดภัยในชีวิตในทุกๆ ด้าน บ้านเมืองก็ร่มเย็นเป็นสุข แต่ถ้าตรงกันข้าม ผู้นำไม่มีวิสัยทัศน์ ขาดภาวะเป็นผู้นำ ก็เป็นกรรมของคนในสังคมแห่งการอยู่ร่วมกัน อย่างน่าอนาถใจ
ยุคก่อน สมัยก่อน ตอนที่คนในโลกปกครองกันด้วยระบบทาส ผู้มีอำนาจในการปกครองส่วนใหญ่ได้แก่ กษัตริย์ กษัตริย์จึงเป็นใหญ่ในแผ่นดิน ปกครองโดยวิธีเกณฑ์คนผู้อยู่ใต้บังคับบัญชามาเป็นทาส ให้ทำการทำงาน รับใช้ผู้ครองนคร แบบไม่มีค่าตอบแทนอะไร ทำให้ฟรี ผู้มีอำนาจรองลงมาจากกษัตริย์ระดับต่างๆ ต่างก็มีทาสคอยรับใช้ลดหลั่นกันไปตามขั้นตอน บรรดาทาสทั้งหลาย ทั้งชายหญิง ก็ก้มหน้าก้มตา ทำงานตามคำสั่ง ของนายเหนือหัว สั่งให้ทำอะไรก็ต้องทำ ไม่มีการต่อรอง จะขัดขืนไม่ได้ ใช้แรงกายคล้ายวัว-ควาย ไม่มีผิด ทำงานให้หลวงแต่จะทวงค่าตอบแทนอะไรก็ไม่ได้ ต้องใช้ของตัวเอง กินของตัวเอง บิดพริ้วอะไรไม่ได้ทั้งนั้น ถ้าขัดขืนก็ถูกลงโทษ จับกุมคุมขัง ยังต้องเสียสาอากร (ภาษี) ให้หลวงอีก นี่แหละคือ ระบบทาส ฟังดูมันร้ายกาจน่าหวาดกลัวเหลือกำลัง
ปัจจุบันทุกวันนี้ ระบบทาสได้หมดไปจากสังคมโลกแล้ว อาจจะมีหลงเหลืออยู่บ้าง ก็น้อยมาก ระบบทาสที่ร้ายกาจทารุณได้หายไปจากสังคมโลกประมาณร้อยกว่าปีมานี้เอง เช่นในประเทศสหรัฐอเมริกา และประเทศไทย พวกทาสทั้งหลายได้รับการปลดปล่อยให้พ้นจากความเป็นทาส ได้รับอิสระภาพพ้นจากพันธะโดยประการทั้งปวง การเลิกทาสหรือการปลดปล่อยทาสให้เป็นอิสระ ของประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศไทย ในกาลเวลาอันใกล้เคียงกัน ก่อนหรือหลังกันก็ไม่กี่ปี จะว่าพร้อมกัน หรือตรงกันก็ไม่ค่อยถูกต้องนัก เอาเป็นว่าใกล้เคียงกันก็แล้วกัน โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกานั้น ประชาชนชาวอเมริกันได้รับอิสรภาพกันจริงๆ ในทุกๆด้าน มีสิทธิเสรีภาพเสมอเหมือนกันหมด ไม่มีใครยิ่งหย่อนกว่าใคร แข่งขันกันด้วยปัญญาวิชาความรู้ ใครมีสติปัญญาก็สามารถพัฒนาตัวเอง ให้เจริญก้าวหน้าได้ ไม่มีใครใช้อำนาจกีดกันได้ เรียกว่าเป็นอิสรชน คนมีอิสระจริงๆ นี่คือประเทศสหรัฐอเมริกา
หันมาดูคนในสังคมไทยเรา แม้จะได้รับอิสรภาพจากการปลดปล่อย การเลิกความเป็นทาสจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระปิยะมหาราชเจ้า รัชกาลที่ ๕ แล้ว แต่ประชาชนทั้งหลายในเวลาต่อมา สังเกตดูก็ยังไม่มีอิสระเท่าที่ควร เข้าหลักที่พูดกันทั่วไปว่า เป็น “ทาสที่ปล่อยไม่ไป” คล้ายๆ กับว่าคุ้นเคยหรือชินกับความเป็นทาสมานานหลายชั่วคน เมื่อปล่อยแล้วก็ไม่ยอมไป อุปไมยเช่นกับนกที่ถูกขังไว้ในกรง เป็นเวลานานแสนนาน จนมันเคยชิน เวลาถูกปล่อยออกจากรัง ก็ไม่ยอมบินไปไหน ยังบินวนเวียนอยู่แถวใกล้ๆ นั่นเอง คนที่เคยชินกับความเป็นทาสมาหลายชั่วคน ก็คงตกอยู่ในลักษณะเช่นเดียวกัน คือความเป็นทาสก็ยังคงหลงเหลืออยู่ภายในจิตใจ เลยได้สมญานามใหม่ว่า เป็นทาสที่ “ปล่อยไม่ไป” ยังหลงเหลืออยู่ในสังคมไทยของเรา
ขอพูดถึงระบบทาสอีกสักเล็กน้อย เพื่อเตือนจิต สะกิดใจของคนในสังคมปัจจุบัน ให้ได้รับรู้ความเป็นจริงกันว่า ความเป็นทาสนั้นมันทารุณร้ายกาจขนาดไหน ถ้าอยากรู้สภาพของความเป็นทาสว่า ร้ายกาจขนาดไหน ก็ดูหนังประวัติศาสตร์ของระบบทาสของสังคมอเมริกัน ซึ่งถ่ายทำกันไว้อย่างสมบูรณ์ที่สุด บรรดาพวกทาสทั้งหลายทุกระดับ โดยเฉพาะพวกที่ซื้อขายกันเหมือนสินค้าในตลาด นับว่าเป็ฯพวกทาสที่ถูกทารุณทรมานที่สุด คือเจ้าของทาสหรือนายทาส ต้องใช้ให้คุ้มค่ากับเงินที่ซื้อมา ถูกใช้ให้ทำงานหนักในทางกสิกรรม อุตสาหกรรมประเภทต่างๆ ผู้คุมคนงาน จะต้องบังคับให้พวกทาสเหล่านั้น ทำงานกันอย่างหนัก อาบเหงื่อต่างน้ำ หยุดพักนานก็ไม่ได้ พูดคุยกันระหว่างทำงานก็ไม่ได้ ก้มหน้าก้มตาทำงานกัน แม้จะเหนื่อยแสนเหนื่อย ถ้าใครอู้งาน ก็ถูกตีด้วยไม้ฆ้อนก้อนดิน ยิ่งกว่าวัวกว่าควายเป็นไหนๆ ถ้าทำผิดขึ้นมาก็ต้องถูกล่ามโซ่ตีตรวน ชวนให้เวทนาจริงๆ นี่แหละคือลักษณะของความเป็นทาส มันร้ายกาจเหลือที่พรรณนา นำมาบอกกล่าวพอให้เห็นเป็นอุทาหรณ์ ดังนั้น บรรดาพวกทาสที่ปลดปล่อยให้เป็นอิสระแล้ว อย่าหวนไปพอใจในความเป็นทาสกันอีกเลย และบรรดาพวกนายทาสทั้งหลาย ก็ขอให้ปลดปล่อยพวกเขาเหล่านั้น ให้เป็นอิสระจริงๆ ในทุกๆด้าน เป็นการให้สิทธิเสรีภาพ อิสรภาพ อย่าให้เหลือความเป็นทาสกันอีกต่อไป ให้เป็นยุคแห่งความเป็นอิสรชนกันจริงๆ
เรื่องการปกครองระบบทาส และผลกระทบอันเกิดจากระบบทาส ได้กล่าวมาโดยย่อพอเป็นตัวอย่างแล้ว เข้าใจว่าท่านทั้งหลายก็พอจะเข้าใจกันได้ การเป็นทาสของคนอื่นนั้น มันทุกข์ทรมานอย่างไร ก็คงจะไม่มีข้อข้องใจอะไรกัน ดังนั้น ประเด็นต่อไป จะได้พูดถึงความเป็นทาสของความชั่วกิเลสตัณหา เพื่อศึกษาหาความรู้ ความเข้าใจกันต่อไป มนุษย์ปุถุชนคนธรรมดาสามัญโดยทั่วไป มักจะตกเป็นทาสของความชั่วกิเลสประเภทต่างๆ อย่างถอนตัวไม้ขึ้น เช่น พวกที่ตกเป็นทาสอบายมุขทางแห่งความเสื่อม คนบางคนก็เป็นทาสของสุรายาเมา จนกลายเป็น “นักเลงเหล้า” ลงได้เป็นทาสของเหล้าของสุราแล้ว ก็ถูกเหล้าถูกสุรามาคร่าชีวิตให้จมมิดอยู่ในหายนธรรม คือความเสื่อม ความฉิบหาย ทั้งทรัพย์สมบัติ และเกียรติยศ ศักดิ์ศรี ไม่มีอะไรเหลือ เพื่อเตือนจิตสะกิดใจให้มีสติ คนโบราณท่านจึงกล่าวคำพังเพยว่า “คนกินเหล้าไม่เป็นไร แต่อย่าให้เหล้ากินคน ก็แล้วกัน” พอเหล่ากินคนเมื่อไร คนก็กลายเป็นทาสของเหล้าทันทีทันควัน มันหมดความเป็นคน จนกลายเป็นผี เป็นเปรต ทุเรศนัยน์ตา แสดงกิริยาท่าทางออกมาทางกาย ทางวาจา เหมือนพวกบ้าหอบฟาง ไม่อายผีสาง เทวดา ฟ้าดินอะไรทั้งนั้น ดังคำพังเพยว่า หนึ่งแก้วนงนุช พุทธวาจา, สองแก้ว แกล้วกล้าพูดจาองอาจ, สามแก้วนวยนาด ผ้าขาดไม่รู้ตัว, สี่แก้วทูลหัว ไม่กลัวความตาย, ห้าแก้วโฉบฉายความตายไม่คิด, หกแก้วเรืองฤทธิ์ พูดผิดทุกคำ, เจ็ดแก้วงามขำ มือคลำหนทาง, แปดแก้วถากถาง เห็นช้างเป็นหมู, เก้าแก้วโฉมตรู หมาติดตามเลีย, สิบแก้วอ่อนเพลีย จนมดตอมตา, นี่แหละพวกที่ตกเป็นทาสของสุรา ก็จะมีพฤติกรรมทางกาย ทางวาจา แสดงออกมาในลักษณะเช่นนี้ คนดีทั้งหลาย โปรดพากันจำไว้ อย่าให้เหล้ากินเรา จะเศร้าใจไปจนวันตาย
คนบางคนก็ตกเป็นทาสการพนัน เล่นกันได้ทุกประเภทเป็นเหตุให้เกิดความวิบัติฉิบหายในภายหลัง ระวังอย่าให้การพนันมันเล่นคน คนเล่นการพนันแม้มันจะไม่ดีอย่างไร แต่ก็ยังทำเนา แต่ลงการพนันมันเล่นคนเมื่อไร เมื่อนั้นแหละคนก็กลายเป็นทาสของการพนันทันที หนีไม่พ้นจากความหายนะ พระท่านจึงเตือนอย่าตกเป็นทาสของการพนัน เพราะมันผลาญทรัพย์สมบัติให้วิบัติฉิบหายตายทั้งเป็น คนเล่นการพนันนั้นไม่เท่าไร แต่อย่าให้การพนันมันเล่นคน จนตกเป็นทาสของมัน ถ้าถึงขั้นนี้แล้วก็ไม่แคล้วจากความล่มจม จะนิยมชมชอบการพนันอย่างไร ก็ให้ถือกันว่าเป็นเพียงการเล่น อย่าเอาจริงเอาจัง หวังร่ำรวย อะไรกับการพนันมากนัก จักหมดเนื้อหมดตัว หมดทุกสิ่งทุกอย่าง แล้วก็ตายทั้งเป็นอย่างอนาถาในบั้นปลายชีวิต บัณฑิตคือท่านผู้รู้ ครูบาอาจารย์ ท่านจึงเตือนใจไว้ว่า อย่าพากันตกเป็นทาสของการพนัน พากันจำไว้ให้ดี
มีคนอีกบางพวกบางเหล่า พากันตกเป็นทาสของยาเสพติดให้โทษประเภทต่างๆ ในทางสังคม มีค่านิยมในยาเสพติดชนิดเลิกไม่ได้ ไม่ได้เสพไม่ได้กินก็ชักดิ้นชักงอ พอตกเป็นทาสของยาเสพติดแล้ว ก็แปลกอะไรกับลิงติดตัง อย่าหวังที่จะถอนตัวออกจากตังได้ มีแต่ตายกับตายเท่านั้นเอง พวกที่เป็นทสของยาเสพติด ก็ไม่ผิดอะไรกัน มันเป็นการตายผ่อนส่งลงทุกวัน ทุกวัน การตกเป็นทาสของยาเสพติด เป็นพิษเป็นภัยแก่คนในสังคมส่วนรวมอย่างกว้างขวาง เป็นการทำลายประเทศชาติอย่างน่าเป็นห่วงที่สุด เพราะถ้าเยาวชนของชาติ ตกเป็นทาสของยาเสพติดกันแล้ว แน่นอน ย่อมสั่นคลอนความเจริญมั่นคงในอนาคต เพราะเยาวชนเป็นอนาคตของชาติ ถ้าเยาวชนฉลาดก็นำพาชาติให้เจริญรุ่งเรืองในทุกๆ ด้าน ด้วยเหตุนี้ นักปราชญ์เมธีคนดีทั้งหลาย จึงพากันใช้อุบายอันชาญฉลาด ไม่ให้เยาวชนของชาติ ตกเป็นทาสของสิ่งเสพติด น้ำดอง ของเมา เหล้าสุรา ยาเสพติดให้โทษทุกชนิด เพราะมัน เป็นพิษเป็นภัยทำลายสติปัญญาของเยาวชน อันเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าของชาติให้เสื่อมเสีย ที่กล่าวมาโดยย่อนี้ เป็นเรื่องการตกเป็นทาสของสิ่งเสพติดชนิดต่างๆ เพื่อหาทางป้องกันต่อไป
ได้กล่าวถึงความเป็นทาสของสิ่งต่างๆ มาพอสมควรแล้ว ประเด็นต่อไป ก็ขอพูดถึงความเป็นทาสที่ร้ายกาจที่สุด ที่มนุษย์ส่วนใหญ่ในสังคมโลก ตกเป็นทาสของมัน นั่นคือการตกเป็นทาสของกิเลสประเภทต่างๆ เช่น ความโลภ ความโกรธ ความหลง ทิฏฐิ มานะ อิจฉาริษยา นินทาว่าร้าย กิเลสทั้งหลายเหล่านี้ ถ้าใครตกเป็นทาสของมันแล้ว มันก็ใช้ให้ทำ ให้พูด ให้คิดตามประกาศิตของมัน ไม่มีอิสระเป็นตัวของตัวเอง ต้องดิ้นรนกระเสือกกระสน ไปตามอำนาจอิทธิพล ของกิเลสประเภทนั้นๆ
คนที่ตกเป็นทาสกิเลสประเภท “โลภะ” ความโลภ ก็ถูก โลภะ ความโลภมันบังคับให้ทำ ให้พูด ให้คิด ให้กระเสือกกระสนดิ้นรนไปตามอำนาจอิทธิพลของมัน ความโลภบังคับให้ทำก็ทำ ความโลภบังคับให้พูดก็พูด ความโลภบังคับให้คิดก็คิด เรียกว่า ทำ, พูด-คิด ตามประกาศิตของความโลภตลอดเวลา หาความเป็นอิสระไม่ได้ แม้แต่อึดใจเดียว เกี่ยวกับพวกที่ตกเป็นทาสของความโลภนี้ เป็นภัยอันตรายแก่ตัวเอง เหลือที่จะพรรณนา พระบรมศาสดาตรัสว่า
คนโลภย่อมไม่รู้อรรถ คนโลภย่อมไม่เห็นธรรม
ความโลภครอบงำนรชนเมื่อไร ความมืดมิดย่อมมีเมื่อนั้น
คนที่ตกเป็นทาสของความโลภ ย่อมไม่รู้อรรถ คือไม่รู้ประโยชน์ตน ไม่รู้ประโยชน์คนอื่น ประโยชน์ปัจจุบัน ประโยชน์ข้างหน้า ประโยชน์อย่างยิ่ง คือ นิพพาน และก็ไม่เห็นธรรม คือไม่เห็นความดี ความถูกต้อง และความเป็นจริง เห็นอยู่สิ่งเดียวคือ ความโลภมากอยากได้ในทางทุจริต ผิดศีล ผิดธรรม ผิดกฏหมาย ผิดวัฒนธรรมประเพณี พวกที่ตกเป็นทาสของความโลภนี้ นอกจากเป็นภัยอันตรายแก่ตนเองแล้ว ก็ยังเป็นภัยอันตรายต่อสังคมส่วนรวมอีกด้วย พวกที่ได้อำนาจเงินอำนาจรัฐมาด้วยวิธีทุจริต คอรัปชั่นนั้น ล้วนแล้วแต่เป็นพวกที่ตกเป็นทาสความโลภ ด้วยกันทั้งนั้น ด้วยเหตุนี้ นักปราชญ์เมธีคนดีทั้งหลาย จึงเตือนว่าอย่าตกเป็นทาสความโลภเลย
พวกที่ตกเป็นทาส “โกธะ” ความโกรธ ก็เป็นคนที่มีใจดำ อำมหิต ผิดมนุษย์ธรรมดา ถูกความโกรธมันบังคับให้เป็นคนฉุนเฉียว เกรี้ยวกราด อาจจะกระทำร้ายแม้กระทั้งผู้มีพระคุณแก่ตนเอง พวกที่ตกเป็นทาสของความโกรธ ความเกลียด ความชังนี้ มีอันตรายมาก เป็นอันตรายทั้งแก่ตนเอง และบุคคลอื่น เราจะสังเกตเห็นสังคมใด หมู่ใด คณะใด ประเทศชาติใด มีบุคคลประเภทที่ตกเป็นทาสของโกรธ ความเกลียด ความชังอยู่มาก สังคมนั้น หมู่นั้น คณะนั้น ประเทศชาตินั้น ก็มีแต่ความทุกข์ความเดือดร้อน บ่อนทำลายความสงบสุขของคนไปทุกหย่อมหญ้า โดยเฉพาะผู้มีอำนาจเงิน อำนาจรัฐ ปกครองประเทศชาติบ้านเมือง ตกเป็นทาสของความโกรธ ความเกลียด ความชังด้วยแล้ว แน่นอน ความทุกข์ความเดือนร้อน ความไม่เป็นธรรม ความไม่ยุติธรรม ความไม่เสมอภาค ย่อมเกิดขึ้นแก่คนในสังคมแห่งการอยู่ร่วมกัน ดังที่เราท่านเห็นกันอยู่ในปัจจุบันทุกวันนี้ นี่แหละภัยอันตรายที่เกิดจากพวกที่ตกเป็นทาส มันมีโทษเหลือที่จะพรรณนา ดังที่กล่าวมาโดยย่อให้เห็นเป็นตัวอย่างนี้
พวกที่ตกเป็นทาสของ “โมหะ” คือความลุ่มหลงมัวเมา โง่เขลาเบาปัญญา พากันหลงใหลแต่ในสิ่งที่หาสาระประโยชน์มิได้ คล้ายๆกับพวกแมลงเม่าพากันบินเข้ากองไฟ ก็มีแต่ตายกับตายเท่านั้นเอง เราจะสังเกตเห็นพวกที่ตกเป็นทาสของโมหะ ความไม่รู้ตามความจริงนี้ พวกเขาจะมีพฤติกรรมแสดงออกมาในลักษณะ หลอกลวงคนอื่นให้เชื่อในสิ่งที่ไม่ควรเชื่อ เช่น เชื่อผีสางนางไม้ เชื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ มีฤทธิ์มีอำนาจ สามารถดลบันดาลทุกสิ่งทุกอย่างให้สำเร็จได้ ตามใจปรารถนา จึงพาให้พวกเขาประมาท ขาดสติ ในดำริในการแก้ไข ปรับปรุง พัฒนาตนเอง ให้มีความเจริญก้าวหน้าได้ เพราะความงมงายครอบงำจิตใจ ไปเชื่อในสิ่งที่ไม่ควรเชื่อ เมื่อตกเป็นทาสของโมหะ ก็แล้วแต่โมหะจะประกาศิตให้ทำ ให้พูด ให้คิดไปตามฤทธิ์ของโมหะ ความโง่เขลาเบาปัญญา มันบังคับบัญชาให้เป็นไป ที่กล่าวมาโดยย่อพอเป็นตัวอย่างนี้ เป็นเรื่องของคนที่ตกเป็นทาสของโลภะ ความโลภ, โกธะ ความโกรธ, โมหะ ความหลง ไม่รู้ตามความเป็นจริง
ส่วนพวกที่ตกเป็นทาสของทิฏฐิ มานะ อิจฉาริษยา นินทาว่าร้าย ก็มีลักษณะคล้ายๆ กัน โดยเฉพาะพวกที่ตกเป็นทาสของอิจฉาริษยา นินทาว่าร้ายนั้น มันภัยอันตรายต่อสังคมส่วนรวม เหลือที่จะพรรณนา เราจะสังเกตเห็นในสังคมไทยของเราทุกวันนี้ มีพวกที่ตกเป็นทาสของอิจฉาริษยา จนพาให้คนในสังคมล่มจมฉิบหายในทุกๆ ด้าน บ้านเมืองประชาชนแตกกันเป็นพรรคเป็นพวก เป็นก๊กเป็นเหล่า เล่นเอาสังคมไทยกลายเป็นสังคมป่าหาความสงบสุขอะไรมิได้ นี้แลผลร้ายอันเกิดจากความเป็นทาสของกิเลสตัณหา นำมาเตือนจิต สะกิดใจ ต่อไปอย่าพากันตกเป็นทาสของกิเลสประเภทต่างๆ ดังตัวอย่างที่กล่าวมานี้เลย
ต่อไป เข้าประเด็นความเป็น “ไท” ความเป็นไท ก็ได้แก่ความไม่เป็นทาส มีความเป็นอิสระเป็นใหญ่ในตนเอง ไม่เป็นทาสของใครในทุกๆด้าน ไม่เป็นทาสของกิเลสประเภทต่างๆ มีความเป็นอิสระพ้นจากพันธะโดยประการทั้งปวง เราจะสังเกตเห็นคนที่เป็นทาสของคนอื่น หรือเป็นทาสของกิเลส จะทำ จะพูด จะคิดอะไร ตามใจของตนไม่ได้ ต้องทำ ต้องพูด ต้องคิด ตามประกาศิตของนายเหนือหัวทุกอย่างไป ไม่ต่างอะไรกับวัวกับควาย สั่งซ้ายก็ต้องซ้าย สั่งขวาก็ต้องขวา สั่งหน้าก็ต้องหน้า สั่งหลังก็ต้องหลัง นี่คือพวกที่ตกเป็นทาส ไม่อาจทำอะไร พูดอะไร คิดอะไร ตามใจตนเองที่ถูกต้องชอบธรรมได้ ส่วนพวกที่ไม่ตกเป็นทาส แต่เป็นไทในตนเอง เป็นใหญ่ในตนเอง เขาจะทำ จะพูด จะคิดอะไร ก็เป็นอิสระ ทำได้ พูดได้ คิดได้ ในทางที่ถูกต้องชอบธรรม ไม่มีอำนาจอะไรจะมาครอบงำได้ จะทำอะไร จะพูดอะไร จะคิดอะไร ก็เป็นอิสระ ไม่มีพันธะอะไรเป็นเครื่องผูกพัน
ดังนั้น จึงขอให้ทุกคนประพฤติตนตามหลักของศีล สมาธิ ปัญญา นำพาจิตใจให้หยั่งลงสู่ความสงบ สะอาด สว่าง อันเป็นทางให้เกิดปัญญา นำไปทำลายกิเลสตัณหา อันเป็นต้นตอก่อให้เกิดปัญหา พาให้ตกเป็นทาสของกิเลสต่างๆ ดังตัวอย่างที่กล่าวมา พอจิตใจพ้นจากกิเลส ก็เป็นเหตุให้เกิดความเป็น “ไท” ไปตลอดอนันตกาล ขอให้ทุกคนประพฤติตนให้เป็น “ไท” กันเกิด จะเกิดสิริมงคล ส่งผลให้มีแต่อิสระไม่มีพันธะโดยประการทั้งปวง
เกิดเป็นคน อย่าทำตน ให้เป็นทาส
ซึ่งนักปราชญ์ ในกาลก่อน คอยพร่ำสอน
การเป็นทาส มันเป็นทุกข์ อย่างแน่นอน
ปราชญ์เมธี ท่านสอน ควรจดจำ
อย่าทำตน ให้เป็นทาส ของกิเลส
ที่เป็นเหตุ ทำใจ ให้ตกต่ำ
อย่าปล่อยให้ โลภ,โกรธ,หลง เข้าครอบงำ
อันจะทำ ให้ฉิบหาย ในบั้นปลาย
ถ้าเป็นทาส โลภะ แน่นอนละ
อิสระ นั่นอย่าหวัง พังทะลาย
ถูกโลภะ มันนำไป สู่อบาย
ความฉิบหาย ก็ตามมา พาล่มจม
ถ้าเป็นทาส ของโกธะ พระท่านบอก
ถูกมันหลอก โกรธเป็นไฟ ใจตรอมตรม
จะอยู่กิน สิ้นสุข ทุกข์ระทม
ต้องนอนจม ในกองไฟ ไปชั่วกาล
ถ้าเป็นทาส ของโมหะ พระเตือนว่า
เหมือนคนบ้า แบกหญ้า น่าสงสาร
ต้องกะเซอะ กะเซอ เจอคนพาล
ไม่พบพาน แสงสว่าง ตลอดกาล
นี่แหละคือ ความเป็นทาส ของกิเลส
อันเป็นเหตุ ทำคน จนเป็นพาล
อ่อนความคิด อ่อนความดี ไม่มีญาณ
ขอทุกท่าน ไม่เป็นทาส นั่นแหละดี
ขอเชิญชวน มวลประชา มาเป็นไท
เราจะได้ มีศักดิ์ และมีศรี
ความเป็นไท ได้ทั้งสิทธิ์ และเสรี
ปราชญ์เมธี ในกาลก่อน ท่านสอนมา
ขอเตือนจิต มิตรทั้งหลาย ทุกถ้วนหน้า
พร้อมกันมา สรรสร้าง ทางปัญญา
เพื่อไม่ให้ ตกเป็นทาส อวิชชา
แล้วนำพา ส่งให้ เราเป็นไท
การเป็นไท นั่นแหละดี มีอิสระ
มีธรรมะ นำทาง สร้างนิสัย
ให้พ้นจาก ความเป็นทาส มาเป็นไท
มีจิตใจ สงบเย็น เป็นนิรันดร์ ฯ
นกมีขน คนมีเพื่อน
สหาโย อตฺถชาตสฺส โหติ มิตตํ ปุนปฺปุนํ
สยํ กตานิ ปุญญานิ ตํ มิตตํ สมฺปรายิกํ.
สหายเป็นมิตรของคนที่มีความต้องการบ่อยๆ บุญทั้งหลายที่ตนเองทำแบ้ว บุญนั้นจะเป็นมิตรในกาลข้างหน้า “นกมีขน คนมีเพื่อน” เป็นสำนวนไทยที่ใช้พูดกันมา ทุกยุค ทุกสมัย เพื่อเตือนใจให้ทุกคนยึดถือเป็นคติประจำใจว่า เกิดมาเป็นคนแล้วต้องมีลักษณะ “นกมีขน คนมีเพื่อน” จึงจะทำให้เกิดมาเป็น “นก” เป็น “คน” นั้นมีประโยชน์ทั้งแด่ตนและคนอื่น ได้อย่างมหาศาล หาประมาณมิได้ ถ้าเกิดมาเป็น “นกไม่มีขน คนไม่มีเพื่อน” แล้ว มันจะมีประโยชน์อะไร นกไม่มีขนจะมีประโยชน์อะไร นอกจากจะรอวันตายเท่านั้น คนไม่มีเพื่อนก็เหมือนนกไม่มีขนไม่มีผิด คิดดูกันให้ดี มนุษย์เป็นสังคม นิยมอยู่กันแบบมีเพื่อน มีมิตร มีสหายจนกลายเป็นพรรคเป็นพวกขึ้นมาในภายหลัง ความหวังที่ต้องมีเพื่อน มีมิตร มีสหาย ก็เพื่อเป็นอุบายหาทางช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกันในคราวจำเป็น เพราะงานบางอย่างคนเราอาจจะทำคนเดียวได้สำเร็จ แต่งานบางอย่างอาจจะเหลือกำลังของคนคนเดียวจะทำได้ ต้องอาศัยกำลังของคนหลายคนงานนั้นจึงจะทำให้สำเร็จได้ด้วยดี ด้วยเหตุนี้ คนเราจึงจำเป็นต้องมีเพื่อน มีมิตร มีสหาย จนกลายเป็นค่านิยมในสังคมทั่วๆ ไป ใครไม่มีเพื่อน ไม่มีมิตร ไม่มีสหาย ก็กลายเป็นคนมีปมด้อยในทางสังคม ขาดความนิยมนับถือในระหว่างเพื่อนฝูง คำว่า “เพื่อน” ได้แก่คนที่ร่วมกันอยู่ เช่น ร่วมอยู่ร่วมกิน ร่วมหลับร่วมนอน ร่วมการร่วมงาน ร่วมปรึกษาหารือ รวมถึงคนที่ชอบพอกัน มีสัญชาติหรือมีลักษณะอันเดียวกัน เป็นเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน เป็นต้น ส่วนคนที่ร่วมสุขร่วมทุกข์กันจริงๆ เรียกว่า “สหาย” นี่คือความหมายตามตัวอักษร ถึงคราวสุขก็สุขด้วยกัน ถึงคราวทุกข์ก็ต้องทุกข์ด้วยกัน มันจึงจะเป็นสหายกันได้ ถ้าตรงกันข้ามมันก็ไม่ใช่สหาย กลายเป็นเกลอไป พวกเกลอนั้นเผลอไม่ได้ เผลอเมื่อไรได้เรื่องทุกที เคยได้ยินคนเขาโกงกินกันไหมละ นั่นแหละฤทธิ์ของเจ้าเกลอมันละ..พากันจำเอาไว้.. เพื่อนกิน เพื่อนกัน เพื่อนรู้ไม่ทัน เพื่อนกันมันก็โกงกิน นี่แหละเกลอ อย่าเผลอเป็นอันขาด (ชาติเกลอเผลอไม่ได้)
อีกนัยหนึ่งคำว่า “สหาย” นี้ ท่านกล่าวไว้ว่า สหายเป็นมิตรของคนมีกิจเกิดขึ้นบ่อยๆ หมายความว่า บุคคลที่มีความต้องการ มีธุระกิจการงานเกิดขึ้นบ่อยๆ สม่ำเสมอ เดี๋ยวก็เรื่องนั้น เดี๋ยวก็เรื่องนี้ ความต้องการเกิดขึ้นไม่ขาดสาย สหายจึงเป็นมิตรร่วม ทำกิจกับบุคคลประเภทนี้ รวมความแล้ว สหายกับมิตรมีความใกล้ชิดกันจนแยกไม่ค่อยจะออก บอกได้ว่า สหายก็คือมิตร มิตรก็คือสหาย
เรื่อง “นกมีขน คนมีเพื่อน” นี้ จะขอกล่าวเฉพาะคนมีเพื่อน ส่วนนกมีขนนั้นขอยกไว้ ชีวิตของคนเรานั้นจะก้าวหน้า ถอยหลัง โด่งดัง จมดิ่ง สิ่งแรกที่สุด ก็คือการมีเพื่อน การคบเพื่อน การมีสหาย การคบสหาย ภาษาทางศาสนาให้คติว่า “เสวนา” ได้แก่การซ้องเสพสมาคม ไปมาหาสู่ร่วมอยู่ร่วมกิน ร่วมการร่วมงานและร่วมอะไรอีกมากมาย พากันบรรยายเอาเองก็แล้ว สรุปลงในเพื่อนร่วมคิด เพื่อนร่วมพูด เพื่อนร่วมทำ กิจกรรมของคนเราโดยสรุปแล้ว ก็มีเพียงบางอย่าง คือ ทำ พูด คิด การคบค้าสมาคมกันนี้แหละมีบทบาทอันสำคัญมากต่อการดำเนินชีวิตของคนเรา คบคนดี ก็เป็นศรีแก่ตัว ถ้าคบคนชั่วก็พาตัวฉิบหาย อุบายแห่งการคบเพื่อนนี้ พระพุทธเจ้าของพวกเราทั้งหลาย ทรงรับสั่งไว้ว่า
อเสวนา จ พาลานํ ปณฺฑิตานญฺจ เสวนา.
การไม่คบคนพาล การคบบัณฑิตเป็นมงคลชีวิตอันสูงสุด ดังนี้
นี่คือหลักในการคบเพื่อน ที่พระพุทธเจ้าทรงเตือนเอาไว้ ดังนั้น ถ้าเราจะคบค้าสมาคมกับใคร ก็ควรพิจารณาหน้าหลังระวังให้ดี อย่าผลีผลามคบใครตามความพอใจของตน เดี๋ยวจะส่งผลให้เกิดปัญหาความทุกข์ความเดือดร้อนในภายหลัง ต้องระวังให้มาก “เพื่อนกินหาง่าย เพื่อนตายหายาก” ขอฝากคำพังเพยของคนโบราณนี้ เพื่อนำไปใช้ในการคบเพื่อน จะได้เตือนใจให้ระมัดระวัง หวังว่ามนุษย์ในยุคเทคโนโลยีก้าวหน้า คอมพิวเตอร์นำสมัย คงไม่พากันเยาะเย้ยไยไปในข้อเสนอแนะของคนโบราณนี้
เพื่อเป็นการสะดวกในการพิจารณาปัญหาเรื่องการคบมิตรก็ขอนำเอาหลักใหญ่ๆ ในเรื่องมิตรสหายมาบรรยายให้ท่านทั้งหลายได้พิจารณาดังต่อไปนี้
มิตรสหายในฝ่ายที่ไม่ดี เรียกว่า “มิตตปฏิรูป” กล่าวว่าคนเทียมมิตร มิใช่มิตร มี ๔ จำพวก คือ
๑. คนปอกลอก
๒. คนดีแต่พูด
๓. คนหัวประจบ
๔. คนชักชวนในทางฉิบหาย
บุคคลทั้ง ๔ จำพวกนี้ไม่ใช่มิตร เป็นแต่คนเทียมมิตร ดังนั้น จึงไม่ควรคบ เป็นบุคคลประเภทคบไม่ได้ ขืนคบไปก็มีแต่ความฉิบหายล่มจม
๑. คนปอกลอก มีลักษณะ ๔ อย่าง คือ
๑. คิดเอาแต่ได้ฝ่ายเดียว
๒. เสียแต่น้อย คิดเอาให้ได้มาก
๓. เมื่อมีภัยแต่ตัว จึงจึงรับกิจของเพื่อน
๔. คบเพื่อนเพราะเห็นประโยชน์แก่ตัว
คนปอกลอก ฟังแต่ชื่อก็น่ากลัว ทั้งปอกทั้งลอก แล้วจะคบกันได้อย่างไร ขืนคบไปก็เหลือแต่กระดูก ถูกแล้วที่พระท่านสอนไม่ให้คบคนปอกลอกเป็นสหาย ดูรายละเอียดทั้ง ๔ ลักษณะของคนปอกลอกให้ดี ก็เหมือนลักษณะของคนอัปรีย์ไม่มีผิด คิดเอาแต่ได้ฝ่ายเดียว ไม่เหลียวแลประโยชน์ของเพื่อน คนอะไรเหมือนกะเปรต เห็นแก่ตัว ทำความชั่วเพราะความอยาก จะเอาให้มาก แต่เสียให้น้อย ไม่ค่อยจะให้ มีแต่จะเอา เสียให้น้อยแต่คิดเอาให้มาก อยากได้จนเกิดควร เมื่อจวนตัวจึงรับทำกิจของเพื่อน คบเพื่อนเพราะเห็นแก่ประโยชน์ของตน นี่คือธาตุแท้ของคนปอกลอก บอกให้พิจารณาเวลาจะคบกับใครๆ ให้เอาลักษณะทั้ง ๔ นี้ทดสอบดู ก็จะรู้ทันทีว่า เป็นคนประเภทควรคบ หรือไม่ควรคบ
๒. คนดีแต่พูด มีลักษณะ ๔ อย่าง คือ
๑. เก็บเอาของล่วงแล้วมาปราศัย
๒. อ้างเอาของที่ยังไม่มีมาปราศัย
๓. สงเคราะห์ด้วยสิ่งที่หาประโยชน์มิได้
๔. ออกปากพึ่งไม่ได้
คนดีแต่พูดหรือพวกพูดมาก-ปากมาก ก็เป็นอีกประเภทหนึ่งที่พึงระวัง คนเราพังเพราะเพื่อนประเภทนี้มามากต่อมากแล้ว ดีแต่พูดถึงเรื่องในอดีต และอนาคตกำหนดลงไปแน่นอนไม่ พูดลมๆ แล้งๆ แสดงถึงเรื่องที่ผ่านมาแล้วว่า ถ้าเพื่อนพบฉันในอดีตที่ผ่านมา ปานนี้เพื่อนก็สบายไปแล้ว เสียใจที่สมัยนั้นเพื่อนกับฉันไม่ได้พบกัน แต่ไม่เป็นไร ต่อไปในอนาคตข้างหน้า ฉันหวังว่าจะมีโอกาสช่วยเหลือเพื่อนฝูงอย่างเต็มที่ มีอะไรในอนาคตข้างหน้าบอกมาเลยเพื่อนรัก ฉันจักช่วยด้วยความจริงใจ เห็นไหมละ ลมปากคนดีแต่พูด มันทำงานอย่างนี้ ระวังให้ดี อย่าคบคนดีแต่พูดเป็นเพื่อน เพื่อนตนเองเสมอ อย่าเผลอเป็นอันขาด
๓. คนหัวประจบ มีลักษณะ ๔ อย่าง คือ
๑. จะทำชั่วก็คล้อยตาม
๒. จะทำดีก็คล้อยตาม
๓. ต่อหน้าว่าสรรเสริญ
๔. ลับหลังตั้งนินทา
คนหัวประจบ หรือพวกประจบสอพลอปอปั้นนี้ ควรระวังให้ดี อย่าผลีผลามเห็นตามที่เขาประจบทุกอย่างไป คำก็ยอ สองคำก็ยอ ประจบสอพลอไม่ว่าเราจะทำชั่วหรือทำดี เพื่อนแบบนี้เรียกว่า เพื่อนยุให้เราตกต้นยอตาย อย่าไปหลงงมงาย เชื่อลูกยอที่หมอยกให้ ต่อหน้าเขาว่าคำสรรเสริญ แต่พอลับหลังเขาก็ตั้งคำนินทา นี่คือธาตุแท้คนหัวประจบอย่าคบเป็นเพื่อน พระท่านเขียนให้หลีกเว้น เหมือนเป็นอสรพิษ เพราะมันเป็นพิษเป็นภัย คบไปก็เกิดความเสียถ่ายเดียว
เราทำดี เขาคล้อยตาม นั้นงามมาก
แต่ก็อยาก เตือนจิต มิตรสหาย
อย่าหลงใหล คำยกยอ พ่อยอดชาย
เดี๋ยวจะตาย ตกต้นยอ คอกระเด็น
๔. มิตรชักชวนในทางฉิบหาย มีลักษณะ ๔
๑. ชักชวนดื่มน้ำเมา
๒. ชักชวนเที่ยวกลางคืน
๓. ชักชวนให้มัวเมาในการเล่น
๔. ชักชวนเล่นการพนัน
คนชักชวนในทางฉิบหาย ได้แก่พวกฉุดกระชากลากให้เราตกต่ำลง แทนที่จะชักชวนไปในทางศีลทางธรรม กลับกดลงให้ต่ำ ชักชวนไปดื่มน้ำดองของมึนเมา เหล้าสุรา เที่ยวบาร์ เที่ยวคลับ-ผลับ บังคับให้ลุ่มหลงมัวเมาในการเล่นประเภทต่าง ๆ นานา อันเป็นยาเสพติด ชนิดเลิกไม่ได้ ชักชวนให้เล่นการพนันขันต่อ ก่อนให้เกิดความฉิบหาย ทำลายทรัพย์สิน เงินทองของมีค่า เวลาได้ก็ดีใจ เวลาเสียไปก็เกิดทุกข์ มีแต่เรื่องสนุกๆ ทั้งนั้น ที่เพื่อนผลักดันให้เราฉิบหาย นี่แหละท่านทั้งหลายคือเพื่อนที่มันกดเราให้ต่ำลง ด้วยการชักชวนไปทำความชั่ว มีประเภทต่าง ๆ ดังตัวอย่างที่กล่าวมา คนปอกลอก คนดีแต่พูด คนหัวประจบ คนชักชวนในทางฉิบหาย ตามที่บรรยายมาทั้งหมดนี้ เป็นคนไม่ดี ไม่ใช่มิตร เป็นแต่เพียงคนเทียมมิตรเท่านั้น ดังนั้นจึงไม่ควรคบค้าสมาคมด้วย ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนร่วมคิด เป็นมิตรร่วมพูด และเป็นเพื่อนร่วมทำ ให้พากันงดเว้นโดยเด็ดขาด นักปราชญ์ท่านเตือน อย่าคบเพื่อนไม่ดี
ส่วนมิตรสหายในฝ่ายที่ดี เรียกว่า “มิตรแท้” มิตรแท้ก็มี ๔ จำพวกเหมือนกัน คือ
๑. มิตรมีอุปการะ
๒. มิตรร่วมสุขร่วมทุกชข์
๓. มิตรแนะประโยชน์
๔. มิตรมีความรักใคร่
มิตรทั้ง ๔ จำพวกนี้ เป็นมิตรแท้ ควรคบหาสมาคมด้วย จะช่วยให้เกิดศิริมงคล ส่งผลให้มีความเจริญด้วยลาภ ยศ สรรเสริญ สุข ทุกประการ
๑. มิตรมีอุปการะ มีลักษณะ ๔ อย่างคือ
๑. ป้องกันเพื่อนผู้ประมาทแล้ว
๒. ป้องกันทรัพย์สมบัติของเพื่อนผู้ประมาทแล้ว
๓. เมื่อมีภัยก็เป็นที่พึ่งพากันได้
๔. เมื่อมีธุระ ช่วยออกทรัพย์ให้ไม่พูดแต่ปาก
มิตรมีอุปการะ ได้แก่มิตรที่จริงใจรักใคร่กันจริง ๆ รักเสมอด้วยการรักชีวิตของตน ไม่ใช่รักกันแต่ปาก หากแต่รักด้วยชีวิตจิตใจ เมื่อรักเพื่อนเสมือนชีวิต ก็ควรหาทางป้องกันเพื่อนให้มีความปลอดภัย เพื่อนคนไหนประมาทขาดสติ ก็ดำริหาทางป้องกันเพื่อนคนนั้น ด้วยการแนะนำตักเตือนเพื่อไม่ให้เกิดความประมาท เพราะว่าความประมาทเป็นหนทางแห่งความตาย พร้อมกันนั้นก็หาอุบายป้องกันทรัพย์สมบัติของเพื่อนผู้ประมาทแล้ว ไม่ให้เกิดความเสียหาย เมื่อมีภัยอันตรายเกิดขึ้น ก็พึ่งพาอาศัยกันได้ เมื่อเจ็บไข้ได้ป่วยก็ช่วยกันรักษาพยาบาล คราวมีธุระการงานเกิดขึ้น ก็ช่วยออกทรัพย์ให้จับจ่ายใช้สอย ไม่ใช่คอยแต่จะพูดด้วยปาก หากไม่ช่วยอะไรเลย มิตรมีอุปการะมากดังที่กล่าวมานี้ เป็นมิตรที่ดี ควรคบค้าสมาคมด้วย เพื่อช่วยให้มีความเจริญก้าวหน้าในชีวิต
๒. มิตรร่วมสุข ร่วมทุกข์ มีลักษณะ ๔ ประการ คือ
๑. ขยายความลับของตนแก่เพื่อน
๒. ปิดความลับของเพื่อนไม่ให้แพร่งพราย
๓. ไม่ละทิ้งในยามวิบัติ
๔. แม้ชีวิตก็สละแทนกันได้
มิตรร่วมสุข ร่วมทุกข์ มิตรประเภทนี้ตรงกับคำชาวบ้านพูดกันว่า “เพื่อนตาย” นั้นเอง “เพื่อนกินหาง่าย เพื่อนตายหายาก” มิตรร่วมสุข ร่วมทุกข์นี้ เป็นยอดแห่งมิตรชนิดที่หาได้ยากจริงๆ ถ้าใครมีมิตรประเภทนี้ ก็เป็นศรีแห่งตนจนวันตาย ขยายความลับของตนแก่เพื่อน เสมือนหนึ่งว่าเพื่อนเป็นคน ๆ เดียวกับตน ตนมีความลับอะไร ก็ให้เพื่อนได้รู้ความลับนั้นทุกอย่าง ไม่ต่างอะไรกับตน เพื่อนที่ดีต้องไม่มีลับลมคมใน มีอะไรก็บอกกันให้หมด เพื่อนแท้ต้องคบกันแบบเปิดอก อย่าปกปิดความลับให้เป็นที่ระแวงแคลงใจสงสัยซึ่งกันและกัน ข้อสำคัญอีกอย่างหนึ่งของมิตรประเภทนี้ ก็ต้องปิดความลับของเพื่อนให้ดี อย่าผลีผลามแพร่งพรายขยายความลับของเพื่อนให้ใครๆ รู้เป็นอันขาด หัวขาดตีนเด็ดอย่างไรก็อย่าให้ใคร ๆ ล่วงรู้ความลับของเพื่อน ความลับของเพื่อนก็เหมือนความลับของตัว รั่วไม่ได้ รู้ได้เฉพาะสองคน คือตนกับเพื่อน อย่าให้เข้าหูคนที่สาม
ถึงยามวิบัติฉิบหาย ก็ยึดอุบายไม่ทอดทิ้งกัน ช่วยเหลือเกื้อกูลกันในยามวิบัติ แม้แต่ชีวิตถ้าถึงคราวจำเป็นจริงๆ ก็สละแทนกันได้ นี่แหละคือลักษณะที่แท้จริงของมิตรร่วมสุข ร่วมทุกข์ ถ้าหากลักษณะดังกล่าวนี้ มีอยู่ในบุคคลใด ก็ควรใฝ่ใจคบค้าสมาคมกับบุคคลนั้น อันจะก่อให้เกิดศิริมงคลในชีวิตตลอดไป
๓. มิตรแนะประโยชน์ มีลักษณะ ๔ คือ
๑. ห้ามไม่ให้ทำความชั่ว
๒. แนะนำให้ตั้งอยู่ในความดี
๓. ให้ฟังสิ่งที่ยังไม่เคยฟัง
๔. บอกทางสวรรค์ให้
มิตรแนะประโยชน์ เป็นประเภทผู้แนะแนวทาง ผู้ชี้ทาง เพื่อนที่ดีมีลักษณะคอยแนะแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์แก่เพื่อนตลอดเวลา เวลาเห็นเพื่อนจะไปทำอะไรไม่ดีงามก็ห้ามปรามตักเตือน บอกเพื่อนว่า “ความชั่วไม่ทำนั่นแหละดี” ห้ามไม่ให้ทำความชั่วทุกอย่าง แนะแนวทางให้สร้างแต่ความดี หาโอกาสให้เพื่อนได้รู้ ได้เห็น ได้ยิน ได้ฟัง แต่สิ่งที่ดีมีคุณค่าในทางจิตใจ แล้วก็แนะให้ฝึกฝนอบรมจิตใจด้วยการปฏิบัติธรรม นี่คือมิตรแนะประโยชน์ โปรดคบกับมิตรประเภทนี้ วิถีชีวิตจะมีแต่ความปลอดภัย
๔. มิตรมีความรักใคร่ มีลักษณะ ๔ คือ
๑. ทุกข์ ทุกข์ด้วย
๒. สุข สุขด้วย
๓. โต้เถียงคนที่ติเตียนเพื่อน
๔. รับรองคนที่พูดสรรเสริญเพื่อน
มิตรมีความรักใคร่ ได้แก่มิตรที่มีเมตตา กรุณาต่อกัน รักกันฉันพี่น้องที่ดีทั้งหลาย เป็นมิตรทั้งทางกายและจิตใจ ไม่ใช่เป็นแต่ปาก ถึงคราวทุกข์ก็ต้องทุกข์ด้วยกัน นอนกลางดิน กินกลางทรายด้วยกัน ถึงคราวสุขก็ต้องสุขด้วยกัน อยู่ปราสาทราชมณเฑียรก็อยู่ด้วยกัน รักเพื่อนเสมือนรักตน รักตนก็เสมือนรักเพื่อน ถ้ามีคนมาตำหนิติเตียนเพื่อนต่าง ๆ นานา ก็อาสาโต้เถียงแทน เขาติเตียนเพื่อนก็เหมือนติเตียนตน ต้องหาเหตุผลมาลบล้างคำตำหนิ อันปราศจากความเป็นจริงนั้น ถ้าบังเอิญได้ยินคนเขาสรรเสริญเพื่อนรัก ก็รู้จักรับรองคนที่พูดสรรเสริญเพื่อนว่า ถูกต้องแล้ว ที่กล่าวมาทั้งหมะนี้ คือลักษณะของมิตรมีความรักใคร่ ถ้าลักษณะเหล่านี้มีในบุคคลใด ก็ควรเข้าใกล้คบหากับบุคคลนั้น ในฐานะเป็นเพื่อนกันก็จะก่อให้เกิดความสุขร่วมกัน อันเป็นยอดปรารถนา
นี่แหละท่านทั้งหลายเรื่องของ “นกมีขน คนมีเพื่อน” ธรรมดาของนกทุกชนิด ทุกประเภทนั้น ข้อสำคัญที่สุด นกทั้งหลายต้องมีขน จึงจะเป็นนกที่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างปกติสุข บินสนุกร่อนไปได้ทุกหนทุกแห่ง เพื่อแสวงหาเหยื่อมาเลี้ยงชีพให้ดำรงอยู่ได้ ถ้านกปราศจากขนจะทนเป็นนกอยู่ได้อย่างไร ก็มีแต่ตายกับตายเท่านั้นเอง ดังนั้น นกต้องมีขนจึงจะทนดำรงชีวิตอยู่ในโลกต่อไปได้
ส่วนคนเราทุกคนนั้น ข้อสำคัญต้องมีเพื่อน ถ้าเกิดมาแล้วเป็นคนไม่มีเพื่อน ก็เสมือนหนึ่งต้นไม้ไม่มีกิ่งก้านสาขา แล้วจะหาทางดำรงชีวิตอยู่ในโลกให้มีความสุขได้อย่างไร การดำรงชีวิตอยู่ในโลก จำเป็นต้องมีเพื่อน มีสหาย มีมิตร ช่วยทำกิจต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน ถ้าหากปราศจากเพื่อน ปราศจากมิตร ปราศจากสหาย ก็จะกลายเป็นคนโดดเดี่ยว เดียวดาย เวลามีภัยอันตรายเกิดขึ้นก็ไม่มีใครช่วยเหลือ เมื่อเป็นเช่นนี้ การมีมิตร มีเพื่อน มีสหาย จึงมีความหมายสำคัญสำหรับคนเรา
เกิดเป็นคนอยู่เดียวก็เปลี่ยวจิต
จำต้องคิดหาสหายไว้เป็นเพื่อน
เมื่อเราผิดจะได้มิตรไว้คอยเตือน
ควรมีเพื่อน มีสหาย ไว้ช่วยงาน
เกิดเป็นนกอย่าจนขน เกิดเป็นคนอย่าจนเพื่อน นกไม่มีขน คนไม่มีเพื่อน ก็เสมือนรถไม่มีล้อ เครื่องบินไม่มีปีก แล้วจะวิ่งจะบินได้อย่างไร ก็คงจอดอยู่กับที่ ไม่มีประโยชน์อะไร เพื่อแก้ปัญหาเรื่องนี้ให้มีประโยชน์ โปรดพากันมีเพื่อน มีมิตร มีสหาย จะมีความสะดวกสบาย และมีความคล่องตัวในการประกอบกิจการงานทุกอย่าง ไม่ต่างอะไรกับการมีแก้วสารพัดนึก จะนึกเอาอะไรก็ได้ตามใจปรารถนา เพราะว่ามีเพื่อน มีสหาย มีมิตร คอยสะกิดเตือนใจตลอดเวลา ไม่ว่าจะทำอะไรลงไป เพื่อน มิตร สหาย ก็ช่วยขวนขวายเกื้อกูลสนับสนุนตลอดเวลา แต่ว่าการมีเพื่อน มีมิตร มีสหายนั้น ก็ต้องเป็นมิตรแท้ เพื่อนแท้ สหายจริง อิงอยู่ในมิตร ๔ จำพวก คือ มิตรมีอุปการะ มิตรมีความรักใคร่ มิตรแนะประโยชน์ มิตรร่วมสุข ร่วมทุกข์ ผู้ใดมีมิตร มีเพื่อน มีสหาย ทั้ง ๔ จำพวกนี้ ก็จะมีแต่ความเจริญก้าวหน้า และความปลอดภัยในชีวิต และมิตรที่สำคัญที่สุดอีกประเภทหนึ่งซึ่งจะลืมไม่ได้ ก็ได้แก่บุญกุศล คุณธรรม คุณงามความดี ที่ตนเองทำไว้แล้ว มิตรประเภทนี้จะติดตามเราไปทุกหนทุกแห่งเหมือนเงาตามตัว ฉะนั้น
“เป็นนกต้องมีขน เป็นคนต้องมีเพื่อน”
นี่คือข้อเตือนใจฝากให้แก่ทุกคนด้วยความหวังดี
ธรรมดา ของนกนั้น ต้องมีขน
ธรรมดา ของคน ต้องมีเพื่อน
ถ้าหากนก ไม่มีขน ก็เปรียบเหมือน
กับบ้านเรือน ไม่มีเสา ก็เศร้าใจ
ถ้าหากเรา ไม่มีเพื่อน ก็เหมือนกัน
ย่อมโศกศัลย์ จับเจ่า อย่างเศร้าใจ
มองข้างหน้า ข้างหลัง ไม่เจอใคร
ก็ร้องไห้ อยู่คนเดียว เปล่าเปลี่ยวใจ
เมื่อความจริง เช่นนี้ มีปรากฏ
จึงกำหนด นกมีขน ทนบินไป
คนทุกคน ต้องมีเพื่อน เป็นเรือนใจ
ครองชีวิต อยู่ได้ ตลอดกาล
ด้วยเหตุนี้ ปราชญ์เมธี จึงเตือนตัก
ให้รู้จัก ผูกมิตร จิตประสาน
เพื่อนช่วยเพื่อน เกื้อกูล ในการงาน
สุขสำราญ เพราะมีเพื่อน คอยเตือนใจ
ขอเชิญชวน มวลประชา พากันคิด
เพื่อผูกมิตร สร้างเพื่อน เป็นเรือนใจ
จะประกอบ กิจการ งานใดใด
มีเพื่อนไว้ นั่นแหละดี มีมงคล
เมื่อเรามี เพื่อนดี เป็นศรีศักดิ์
ให้คนรัก คนชอบ กอรปกุศล
จะทำการ สิ่งใดใด ก็ได้ผล
เป็นมงคล ยิ่งใหญ่ อันไพศาล
จึงขอให้ ทุกคน จงสนจิต
พร้อมให้ใจ ผูกมิตร คิดประสาน
เพื่อช่วยเหลือ เกื้อกูล ในการงาน
ทุกทุกด้าน ให้สมบูรณ์ พูนทวี ฯ
คนดีมีธรรม – คนระยำมีกิเลส
(ธรรม) ขตฺติยา พฺราหฺมณา เวสฺสา สุทฺทา จณฺฑาลปุกฺกุสา
อิธ ธมฺมํ จริตฺวาน ภวนฺติ ติทิเว สมา.
กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร จัณฑาล คนงานชั้นต่ำ ประพฤติธรรมในโลกนี้แล้ว ย่อมเป็นผู้เสมอกันในสวรรค์ชั้นไตรทิพย์
(กิเลส) โลโภ โทโส จ โมโห จ ปุริสํ ปาปเจตสํ
หึสนฺติ อตฺตสมฺภูตา ตจสารํว สมฺผลํ.
โลภะ โทสะ โมหะ เกิดจากตัวเอง ย่อมเบียดเบียนผู้มีใจชั่ว ดุจขุยไผ่ฆ่าต้นไผ่ ฉะนั้น
ประเด็นแรก เรามาทำความเข้าใจในเรื่องของคำว่า “ธรรม” กันเสียก่อน ธรรมะมีนัยและความหมายอันกว้างขวาง แต่เพื่อความเข้าใจง่ายสำหรับคนทั่วไป และสะดวกต่อการจดจำและนำไปปฏิบัติ ขอสรุปเอาง่ายๆ ว่า ธรรมะนั้นได้แก่ “ความดี, ความถูกต้อง, และความสัตย์จริง” เราจะได้ยินได้ฟังผู้หลักผู้ใหญ่สอนลูกสอนหลาน ครูบาอาจารย์สอนลูกศิษย์ว่า ขอให้ทุกคนพากันบำเพ็ญแต่ความดี มีความถูกต้อง และความจริง คนที่ทำดี ความถูกต้อง และความจริง ตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้ นี้แสดงให้เห็นว่า โครงสร้างอันสำคัญของชีวิตคือ “ความดี” ชีวิตที่ปราศจาก “ความดี” ก็เหมือนกับโครงกระดูก ไม่มีประโยชน์อะไร
มนุษย์ทุกชาติ ทุกภาษา ต่างก็ปรารถนาอยากเป็นคนดีด้วยกันทั้งนั้น คำสอนของพระศาสดาแต่ละศาสนา ต่างก็มุ่งสอนคนให้เป็นคนดีด้วยกันทั้งนั้น ดังนั้น ความดีจึงเป็นของสากล สำหรับมนุษย์ทุกรูปทุกนาม ความดีก็คือธรรมะ ธรรมะก็คือความดี คนดีมีธรรมก็คือคนมีความดี คนสนใจไฝ่หาความดีมาเป็นสมบัติของคน คนสนใจใฝ่หาความดี ได้ชื่อว่า “คนดีมีธรรม” เมื่อมีธรรมมีความดี ก็ดำเนินชีวิตไปตามครรลองของพระธรรมและความดีนั้นโดยสม่ำเสมอไม่ขาดสาย ผลสุดท้าย ก็จะประสบกับความเจริญ และความปลอดภัยในชีวิตสมกับคำว่า “คนดี มีธรรม”
ธรรมะ คือความดี ความถูกต้อง ความจริง สิ่งทั้งสามนี้ เมื่อบุคคลประพฤติปฏิบัติดีแล้ว ก็เหมือนหนึ่งว่าเป็นเกราะ (ธมฺมทีปํ) ป้องกันตัวได้เป็นอย่างดี เป็นที่พึ่งที่อาศัยอันประเสริฐ และปลอดภัย คนเราน่าจะพากันสนใจ เอาใจใส่ใฝ่ใจในการศึกษาธรรม ปฏิบัติธรรมกันบ้าง อย่าอ้างว่าธรรมะไม่เกี่ยว เดี๋ยวจะเสียใจในภายหลัง เกิดมากับเขาทั้งที ต้องพากันทำความดี ความถูกต้อง และความจริงเอาไว้ จะได้ชื่อว่าเป็นคนสมบูรณ์ด้วยธรรมและเป็นการสร้างความดีอันล้ำค่าฝากไว้ให้อนุชนรุ่นหลังเอาอย่างกันต่อไป เข้าหลัก “ทำดีไว้ให้ลูก ทำถูกไว้ให้หลาน”
การทำความดีตามหลักของพระพุทธศาสนานั้น ไม่จำเป็นจะต้องไปลงทุนลงรอนอะไรกัน เพียงแต่มีจิตใจรักในความดีเท่านั้นแหละ ก็ทำความดีได้ทันที ในที่ทุกสถานและในกาลทุกเมื่อ จงพากันทำแต่ความดีกันเถิด คนทำดีตกน้ำไม่ไหลตกไฟไม่ไหม้ ชีวิตจะมีความปลอดภัย ต้องอาศัยการทำความดีเป็นหลักประกัน เหมือนคนมีร่มคันใหญ่อยู่ในมือถือไปไหนมาไหน เพื่อความปลอดภัยในการป้องกันฝนและแดด ฝนจะตกแดดจะออก คนมีร่มก็สบายใจคลายกังวล ไม่ทุรนทุรายว่าสายฝนและแสงแดดจะแผดเผา ฝนตกยกร่มขึ้นกาง แดดออกถ่างร่มออกกั้น เท่านั้นแหละตนเองก็ปลอดภัยไปไหนมาไหนได้สะดวกสบาย เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น คนที่ทำแต่ความดีก็เหมือนกัน ไม่ว่าเขาจะอยู่ที่ไหน บ่ายหน้าไปทางทิศไหน ประกอบกิจการงานอะไร ก็มีความปลอดภัยทุกอย่าง ดังนั้น ความดีจึงเป็นเสน่ห์มหานิยมเป็นทั้งอำนาจวาสนา สามารถบันดาลทุกสิ่งทุกอย่าง ที่เราต้องการให้สำเร็จได้ดังใจปรารถนาทุกประการ
ประเด็นต่อไป เข้าสู่หัวข้อ “คนดีมีธรรม” คนดีมีธรรมนั้นหมายความว่าอย่างไร ทำไมคนดีจึงต้องมีธรรม คนดีตามหลักของพระพุทธศาสนานั้น ต้องเป็นคนมีธรรม ถ้าไม่มีธรรมก็เป็นคนดีไม่ได้ คำว่า “มีธรรม” ในที่นี้ ได้แก่มีธรรมประจำใจ เป็นผู้ประพฤติธรรมเป็นปกติสม่ำเสมอไม่ขาดสายเรียกว่า “ธรรมวิหารี” มีธรรมเป็นที่อยู่อาศัย เป็น “ธรรมจารี” ผู้ประพฤติธรรมเป็นปกติ มีชีวิตอยู่คู่ธรรม มีธรรมคู่ชีวิต เข้าหลัก :-
มีพระธรรม คู่ชีวิต พิชิตโลก
ไม่ทุกข์โศก อยู่เหนือโลก ไร้ปัญหา
ครองชีวิต อยู่ในโลก ด้วยปัญญา
ไร้ปัญหา สงบเย็น เห็นนิพพาน
ขอทำความเข้าใจในเรื่อง “คนดี” อีกสักเล็กน้อย คือคนในสังคมทุกวันนี้ มีความเข้าใจในเรื่อง “คนดี” ผิดไปจากความหมายเดิม ความหมายเดิม “คนดี” ต้องมีธรรม แต่ในปัจจุบันนี้ คนส่วนใหญ่เข้าใจว่า “คนดี” คือคนมีอำนาจเงินและอำนาจรัฐ จึงจะจัดว่าเป็นคนดี คนยากคนจน คนไม่มีเงินปราศจากอำนาจเป็นใหญ่ในบ้านเมือง จะเป็นคนดีได้อย่างไร ต้องเป็นคนระดับคฤหบดี เศรษฐี มหาเศรษฐี และมีตำแหน่งหน้าที่, บริหารประเทศชาติ บ้านเมืองเท่านั้นจึงจะเข้าขั้นเป็น “คนดี” ได้ ความเข้าใจเช่นนี้ เป็นความเข้าใจที่ผิดไปจากความจริง ความจริงแล้วคนดีต้องมีธรรมประจำใจ ถ้าคนใดมีแต่อำนาจเงินและอำนาจรัฐ แต่จิตใจเต็มอัดไปด้วยความโลภ ความโกรธ ความหลงแล้ว จะเป็นคนดีไม่ได้ตามหลักธรรมในทางพระพุทธศาสนา แต่ถ้าคนมีอำนาจและอำนาจรัฐนั้น เขามีจิตใจประกอบด้วยธรรม พฤติกรรมที่แสดงออกมาทางกาย ทางวาจา และทางใจ เป็นไปในทางสุจริต เขาก็เป็นคนดีได้ ไม่มีปัญหาอะไร ก็ขอให้ชาวประชาทั้งหลายเข้าใจ “คนดี มีธรรม” ดังที่กล่าวนี้
ประเด็นต่อไป “คนดีมีธรรม” นั้น ได้แก่มีธรรมอะไร มีธรรมประเภทไหน เพราะว่าธรรมนั้นมีมากมายหลายอย่าง มีประเภทต่างๆ เหลือที่จะพรรณนา กล่าวกันว่ามีถึงแปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์ แล้วอย่างนี้จะให้มีธรรมทั้งหมดอย่างนั้นหรือ จึงจะถือว่าคนมีธรรม ในประเด็นนี้ เราไม่จำเป็นต้องมีทั้งหมดหรอก ขอบอกให้เข้าใจว่า เราจะมีธรรมหมวดไหน ประเภทไหนก็ได้ เพราะธรรมที่จะนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์นั้นมีเพียงกำมือเดียวเท่านั้น ดังที่ท่านผู้รู้กล่าวว่า “ธรรมกำมือเดียว” เกี่ยวกับเรื่องนี้ พระพุทธเจ้าตรัสสอนภิกษุทั้งหลายว่า “ภิกษุทั้งหลาย ใบไม้ในป่านี้มีมากมายแต่จะนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์นั้นมีเพียงกำมือเดียว” เท่านั้น ตามพระดำรัสนี้ชี้ให้เห็นว่าธรรมะนั้นมีมากมาย แต่ควรนำมาใช้เฉพาะที่ดับทุกข์ได้เท่านั้น
ขอยกตัวอย่างให้เห็นเป็นเรื่องๆดังต่อไปนี้ คนดีมีธรรมอุปการะมาก ๒ อย่าง มีสติ ความระลึกได้ คือระลึกก่อนจะทำ ก่อนจะพูด ก่อนจะคิด ก่อนจะประกอบกิจอะไรลงไป ก็ให้มีสติ คนโบราณกล่าวว่า “ให้คิดหน้าคิดหลัง” หยั่งถึงผลได้ผลเสียก่อนแล้ว จึงทำ จึงพูด จึงคิด เพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาดในการทำ การพูด การคิดนั้น ในการปฏิบัติธรรมขั้นสูง สตินั้น ได้แก่การรู้ทัน รู้ทันอะไร รู้ทันกิเลสประเภทต่างๆ รู้ทันความโลภ รู้ทันความโกรธ รู้ทันความหลง เมื่อรู้เท่าทัน ก็ป้องกันกิเลสตัณหา ไม่ให้เข้ามาครอบครองจิตใจเราได้ ส่วนสัมปชัญญะนั้น ได้แก่ความรู้ตัวที่พร้อมตลอดเวลาว่า ขณะนี้เรากำลังทำ กำลังพูด กำลังคิดอะไรอยู่ เมื่อรู้ตัวอยู่เช่นนี้ การทำ การพูด การคิด ก็จะไม่ผิดพลาด เสียหาย คนดีมีธรรมทั้งสองนี้แล้วจะเป็นคนมีความเจริญก้าวหน้าในชีวิต
ตัวอย่างที่สอง คนดีมีธรรม คือมี “โลกปาลธรรม” คือธรรมคุ้มครองโลก คือ “หิริ” ความละอายแก่ใจ คือละอายบาป ละอายความชั่ว “โอตตัปปะ” ความเกรงกลัวต่อบาป ต่ออกุศล เกรงกลัวต่อผลของบาป ของความชั่ว กลัวว่า เมื่อทำชั่ว พูดชั่ว คิดชั่ว ผลชั่วจะตามมาแผดเผาให้เร่าร้อนในภายหลัง ระวังอย่าให้เกิดความประมาทพลั้งพลาดนักปราชญ์ท่านเตือนว่า เวลาทำชั่วก็ให้มีความละอายระงับกายไว้ได้ไม่ให้ทำความชั่ว เวลาจะพูดชั่ว ก็ให้ละอายระงับปากไว้ได้ไม่ให้พูดชั่ว เวลาจะคิดชั่ว ก็ให้ละอายระงับใจไว้ได้ไม่ให้คิดชั่ว นี่คือลักษณะของ “หิริ” ความละอายแก่ใจ คือมันเกิดขึ้นในใจจริงๆ ส่วน “โอตตัปปะ” ความเกรงกลัวนั้น ก็คือเกรงกลัวบาป เกรงกลัวความชั่ว เวลาจะทำชั่วก็เกิดความกลัวขึ้นมาในใจ ระงับกายไม่ให้ทำความชั่ว เวลาจะพูดชั่วก็กลัวขึ้นมาในใจ ระงับปากไว้ไม่ให้พูดชั่ว เวลาจะคิดชั่ว ก็กลัวขึ้นมาในใจ ระงับใจไว้ไม่ให้คิดชั่ว คนใดมีธรรมคือ หิริ-โอตตัปปะ คนนั้นก็มีธรรมคุ้มครองป้องกัน ภยันตรายต่างๆ นานา นำมาซึ่งความปลอดภัยในชีวิต
หมู่ใด คณะใด สังคมใด ประเทศชาติใด ถ้าคนในหมู่นั้น คณะนั้น สังคมนั้น ประเทศชาตินั้น เป็นคนมี หิริ ความละอายต่อบาป ละอายต่อความชั่ว มีโอตตัปปะ ความกลัวต่อบาป กลัวต่อความชั่ว ละอาจต่ออกุศล อาศัยอยู่กันมาก ย่อมปราศจากความเอารัดเอาเปรียบ เหยียบย่ำทำร้ายกัน เพราะต่างคนต่างก็มีความละอายต่อบาป มีความกลัวต่อความชั่ว ไม่กล้าทำชั่ว ไม่กล้าพูดชั่ว ไม่กล้าคิดชั่ว เพราะผลของการทำชั่ว การพูดชั่ว การคิดชั่ว จะตามมาแผดเผาให้เกิดความทุกข์ ความเดือดร้อนในภายหลัง แต่ในสังคมปัจจุบันทุกวันนี้ มีคนบางพวกบางเหล่าไม่มีหิริ ความละอายแก่ใจ คือไม่มียางละอาย และปราศจากโอตตัปปะ ไม่กลัวบาปกลัวกรรม พากันทำชั่ว พูดชั่ว คิดชั่ว มั่วกันไปหมดในสังคมแห่งการอยู่ร่วมกัน จึงเกิดโทษมหันต์นานาประการ บ้านเมืองสังคมหาความสงบสุขมิได้ ละอายกันหน่อยซิ กลัวความชั่วกันบ้างเถิดท่านทั้งหลาย สังคมจะได้ผ่อนคลายจากความทุกข์ ความเดือดร้อนกันได้บ้าง
อีกประการหนึ่ง หิริ ความละอายแก่ใจ โอตตัปปะ ความกลัวต่อความชั่วท่านเรียกว่า “เทว ธรรม” คือธรรมที่ทำให้คนเป็น “เทวดา” คนไหนมีหิริ ความละอายต่อบาป มีโอตตัปปะ ความกลัวต่อความชั่ว ไม่กล้าทำชั่ว ไม่กล้าพูดชั่ว ไม่กล้าคิดชั่ว ทั้งในที่ลับทั้งในที่แจ้ง ต่อหน้าลับหลัง คนนั้นแหละคือ “เทวดา” ร่างกายเราเป็นคน แต่จิตใจเราเป็นเทวดา เรียกว่าเป็นเทวดาในร่างของคน ดังนั้น ใครต้องการเป็นเทวดาก็ต้องพากันมีเทวธรรม คือ หิริ และ โอตตัปปะ เราคนนั้นก็จะเป็นเทวดาทันที ในขณะนี้ เดี๋ยวนี้ และในโลกนี้ ไม่ต้องตายไปเกิดเป็นเทวดาในโลกหน้า เป็นเทวดาในโลกนี้กันดีกว่า (รอโลกหน้า มันช้าเกินไป)
ตัวอย่างที่สาม “คนดี มีธรรม” คือ “พรหมวิหารธรรม ๔” คือ “เมตตา” ความรักใคร่ปรารถนาให้คนอื่น สัตว์อื่น มีความสุข “กรุณา” ความสงสารต้องการช่วยคนอื่นสัตว์อื่นให้พ้นทุกข์ “มุทิตา” ความพลอยดีใจในเมื่อเห็นคนอื่นได้ดีมีความสุข ขอให้มีความสุขยิ่งๆ ขึ้นไป “อุเบกขา” วางใจให้เป็นกลางไม่เข้าข้างใดข้างหนึ่ง วางตัวอยู่ในความยุติธรรม ความเป็นธรรม ความเสมอภาค ใครก็ตามที่มีธรรมทั้ง ๔ นี้ประจำใจ คนนั้นแหละเป็น “พรหม” เป็นพรหมในร่างมนุษย์ ร่างกายเป็นร่างมนุษย์แต่จิตใจเป็น “พรหม” ใครต้องการเป็นพรหม ก็ต้องมีพรหมวิหารธรรม ๔ คือ มีเมตตา มีกรุณา มีมุทิตา มีอุเบกขาประจำใจให้สมบูรณ์บริบูรณ์ แล้วก็จะกลายเป็นพรหมทันที ในขณะนี้ เดี๋ยวนี้ และในโลกนี้ ไม่ต้องไปเกิดเป็นพรหมในโลกหน้า มันช้าเกินไป
ตัวอย่างที่สี่ “คนดี มีธรรม” คือมี “สัปปุริสธรรม” ธรรมของสัตบุรุษ คือคนดี ๗ ประการคือ :-
๑. ธัมมัญญุตา รู้จักเหตุ เช่น จักรู้จักว่า นี่เป็นเหตุแห่งความสุข (ทำดี พูดดี คิดดี เป็นเหตุแห่งความสุข) นี่เป็นเหตุแห่งทุกข์ (ทำชั่ว พูดชั่ว คิดชั่ว เป็นเหตุแห่งทุกข์)
๒. อัตถัญญุตา รู้จักผล เช่น รู้ว่าสุขเป็นผลแห่งเหตุนี้ (สุข เป็นผลมาจากคิดดี พูดดี ทำดี) ทุกข์เป็นผลแห่งเหตุอันนี้ (ทุกข์ เป็นผลมาจาก คิดชั่ว พูดชั่ว ทำชั่ว)
๓. อัตตัญญุตา รู้จักตนว่า เราอยู่ในฐานะ ภาวะอย่างไร ควรประพฤติตนให้เหมาะสมกับฐานะ ภาวะของตน
๔. มัตตัญญุตา รู้จักประมาณในการทำมาหาเลี้ยงชีพในทางที่ชอบ และรู้จักประมาณในการใช้จ่าย แต่พอควรแก่รายรับ
๕. กาลัญญุตา รู้จักกาลเวลาในการประกอบการงานอันสมควร
๖. ปริสัญญุตา รู้จักชุมชนบริษัท ปฏิบัติตนให้สมควรแก่ชุมชน และสังคมนั้นๆ
๗. ปุคคลัญญุตา รู้จักบุคคลว่าคนนี้เป็นคนดี ควรคบ คนนี้เป็นคนไม่ดี ไม่ควรคบ เป็นต้น
(ธรรมะของสัตบุรุษ รู้เหตุ, รู้ผล, รู้ตน, รู้ประมาณ, รู้กาลเวลา, รู้ชุมชน, รู้บุคคล คนดี ควรคบ คนไม่ดี ไม่ควรคบ เป็นต้น)
รู้เหตุให้แยบยล รู้ผลให้สอดคล้อง
รู้ถูกต้องให้รู้ตน จะเกิดผลให้รู้จักประมาณ
จะชำนาญรู้กาลเวลา ใช้ปัญญารู้จักชุมชน
ไม่หลงกลต้องรู้คนทุกประเภท นี่คือเหตุปัจจัยทำให้เป็น “คนดี มีธรรม” ตัวอย่าง คนดีมีธรรมนำมาสาธกให้เห็นโดยย่อ ก็ขอยุติเพียงเท่านี้
ต่อไป เข้าสู่ประเด็น “คนระยำมีกิเลส” พวกคนระยำนี้ พวกเขามักจะมีกิเลสประเภทต่างๆ เช่น ความโลภ ความโกรธ ความหลง ทิฏฐิมานะ อิจฉาริษยา นินทาว่าร้าย เหล่านี้ มีมากบ้าง น้อยบ้าง ตามเหตุปัจจัยของแต่ละบุคคล เช่น คนบางคนก็มีความโลภมากอยากได้ในทางทุจริต ผิดศีล ผิดธรรม ผิดกฎหมาย ผิดวัฒนธรรมประเพณีอันดีงามของสังคม มีค่านิยมในการคดโกง คอร์รัปชั่น เอามันทุกอย่างขอให้ได้มาสนองความอยากของตน คนประเภทนี้มีมากขึ้นในสังคมปัจจุบันอย่างผิดสังเกต เป็นเหตุให้เกิดปัญหานานาประการ ในสังคมการอยู่ร่วมกัน มีโทษมหันต์เหลือที่จะพรรณนา ความปลอดภัยในทรัพย์สิน ทั้งในส่วนบุคคล และส่วนรวมประเทศชาติ พวกที่ลุอำนาจแก่ความโลภ ความเห็นแก่ตัว ประพฤติชั่วในทางทุจริต ชนิดจับไม่ได้ไล่ไม่ทัน มันมีกลเม็ดเด็ดพรายร้ายนักหนา พากันโกงเป็นคณะ เป็นทีม ถ้าชาวบ้านทั่วๆ ไปโกงกันมันก็ไม่เท่าไร แต่ถ้าหากผู้หลักผู้ใหญ่มีหน้าที่บริหารบ้านเมืองโกงชาวบ้านนี่ซิ มันอันตรายมาก
คนระยำมีกิเลส ประเภทโกธะ โทสะ ความโกรธ ความเกลียด ความชัง ความประทุษร้าย คนพวกนี้ก็มีมากในปัจจุบัน โกรธอย่างเดียวไม่พอก่อให้เกิดการผูกโกรธไว้นี่ซิ มันอันตรายมากยากที่จะละมันได้ เพราะมันฝังแน่นอยู่ภายในจิตใจเสียแล้ว โกธะและโทสะ นี้ เกิดมาจากจุดเล็กๆ ก่อน แล้วค่อยขยายวงกว้างออกไปเรื่อยๆ แต่เนื่องจากการขยายตัวของโกธะและโทสะนี้ มันขยายตัวเร็วมาก ยากที่จะสังเกตเห็นได้ด้วย “มังสจักขุ” คือตาเนื้อ ต้องใช้ “ปัญญาจักขุ” จึงจะสังเกตเห็นได้ เพราะมันเร็วมากยิ่งกว่าสายฟ้าแลบ ซึ่งเราเรียกว่า “ชั่วอารมณ์วูบเดียว” นั่นแหละ จุดเกิดของ “โกธะโทสะ” นั้น เกิดจาก “อรติ” ความไม่พอใจ พอไม่พอใจมากๆ เข้าก็เร้าให้เกิด “ปฏิมะ” ความหงุดหงิดกระวนกระวาย กลายเป็น “โกธะ” โกรธ เกลียดชัง กลายเป็นพลังให้เกิด “โทสะ” ความประทุษร้าย ทำลายล้างผลาญคนที่ตนมีความโกรธ ความเกลียด และความชังต่อไป นี่แหละคือจุดเกิดของ “โกธะ โทสะ” โปรดพากันจำไว้ให้ดี
ปัจจุบันทุกวันนี้ “คนระยำมีกิเลส” ประเภทโกธะ ความโกรธ ความเกลียด ความชัง และโทสะ ความประทุษร้าย ทำลายล้างผลาญ ระบาดทั่วไปในสังคมอย่างผิดสังเกต เป็นเหตุให้เกิดปัญหานานาประการ ในสังคมแห่งการอยู่ร่วมกัน เป็นภัยอันมหันต์เหลือที่จะพรรณนา เช่น ปัญหาผู้ก่อการร้ายในสามจังหวัดภาคใต้ ตายกันไม่เว้นแต่ละวัน ข้อสำคัญมันก็เกิดจาก “โกธะ” ความโกรธ ความเกลียด ความชัง และ “โทสะ” ความประทุษร้าย ทำลายล้างผลาญนั้นเอง ความโกรธ ความเกลียด ความชัง และความประทุษร้ายนี้ ถ้ามันอยู่ในหมู่ประชาชนคนธรรมดา ปัญหามันก็ไม่รุนแรงมากนัก ผลกระทบมันก็จำกัดอยู่ในวงแคบ แต่ถ้าหาก “คนระยำ มีกิเลส” ประเภทความโกรธ ความเกลียด ความชัง ความประทุษร้าย ขยายไปสู่ผู้หลักผู้ใหญ่มีอำนาจเงินอำนาจรัฐ บริหารประเทศชาติบ้านเมือง แล้วละก็อันตรายที่สุด เพราะจะให้ผลกระทบในวงกว้าง บุคคลต่างๆ ที่พวกเขาโกรธ เขาเกลียด เขาชัง เขาประทุษร้าย จะถูกพวกเขาทำลายล้างผลาญ ถูกประหารให้สิ้นซากไปจากสังคมแห่งการอยู่ร่วมกันเหลือที่จะพรรณนา ดังที่เราท่านทั้งหลายเห็นในปัจจุบันทุกวันนี้
คนระยำมีกิเลสประเภท “โมหะ” พวกนี้ละเป็นอันตรายนักยิ่งกว่ายักษ์ยิ่งกว่าผี มีความเห็นวิปริต เห็นผิดเป็นชอบ เห็นชั่วเป็นดี เห็นผีเป็นพระ เห็นธรรมะเป็นของล้าสมัย ไม่ทันกับความเจริญก้าวหน้า เป็นคนป่า คนเถื่อน เป็นไดโนเสาร์เต่าล้านปี ถ้าใครมีธรรมประจำใจเห็นไหมละ คนระยำมีกิเลสประเภท “โมหะ” รู้ผิด เข้าใจผิด มันมีฤทธิ์มีอำนาจ สามารถทำคนดีๆ ให้กลายเป็นผี เป็นเปรต ประเภทเที่ยวหลอกหลอนให้โง่เขลางมงาย ให้เชื่อสิ่งลมๆ แล้งๆ เชื่อเจ้าเชื่อผี คนดีๆ มีศีล มีธรรม ทำความดีแก่สังคมประเทศชาติบ้านเมืองก็หาเรื่องไปหลอกไปหลอนไปสอนคนให้เขาเชื่อว่า เป็นคนชั่ว คนไม่ดี คนเลวคนอันตราย จะทำลายประเทศชาติบ้านเมือง เรื่องเหล่านี้มีให้เห็นกันทั่วไปในสังคมปัจจุบันทุกวันนี้ นี่แหละพิษสงของคนระยำมีกิเลสประเภท “โมหะ” พระท่านสอนว่า “คนที่มีความโลภ ความโกรธ ความหลง ครอบงำจิตใจแล้ว เขาย่อมไม่รู้อรรถ ย่อมไม่เห็นธรรม ความโลภ ความโกรธ ความหลง ครอบงำจิตเมื่อไร ความมืดมิดทางจิตใจย่อมมีเมื่อนั้น” ดังนี้
คนระยำมีกิเลสประเภท “ริษยา อคติ” อิจฉาริษยาตาไฟ เห็นใครเขาทำดีได้ดี มีคนยกย่องทั่วไปในสังคมนิยม ชมชอบทั่วบ้านทั่วเมือง เรื่องเช่นนี้ คนระยำมีกิเลสประเภท “อิจฉา ริษยา” ไม่พอใจ ไม่ชอบใจ เอาเสียเลย อยู่เฉยไม่ได้ หาอุบายทำลายความดีของเขาต่างๆ นานาสารพัด ไม่ได้ด้วยเล่ห์ก็เอาด้วยกล ไม่ได้ด้วยมนต์ก็เอาด้วยคาถา ไม่ได้ด้วยคาถาก็จ้างคนด่า คนทำลาย ร้ายนักพวกอิจฉาตาไฟ เกิดขึ้นที่ไหนมีในสังคมใด ก็บรรลัยที่นั้น เข้าขั้นไฟประลัยกัลป์ล้างโลกทีเดียว ดังธรรมภาษิตว่า “อรติโลกนาสิกา” ความริษยายังโลกให้ฉิบหาย
ประเภท “อคติ” ความลำเอียง ไม่เที่ยง, ไม่ตรง, ไม่คงเส้นไม่คงวา เอียงซ้าย เอียงขวา เอียงข้างหน้า เอียงข้างหลัง ลำเอียงเพราะชอบ ลำเอียงเพราะชัง ลำเอียงเพราะขลาด ลำเอียงเพราะเขลา (ฉันทา โทสา ภยา โมหาคติ) ถ้าชอบคนไหน พวกไหน แม้พวกนั้นจะทำผิดศีลธรรม ผิดกฎหมายร้ายแรงอย่างไร ก็เห็นดีเห็นชอบ ประกอบความชั่วอย่างไรก็ไม่มีความผิด นี่คือลำเอียงเพราะชอบ ถ้าโกรธ ถ้าเกลียด ถ้าชังคนไหน พวกไหน จะทำดีอย่างไร ก็ยังเกลียดยังชังยังว่าไม่ดี บางทีไม่ได้ทำผิดอะไรเลย ก็หาเรื่องว่าผิด นี่คือฤทธิ์ของคนระยำมีกิเลสประเภท “อคติ” นำมาให้เห็นเป็นตัวอย่าง เรื่อง “คนดีมีธรรม – คนระยำมีกิเลส” นำมาเสนอท่านทั้งหลายโดยย่อ ก็ขอสมมติยุติลงเพียงเท่านี้
เป็นคนดี ต้องมีธรรม โปรดจำไว้
นำไปใช้ ในชีวิต เป็นนิจสิน
ถ้าทุกคน มีธรรม เป็นอาจิณ
จะหมดสิ้น ปัญหา สารพัน
อันคนดี มีธรรม ประจำจิต
จะทำกิจ สิ่งใด ได้ฉับพลัน
ประสบสุข สดชื่น ทุกคืนวัน
จงพากัน มีธรรม นำวิญญาณ
ถ้าทุกคน มีพระธรรม นำชีวิต
จะพิชิต ทุกอย่าง ล้างหมู่มาร
ไม่ให้มี กำลัง อันกล้าหาญ
มาล้างผลาญ คนดี มีพระธรรม
ด้วยเหตุนี้ ขอคนดี จงหมายมั่น
พร้อมใจกัน ทำดี มีประจำ
อย่าปล่อยให้ ความชั่ว เข้าครอบงำ
มีพระธรรม นั่นแหละดี มีมงคล
คนระยำ มีกิเลส เศษมนุษย์
เลวที่สุด ดุจสัตว์ป่า น่าฉงน
เกิดเป็นคน ทำไม ไม่รักตน
ดันเป็นคน มีกิเลส ทุเรศจริง
คนระยำ มีกิเลส ทุเรศมาก
จึงขอฝาก ให้ระวัง ตั้งใจจริง
อย่าปล่อยให้ กิเลส เข้าแย่งชิง
อย่าประวิง ไล่มันไป ให้เร็วพลัน
ของเชิญชวน มวลประชา พากันคิด
เพื่อพิชิต กิเลสหนา สารพัน
ถอนรากเหง้า เค้ามูล ให้สูญพันธุ์
แล้วทุกคน จะพากัน สงบเย็น ฯ
แก่นคน
สารญฺจ สารโต ญตฺวา อสารญฺจ อสารโต เต สารํ อธิคจฺฉนฺติ สมฺมาสงฺกปฺปโคจรา. คนเหล่าใดเห็นสิ่งที่เป็นสาระว่าเป็นสาระ และเห็นสิ่งที่ไม่เป็นสาระ ว่าไม่เป็นสาระ ชนเหล่านั้น มีความดำริชอบเป็นโคจร ย่อมประสบสิ่งที่เป็นสาระ
แก่นคน ต้นไม้ในป่าธรรมชาติสร้างมามีอยู่ ๒ ชนิด คือ ไม้เนื้อแข็ง และไม้เนื้ออ่อน ไม้เนื้อแข็งเป็นต้นไม้ชนิดที่มีแก่น ไม้เนื้ออ่อนเป็นต้นไม้ชนิดที่ไม่มีแก่น ในบรรดาต้นไม้สองชนิดนี้ ต้นไม้ที่มีแก่นมีประโยชน์มาก มีค่าสูง ราคาก็แพง ใคร ๆ ก็ต้องการ เพราะทนทานแข็งแรง ทนแดด ทนฝน ทนลม ทนฟ้า ฝังไว้ในดินก็ทนอยู่ได้นาน แช่ไว้ในน้ำก็ไม่ผุ อยู่ได้หลายสิบปี ที่สำคัญคือปลวกไม่กล้าแทะ นี่แหละคือคุณค่าของไม้มีแก่น ส่วนไม้เนื้ออ่อนไม่มีแก่นใช้ประโยชน์ได้เหมือนกัน แต่ไม่มากนัก ค่าก็ไม่สูง ราคาก็ต่ำ เพราะไม่คงทนแข็งแรง ตากแดด ก็ไม่ทน ถูกฝนมากก็ไม่ได้ ร้ายไปกว่านั้น ก็คือเป็นเหยื่อปลวกได้ดีนัก นี่คือลักษณะไม้เนื้ออ่อน ดังนั้น คำว่า “แก่น” จึงหมายถึงสิ่งที่เป็นของแท้ เป็นแก่น เป็นประธาน เช่น แก่นพระศาสนา ก็หมายถึง ศีล สมาธิ ปัญญา แก่นสารก็หมายถึงสิ่งที่ตั้งมั่น สิ่งที่ถาวร สิ่งที่ไม่เหลวไหล นี่คือความหมายของคำว่า “แก่น” แก่นคน ก็คือสิ่งที่ทำให้ชีวิตจิตใจของคนหนักแน่นมั่นคง ไม่หวั่นไหวไปตามอำนาจกิเลสตัณหา ไม้แก่นหรือแก่นไม้ มีประโยชน์แก่คนเราอย่างมหาศาล เหลือที่จะพรรณนา แต่ว่าต้นไม้จะมีแก่นหรือเป็นแก่นให้คนเราใช้ประโยชน์ได้ต่าง ๆ นานานั้น มันก็ยืนหยัดต่อสู้กับดินฟ้าอากาศ ธรรมชาติมาอย่างยืดเยื้อยาวนาน เพื่อให้มีแก่นให้เป็นแก่น อนุเคราะห์ช่วยเหลือผู้ต้องการได้ ไม้มีแก่นสามารถอำนวยประโยชน์แก่ผู้ต้องการประโยชน์จากต้นไม้ทุกแง่ทุกมุมในทำนองเดียวกัน คนเราถ้าพยายามฝึกฝนอบรมตนเองให้เจริญคุณธรรม และศีลธรรมก็เป็นคนประเภทมีแก่น คือ เป็นคนมีศีลดี มีธรรมงาม ตามหลักธรรมทางศาสนา หลักธรรมทางศาสนานั่นแหละ คือแก่นแท้ของคนเรา คนที่มีศีลมีธรรมประจำจิตใจ คนนั้นก็เป็นคนมีแก่น คนไหนปราศจากศีลธรรม คนนั้นก็เป็นคนไม่มีแก่น ต้นไม้ประเภทมีแก่นเป็นต้นไม้มีคุณค่าสูง เป็นที่ต้องการของคนทั่ว ๆ ไป ฉันใด คนที่มีจิตใจเต็มเปี่ยมด้วยคุณธรรมศีลธรรมก็เป็นที่ต้องการของคนในสังคม ฉันนั้นเหมือนกัน ธรรมะที่จะทำให้คนมีแก่นสารนั้น เรียกว่า “สาระธรรม” มีอยู่ด้วยกัน ๕ ข้อ คือ ๑. สัทธาสาระ แก่นคือศรัทธา ความเชื่อ ๒. สีลสาระ แก่นคือศีล ๓. สุตสาระ แก่นคือการสดับตรับฟัง ๔. จาคสาระ แก่นคือการเสียสละ ๕. ปัญญาสาระ แก่นคือปัญญา ความเชื่อมั่นคง ดำรงมั่นในศีล หมั่นฟังเป็นอาจิณ ความชั่วทั้งสิ้นต้องสละไป จะมีชัยต้องมีปัญญา สัทธาสาระ แก่นคือศรัทธา ความเชื่อ ศรัทธาที่แปลว่า ความเชื่อนั้น ท่านผู้รู้ – วิญญูชน ได้ให้ความหมายไว้ถึง ๔ อย่าง คือ ๑. กัมมสัทธา เชื่อกรรมคือการกระทำ ๒. วิปากสัทธา เชื่อผลของกรรม ๓. กัมมัสสกตาสัทธา เชื่อว่าทุกคนมีกรรมเป็นของ ๆ ตน ๔. ตถาคตโพธิสัทธา เชื่อปัญญาตรัสรู้ของพระตถาคตเจ้า กัมมสัทธา เชื่อกรรมคือการกระทำทางกาย ทางวาจา และทางใจของตน คนเราจะชั่วจะดี จะมี จะจน ไม่ใช่เกิดจากสิ่งอื่น หรือสิ่งลึกลับมหัศจรรย์อะไรทั้งนั้นเป็นผู้บันดาล กรรมคือการกระทำของเรานั่นแหละ เป็นผู้บันดาล คิดดี พูดดี ทำดี ก็เป็นคนดี มีความสุข ถ้าคิดชั่ว พูดชั่ว ทำชั่ว ก็เป็นคนชั่ว มีความทุกข์ มีความเดือดร้อนตลอดเวลา ดังนั้น เมื่อเราเชื่อกรรมการกระทำของตนเช่นนี้ เราจึงควรเลือกคิด เลือกพูด เลือกทำ แต่กรรมที่ดี จะได้เป็นสิริมงคลส่งผลให้มีความสุขในที่ทุกสถานในกาลทุกเมื่อ นี่คือ “กัมมสัทธา” เชื่อกรรม วิปากสัทธา เชื่อผลของกรรมคือการกระทำทางกาย ทางวาจา ทางใจ คือทำ พูด คิดอย่างไร ก็ย่อมได้รับผล อย่างนั้น ทำดี พูดดี คิดดี ก็ได้รับผลดี ถ้าทำชั่ว พูดชั่ว คิดชั่ว ก็ได้รับผลชั่ว หว่านพืชเช่นไร ได้ผลเช่นนั้น นี่คือความหมาย “วิปากสัทธา” เชื่อผลของกรรม กัมมัสสกตาสัทธา เชื่อว่าสัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของ ๆ ตน คือคนเราเมื่อทำกรรมอะไรลงไปแล้ว กรรมนั้นก็ต้องเป็นของ ๆ เรา จะยกกรรมที่เราทำให้คนอื่นไม่ได้ ใครทำก็ต้องเป็นของคนนั้น นี่คือความหมาย “กัมมัสสกตาสัทธา” เชื่อว่ามีกรรมเป็นของ ๆ ตน ตถาคตโพธิสัทธา เชื่อปัญญาตรัสรู้พระตถาคตเจ้า คือเชื่อธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าว่า พระองค์ทรงสอนอย่างไร ก็เป็นอย่างนั้นไม่แปรผันเป็นอย่างอื่นไปได้ การเชื่อปัญญาตรัสรู้ของพระตถาคตเจ้านั่นแหละ เป็นความเชื่อที่ดีที่สุด ถูกต้องที่สุด คนเราทำอะไรลงไป ต้องอาศัยศรัทธาความเชื่อเป็นปัจจัยสำคัญที่จะผลักดันให้ลงมือทำในสิ่งนั้น ๆ ได้ ถ้าไม่มีศรัทธาความเชื่อแล้ว คนเราก็ทำอะไรไม่ได้ ดังนั้น ศรัทธา ความเชื่อจึงเป็นเสมือนหนึ่งว่า เพื่อน คอยเตือนให้คนเราทำอะไรให้สำเร็จได้ ขาดเพื่อนก็เหมือนขาดปัจจัยสำคัญไป ทำอะไรลงไปก็ไม่ประสบผลสำเร็จ ด้วยเหตุนี้ คนเราจึงจำเป็นต้องมีศรัทธาเป็นเพื่อนคอยเตือนตลอดเวลา สทฺธา ทุติยา ปุริสสฺส โหติ. ศรัทธาเป็นเพื่อนที่สองของคน คนเราที่ลงมือทำอะไรให้ดำเนินไปได้นั้น เพราะมีศรัทธาเป็นเพื่อนคอยเตือนให้ทำงานตามหน้าที่ ไม่ผัดวันประกันเวลาในการทำงาน ต้องทำงานให้ต่อเนือง ทำสม่ำเสมอไม่ขาดสาย ผลสุดท้ายงานก็สำเร็จด้วยดี เพราะมีศรัทธาเป็นเพื่อนและศรัทธานั้นก็ต้องเป็นศรัทธาที่ประกอบด้วยปัญญาด้วยจึงจะเป็นศรัทธาที่แท้จริง คือ “สัทธาญาณสัมปยุต” ศรัทธาประกอบด้วยปัญญาศรัทธาตั้งมั่นแล้วยังประโยชน์ให้สำเร็จ ประโยชน์ตน ประโยชน์คนอื่น ประโยชน์ปัจจุบัน ประโยชน์อนาคต ประโยชน์อย่างยิ่ง คือนิพพานความดับทุกข์ ถ้าศรัทธาตั้งมั่นแล้ว ก็สำเร็จได้ทั้งนั้น ด้วยเหตุนี้ คนที่มีศรัทธาตั้งมั่นแล้ว จึงเป็นคนมีแก่น เพราะไม่หวั่นไหวต่ออุปสรรค จิตใจหนักแน่นมั่นคง ประกอบกิจอะไรลงไปก็สำเร็จได้ ศรัทธาจึงเป็นแก่นคน (สัทธาสาระ) สีลสาระ แก่นคือศีล ศีลได้แก่พฤติกรรมทางกาย ทางวาจา เรียบร้อย พฤติกรรมทางกายไม่เป็นโทษแก่ใคร ๆ พฤติกรรมทางวาจาก็ไม่เป็นภัยแก่คนอื่น เรียกว่าเป็นคนมีศีล คนมีศีลเป็นคนมีแก่นเพราะมีกายสุจริต มีวาจาสุจริต คนมีกายสุจริต มีวาจาสุจริตเป็นคนมีแก่น สีละแปลว่าปกติ สีละแปลว่าเย็น สีละแปลว่าหนักแน่นมั่นคง คนมีศีลมีปกติ มีวาจาปกติ ไม่ทำชั่วทางกาย ไม่พูดชั่วทางวาจา ดังนั้น ศีลจึงเป็นแก่นของคน (แก่นคน) แก่นคนคือศีล คนมีศีล สิ้นวุ่นวาย หายเดือดร้อน จะหลับนอน ก็เป็นสุข ทุกข์ห่างเหิน ทำอะไร จิตใจ ใฝ่เพลิดเพลิน สุขเจริญ เป็นนิรันดร์ ไม่ผันแปร สุตะสาระ แก่นคือการสดับตรับฟังธรรมะคำสอนในทางพระพุทธศาสนา การฟังมาก เป็นการเรียนรู้ทางโสตะ ประสาท ทำให้คนเรามีความรู้ มีความเข้าใจมากในเรื่องต่าง ๆ ที่ได้ฟังมาจึงทำให้เป็นพหูสูต คงแก่เรียน การฟังนั้นเป็นเหตุให้ได้ฟังสิ่งที่ไม่เคยฟัง สิ่งใดเคยฟังแล้ว แต่ไม่เข้าใจชัดย่อมเข้าใจสิ่งนั้นชัด ถ้ามีความเห็นผิดมาก่อน ก็ทำให้มีความเห็นถูกต้องได้เพราะการฟัง บรรเทาความสงสัยต่าง ๆ เสียได้ จิตใจของผู้ฟังย่อมผ่องใส ด้วยเหตุผลดังที่กล่าวมา สุตะ การสดับตรับฟัง จึงเป็นแก่นคน คนเราจะเป็นคนฉลาด เป็นนักปราชญ์ผู้มีปัญญา ต้องอาศัยการฟังเป็นปัจจัยสำคัญ ถ้าปราศจากสุตะการฟังเสียแล้ว คนเราจะเป็นคนฉลาด เป็นปราชญ์มีปัญญาได้อย่างไร เมื่อไม่มีความฉลาด ไม่มีความเปรื่องปราดด้วยสติปัญญาแล้ว จะเป็นคนมีแก่นกันได้อย่างไร ใครต้องการเป็นคนมีแก่นก็ต้องมีใจหนักแน่นในการสดับตรับฟัง สดับตรับฟังมากเท่าไร แก่นคนก็แข็งแรงมากเท่านั้น นี่คือ “แก่นคน” ในข้อที่ว่า “สุตสาระ” แก่นคือการฟังนำมาเสนอท่านทั้งหลายโดยย่อพอเป็นตัวอย่างในทางศึกษาหาความรู้ต่อไป จาคะสาระ แก่นคือการเสียสละ บริจาค จาคะมีสองความหมาย คือเสียสละภายนอก ได้แก่การบริจาควัตถุสิ่งของต่าง ๆ เพื่อสงเคราะห์อนุเคราะห์แก่คนอื่น ตามกำลังความสามารถที่จะทำได้ อย่าให้เกินกำลัง ให้รู้จักประมาณในการบริจาค เพราะความรู้จักประมาณยังประโยชน์ให้สำเร็จ คนตกทุกข์ได้ยากยังมีอยู่มากในสังคมแห่งการอยู่ร่วมกัน ต้องอาศัยคนผู้มีน้ำใจ เมตตากรุณาสงสารสงเคราะห์คนเหล่านั้นให้พวกเขามีความเป็นอยู่อย่างไม่ต้องทนทรมานมากจนเกินไป นี่คือการเสียสละภายนอก คือการบริจาควัตถุสิ่งของเท่าที่จะทำได้ตามกำลังความสามารถ อีกความหมายหนึ่งของ “จาคะ” คือการเสียสละภายใน การเสียสละภายในเป็นเรื่องสำคัญมาก แต่หากไม่ค่อยจะมีการพูดถึงกัน พากันพูดถึงแต่การเสียสละภายนอก จึงขอบอกว่า การเสียสละภายนอกจะเกิดจะมีขึ้นได้ ก็ต้องอาศัยการเสียสละภายในเป็นปัจจัยผลักดัน เช่นคนจะให้วัตถุสิ่งของได้ก็ต้องเสียสละภายใน คือ “มัจฉริยะ” ความตระหนี่เห็นแก่ตัวเสียก่อน จึงจะให้วัตถุสิ่งของได้ ดังนั้น การเสียสละภายในจึงเป็นสิ่งสำคัญยิ่งกว่าการเสียสละภายนอก การเสียสละภายใน ได้แก่การเสียสละอะไร ? การเสียสละภายในนั้น ได้แก่การเสียสละความชั่ว ความไม่ดี กิเลสตัณหาอันฝังแน่นอยู่ภายในจิตใจออกไป อย่าให้ความชั่วกิเลสตัณหาเหล่านั้น ฝังแน่นอยู่ภายในจิตใจอีกต่อไป กิเลสประเภท ความโลภ ความโกรธ ความหลง ทิฎฐิมานะ อิจฉาริษยา นินทาว่าร้าย ความชั่วทั้งหลายเหล่านี้ เป็นสิ่งไม่ดี เป็นของบูดของเน่าของเหม็น ของไม่เป็นสิริมงคล ของไม่ดีเหล่านี้ อย่าปล่อยไว้ให้มันหมักมันดองอยู่ในจิตใจ เพราะถ้าปล่อยให้กิเลสความเศร้าหมองเหล่านี้ หมักดองอยู่ในจิตใจ จิตใจก็จะเศร้าหมองไปด้วยกิเลสตัณหาอารมณ์ฝ่ายต่ำเหล่านั้นด้วย ดังนั้น จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเสียสละกิเลสประเภท ความโลภ ความโกรธ ความหลง ทิฏฐิมานะ อิจฉาริษยา นินทาว่าร้าย ให้หายไปจากจิตใจ อย่าปล่อยไว้ให้มันทำลายจิตใจอีกต่อไป เมื่อสละกิเลสทั้งหลายออกไปจากจิตใจได้แล้ว จิตใจก็จะมีแต่แก่น ดังนั้น จาคสาระ จึงเป็นแก่นของคน คนไหนมี “จาคะสาระ” คนนั้นก็เป็นคนมีแก่น ได้พูดถึงการเสียสละมาพอสมควรแล้วต่อไป ก็ขอเข้าสู่ประเด็น “ปัญญาสาระ” แก่นคือปัญญา ปัญญาสาระ แก่นคือปัญญา แก่นคนข้อสุดท้ายคือ ปัญญา ทำไมปัญญาจึงเป็นแก่นคน ปัญญาที่เป็นแก่นคน ก็เพราะปัญญาเป็นแสงสว่างของคนในโลก แสงสว่างอื่นเสมอด้วยปัญญาไม่มี ปัญญาเป็นแก้วของนรชน ปัญญาปกครองคนได้ ปญฺญา โลกสฺมิ ปชฺโชโต. ปัญญาเป็นแสงสว่างในโลก นตฺถิ ปญฺญาสมา อาภา. แสงสว่างอื่นเสมอด้วยปัญญาไม่มี ปญฺญา นรานํ รตนํ. ปัญญาเป็นแก้วของนรชน ปญฺญา เจนํ ปสาสติ. ปัญญาปกครองคนได้ คนเราจะครองชีวิตอยู่ในโลกให้มีความเจริญก้าวหน้าในด้านต่าง ๆ และมีความปลอดภัยได้ ต้องอาศัยปัญญาเป็นเครื่องนำทาง ปัญญานั้นแหละเป็นแสงสว่างนำทางให้คนเราดำเนินชีวิตไปในทางที่ถูกต้อง ถ้าขาดปัญญาก็อุปมาเหมือนอยู่ในที่มืดมองไม่เห็นทิศทางเคว้งคว้างไปตามกรรม ดังนั้น ปัญญาจึงเป็นแสงสว่างในโลก เป็นแสงสว่างของคนที่อาศัยอยู่ในโลก คนที่อาศัยอยู่ในโลก ต้องอาศัยปัญญาเป็นเครื่องนำทาง ชีวิตจึงจะพบกับความสว่างมองเห็นทางดำเนินชีวิตไปในทางที่ถูกต้องชอบธรรม การมีชีวิตอยู่ในโลกทุกวันนี้ ต้องอยู่กันด้วยปัญญา ชีวิตที่เป็นอยู่ด้วยปัญญา เป็นชีวิตอันประเสริฐ เกิดมาเป็นคนกับเขาทั้งชาติต้องเป็นคนฉลาด ครองชีวิตอยู่ด้วยปัญญา แสงสว่างอื่นเสมอด้วยปัญญาไม่มี ไม่มีแสงสว่างอะไรเสมอด้วยปัญญา พระอาทิตย์ส่องแสงสว่างในเวลากลางวัน พระจันทร์ส่องแสงสว่างในเวลากลางคืน แสงสว่างอื่น ๆ ก็ส่องแสงสว่างในขอบเขตจำกัด ข้อสำคัญแสงสว่างอันเกิดจากดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ จากประทีปโคมไฟ แสงสว่างจากกระแสไฟฟ้าเหล่านี้ ไม่สามารถส่องเข้าไปสู่จิตใจอันมืดบอดไปด้วยกิเลสตัณหาของคนเราได้ นอกจากแสงสว่างคือปัญญาเท่านั้น ที่จะส่องเข้าไปสู่จติใจอันมืดบอด ด้วยกิเลสตัณหาของคนเราได้ ดังนั้น แสงสว่างอื่นจึงเสมอด้วยปัญญาไม่มี ปัญญาเป็นแก้วของนรชน คนที่มีปัญญาเป็นคนที่มีแก้วสารพัดนึก คือจะนึกเอาอะไรก็ได้ตามความปรารถนา ดำดิน บินบน ล่องหน หายตัว ทุกวันนี้ก็มีให้เห็นกันอยู่แล้ว ส่งยานอวกาศไปสำรวจนอกโลก นานกันเป็นเดือนเป็นปี ก็มีให้เห็นกันอยู่ในปัจจุบัน ท้ายที่สุดพระพุทธองค์ทรงย้ำว่า ปัญญาปกครองคนได้ คนมีปัญญาจะปกครองตนเองก็ได้ ปกครองคนอื่นก็ไม่มีปัญหา ที่มีปัญหากันอยู่ทุกวันนี้ เพราะใช้คนปกครองคน ไม่ใช้ปัญญาปกครองจึงเกิดปัญหา ดังนั้น ถ้าไม่ต้องการให้เกิดปัญหาในการปกครอง ก็ตัองใช้ปัญญาปกครองคน อย่าใช้คนปกครอง ถ้าใช้คนปกครองคนก็จะหนีไม่พ้นจากปัญหา พระศาสดาตรัสว่า “ปัญญาปกครองคนได้” โปรดจำกันไว้ให้ดี แล้วใช้ปัญญาปกครองคนกันต่อไป สังคมจึงจะไร้ปัญหา ที่กล่าวมานี้ คือเรื่องของ “ปัญญาสาระ” แก่นปัญญา แก่นคนข้อสุดท้ายได้แก่ปัญญา ใครมีปัญญาดังกล่าวมา คนนั้นก็มีแก่น แก่นคนคืออะไร? แก่นคนได้แก่ “สาระธรรม” ๕ ประการ คือ สัทธาสาระ แก่นคือศรัทธา, สีลสาระ, แก่นคือศีล, สุตะสาระ แก่นคือการสดับตรับฟัง, จาคะสาระ แก่นคือการเสียสละ, ปัญญาสาระ แก่นคือปัญญา คนไหนประพฤติปฏิบัติทั้ง ๕ ข้อนี้ ให้สมบูรณ์บริบูรณ์ดี คนนั้นก็เป็นคนมีแก่น ดังนั้น ธรรมทั้ง ๕ ประการ คือ สัทธา, สีละ, สุตะ, จาคะ, และปัญญา จึงเป็นแก่นคน หนึ่งให้มี ศรัทธา อย่าประมาท อย่าให้ขาด เมื่อให้ทาน การกุศล ศรัทธาช่วย อวยสุข ให้ทุกคน จะเกิดผล เพราะศรัทธา พานำทาง จะทำใด ไตร่ตรอง ถึงสองชั้น อย่าผลุนผลัน เชื่อง่าย ไร้เหตุผล จะทำบุญ สุนทาน การคบคน อย่าลุกลน จะถูกหลอก บอกให้จำ ลิงหลอกเจ้า เข้าตำรา นั่นน่าคิด ควรพินิจ คำโบราณ ท่านขานไข คนหน้าไหว้ หลังหลอก ท่านบอกไว้ อย่าตายใจ เชื่อตาม คำของมัน คิดให้ดี อย่าผลีผลาม จะงามหน้า ใช้ปัญญา ถี่ถ้วน ควรไต่ถาม หาเหตุผล เสียก่อน ก่อนทำตาม ศรัทธางาม อย่างนี้ ดีนักแล ข้อที่สอง ต้องรักษา ศีลห้าด้วย เอาศีลช่วย ปราบกิเลส เหตุเศร้าหมอง ควรรักษา กายวาจา อย่าคะนอง ปราบจองหอง ด้วยศีล สิ้นหยาบคาย กาย-วาจา ถ้ายังหยาบ ปราบเสียบ้าง เอาศีลล้าง หยาบคาย หายเศร้าหมอง คนมีศีล กายดี เหมือนสีทอง วาจาผ่อง พูดจา ก็น่าฟัง รักษากาย วาจา อย่าประมาท พุทโธวาท สอนไว้ ในหมวดศีล ให้ชำระ กาย-วาจา อันราคิน ด้วยองค์ศีล ให้สะอาด ปราชญ์นิยม คนมีศีล สิ้นวุ่นวาย หายเดือดร้อน จะหลับนอน ก็เป็นสุข ทุกข์ห่างเหิน ทำอะไร จิตใจ ใฝ่เพลิดเพลิน สุขเจริญ เป็นนิรันดร์ ไม่ผันแปร ข้อที่สาม หมั่นสดับ รับโอวาท อย่าให้ขาด การฟังธรรม พระพร่ำสอน ฟังแล้วจำ ขึ้นใจ ให้แน่นอน ฟังไว้ก่อน นั่นแหละดี มีปัญญา ฟังให้ดี มีปัญญา สมาธิ หมั่นดำริ ตามหลัก แห่งมรรคผล ฟังอะไร ใฝ่ใจ ให้แยบยล เป็นมงคล มีปัญญา พารุ่งเรือง ฟังให้มาก ถ้าอยากรู้ เมื่อครูสอน อย่าง่วงนอน ตั้งใจ ใฝ่ศึกษา จะฟังเทศน์ ฟังธรรม ให้นำพา เกิดปัญญา ก็เพราะฟัง ตั้งใจจริง คนฟังมาก คงแก่เรียน เพียรอุตส่าห์ มีปัญญา ทรงจำ ในคำสอน ดำเนินงาน ด้วยปัญญา ให้อาทร หายเดือดร้อน เพราะการฟัง ดีจังเอย ข้อที่สี่ มีจาคะ สละออก พระท่านบอก ให้ทำทาน การกุศล สละทรัพย์ ทำบุญ อุดหนุนคน ได้กุศล เพราะทำทาน การแบ่งบัน ก่อนจะให้ ใจดี มีฉันทะ เสียสละ ปัจจัย ไม่หวงแหน เพื่อแลกเปลี่ยน ความดี มีมาแทน อันเป็นแก่น ที่นิรันดร์ ไม่ผันแปร สละทรัพย์ ภายนอก ออกสงเคราะห์ ทำให้เหมาะ พอประมาณ การช่วยเหลือ ให้ด้วยจิต สงสาร การจุนเจือ เราช่วยเหลือ เขาดีใจ ใฝ่ขอบคุณ นี่คือให้ สิ่งภายนอก บอกให้รู้ ส่วนศัตรู ภายใน ใจสถุล ต้องสละ มันไป ให้สมดุล จิตใจขุ่น มัวหมอง ต้องละมัน ควรสละ สิ่งภายใน จิตใจชั่ว ความหมองมัว ในใจ ให้ละเสีย อย่าปล่อยไว้ ทำใจ ให้อ่อนเพลีย ละมันเสีย ใจสะอาด ปราศมลทิน ข้อที่ห้า ปัญญาดี มีสาระ ข้อนี้ละ ยิ่งสำคัญ ชั้นหัวแถว จะทำงาน เรื่องใด ให้เข้าแนว ก็ต้องแล้ว แต่ปัญญา พานำทาง ปัญญาดี มีไว้ ใช้ประโยชน์ ทำลายโทษ ทุกอย่าง ให้ห่างหนี จะหนีทุกข์ พบสุขได้ หายราคี ปัญญาดี จึงจะถึง ซึ่งนิพพาน ปัญญาเกิด คราใด ใจเป็นพระ ย่อมชนะ กิเลสมาร ที่ผลาญเผา ทำลายชั่ว ตัวโมหา พามัวเมา ไม่โศกเศร้า หายห่วง พ้นบ่วงมาร โปรดใฝ่หา ปัญญา อย่าเกียจคร้าน เพื่อปราบมาร ภายใน ให้สาปสูญ กิเลสร้าย ภายใน ไม่พอกพูน เพราะสมบูรณ์ ด้วยปัญญา พารุ่งเรือง ขณะใด มีปัญญา พารุ่งโรจน์ ไม่มีโทษ ไม่มีภัย ไกลสงสาร จะคิดอ่าน เรื่องใด ใจสำราญ พบนิพพาน สุขสันต์ นิรันดร สาระธรรม ที่กล่าวมา ห้าข้อนี้ เป็นของดี มีสาระ พระท่านสอน ควรใฝ่หา สาระธรรม ตามคำกลอน ที่กล่าวสอน มาแต่ต้น จนสุดท้าย สัทธา-ศีล สุตะ และจาคะ ข้อหนึ่งละ คือปัญญา พาทีไข ทั้งห้านี้ เป็นของดี ไม่มีภัย โปรดจำไว้ แล้วทำตาม งามจริงเอย นอกจาก “สาระธรรม” ดังที่กล่าวมานี้ จะเป็นแก่นของคนแล้วธรรมอื่น ๆ ธรรมหมวดอื่น ๆ ทั้งหมด ก็ล้วนเป็นแก่นของคนทั้งนั้น คุณธรรม ศีลธรรม จริยธรรมทั้งหลายที่พระพุทธองค์ได้ทรงแสดงบรรยายไว้ในพระไตรปิฎก ล้วนแล้วแต่เป็นแก่นของคนสำหรับผู้ที่นำไปประพฤติปฏิบัติตาม เพราะธรรมะคำสอนของพระตถาคตเจ้าจะเป็นประโยชน์แก่ใครก็เฉพาะผู้ที่ประพฤติปฏิบัติตามเท่านั้น พหูนํ วต อตฺถาย อุปฺปชฺชนฺติ ตถาคตา อิตฺถีนํ ปุริสานญฺจ เย เต สาสนการกา. การอุบัติขึ้นของพระตถาคตเจ้า จะเป็นประโยชน์แก่คนหมู่มากคือบุรุษและสตรี ก็เฉพาะผู้ปฏิบัติตามคำ สอนเท่านั้น แก่นคน ที่สำคัญที่สุดก็สรุปลงที่ ศีล สมาธิ และปัญญานั้นเอง เพราะศีล สมาธิ ปัญญา เป็นหลักธรรมในทางพระพุทธศาสนา ซึ่งมาจากอริยมรรคมีองค์แปด คือ สัมมาทิฎฐิ, สัมมาสังกัปปะ, สัมมาวาจา, สัมมา กัมมันตะ, สัมมาอาชีวะ, สัมมาวายามะ, สัมมาสติ, สัมมาสมาธิ สัมมาวาจา, สัมมากัมมันตะ, สัมมาอาชีวะ จัดเป็นหมวดศีล สัมมาวายามะ, สัมมาสติ, สัมมาสมาธิ จัดเป็นหมวดสมาธิ สัมมาทิฎฐิ, สัมมาสังกัปปะ จัดเป็นหมวดปัญญา ผู้ปฏิบัติตาม ศีล สมาธิ ปัญญา ให้สมบูรณ์บริบูรณ์ดีแล้วจึงได้ชื่อว่าเป็นคนมีแก่นที่แท้จริง ดังนั้น แก่นแท้ แก่นจริง ๆ ของคนเรา จึงได้แก่ ศีล สมาธิ และปัญญา สรุปแก่นคน จึงได้แก่ ศีล สมาธิ ปัญญา ดังที่ได้กล่าวมาโดยย่อพอเป็นตัวอย่างนี้แล ใครต้องการเป็นคนมีแก่น และเป็นแก่นที่แท้จริง มั่นคง ถาวร ก็ต้องสมาทานตั้งมั่นประพฤติปฏิบัติตามอริยมรรคมีองค์แปด อันได้แก่ ศีล สมาธิ และปัญญา ดังบรรยายมานี้แล สัทธา-ศีล สุตะ และจาคะ อีกข้อละ คือปัญญา พาทีไข หากพระธรรม ห้าข้อนี้ มีในใจ ของคนใด นั่นแหละ คือแก่นคน คนมีแก่น แสนประเสริฐ เลิศมนุษย์ มีจิตใจ บริสุทธิ์ ไม่ขุ่นข้น กิเลสใหญ่ ทั้งหลาย ไม่ระคน เขาเป็นคน ควรเชิดชู และบูชา แก่นของคน เกิดจากผล การทำดี การพูดดี การคิดดี มีที่มา การทำดี พูดดี ด้วยวาจา เป็นที่มา แก่นคน โปรดสนใจ คนมีแก่น แสนดี มีคุณค่า เป็นสง่า มีคำ น่าสนใจ ทำอะไร พูดอะไร คิดอะไร ก็เป็นไป แต่ในทาง สร้างความดี ด้วยเหตุนี้ ปราชญ์-เมธี จึงเตือนตัก ให้ทุกคน รู้จัก ทำความดี เพราะจะทำ ให้เรา มีศักดิ์ศรี เป็นคนดี ของสังคม นิยมธรรม เมื่อพระธรรม เป็นแก่นคน ดังกล่าวนี้ จึงขอให้ คนดี มีพระธรรม เพื่อส่งเสริม จิตใจ ให้ชื่นฉ่ำ ในพระธรรม ตลอดกาล เป็นนิจเทอญ



