ทาส-ไท

 

ลุทฺโธ อตฺถํ น ชานาติ              ลุทฺโธ น ปสฺสติ

อนฺธตมํ ตทา โหติ                  ยํ โลโภ สหเต นรํ.

คนโลภย่อมไม่รู้อรรถ คนโลภย่อมไม่เห็นธรรม ความโลภครอบงำนรชนเมื่อไร ความมืดมิดย่อมมีเมื่อนั้น

กุทฺโธ อตฺถํ น ชานาติ              กุทฺโธ ธมฺมํ น ปสฺสติ

อนฺธตมํ ตทา โหติ                  ยํ โกโธ สหเต นรํ.

คนโกรธย่อมไม่รู้อรรถ คนโกรธย่อมไม่เห็นธรรม ความโกรธครอบงำนรชนเมื่อไร ความมืดมิดย่อมมีเมื่อนั้น

มุฬฺโห อตฺถํ น ชานาติ             มุฬฺโห ธมฺมํ น ปสฺสติ

อนฺธตมํ ตทา โหติ                  ยํ โมโห สหเต นรํ.

คนหลงย่อมไม่รู้อรรถ คนหลงย่อมไม่รู้ธรรม ความหลงครอบงำนรชนเมื่อไร ความมืดมิดย่อมมีเมื่อนั้น

ตั้งอุเทศไว้ว่า “ทาส-ไท” ในประเด็นแรกก็มาทำความเข้าใจกันในคำว่า “ทาส” เสียก่อน “ทาส” นั้น ในพจนานุกรมภาษาไทยให้คำนิยามไว้ว่า ถ้าเป็นนาม “ทาส” นั้นได้แก่ผู้อุทิศตนแก่สิ่งที่ตนเลื่อมใสศรัทธา เช่น เป็นทาสความรู้, ผู้ที่ยอมตนให้ตกอยู่ในอำนาจสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เช่น เป็นทาสการพนัน, เป็นทาสยาเสพติดชนิดต่างๆ, เป็นทาสของความรัก, เป็นทาสเงิน, เป็นบ่าวไพร่ทั่วไป, ผู้ที่ขายตัวเป็นคนรับใช้ หรือที่นายเงินไถ่ค่าตัวมา เรียกว่า ทาสน้ำเงิน, ผู้ที่เป็นเชลยเรียกว่า ทาสเชลย, ทาสทาน ทานอย่างเลว คืออาการโยนให้ หรือให้โดยไม่เต็มใจ, ทาสปัญญา ความคิดต่ำ- ความรู้แบบทาส ปัญญาทาส ผู้ที่เป็นลูกของทาสน้ำเงินเรียกกันว่า ทาสในเรือนเบี้ย นี่คือลักษณะหรือความหมายของคำว่า “ทาส” ตามพจนานุกรมภาษาไทย ให้คำจำกัดความเอาไว้

สังคมโลกยุคก่อนย้อนหลังไปหลายร้อยปีที่ผ่านมา ทั่วโลก เป็นสังคมการปกครองกันตามระบบทาส ไม่ว่าจะเป็นสังคมชาติไหน พูดภาษาอะไร นับถือลัทธิศาสนาอะไรก็ตาม ส่วนใหญ่แล้วก็มีการปกครองคล้ายๆกัน หรือไม่ก็เลียนแบบกัน เอาอย่างกัน ผู้เป็นหัวหน้าหมู่ หัวหน้าคณะ ที่มีอำนาจในทางการเงิน ทำให้มีคนเกรงขาม ก็สถาปนาตัวเองขึ้นเป็นใหญ่ในการปกครอง หรือเป็นผู้นำของกลุ่มชนนั้นๆ กลุ่มชนหรือสังคมจะดำเนินไปในทิศทางไหน ก็ขึ้นอยู่กับผู้นำ ถ้าผู้นำมีสติปัญญาประพฤติตนอยู่ในความชอบธรรม ในปัจจุบันเรียกกันว่า มีวิสัยทัศน์ มีภาวะความเป็นผู้นำ ก็นำสังคมหรือกลุ่มชนไปสู่ความสุข ความเจริญ ความก้าวหน้า และความปลอดภัยในชีวิตในทุกๆ ด้าน บ้านเมืองก็ร่มเย็นเป็นสุข แต่ถ้าตรงกันข้าม ผู้นำไม่มีวิสัยทัศน์ ขาดภาวะเป็นผู้นำ ก็เป็นกรรมของคนในสังคมแห่งการอยู่ร่วมกัน อย่างน่าอนาถใจ

ยุคก่อน สมัยก่อน ตอนที่คนในโลกปกครองกันด้วยระบบทาส ผู้มีอำนาจในการปกครองส่วนใหญ่ได้แก่ กษัตริย์ กษัตริย์จึงเป็นใหญ่ในแผ่นดิน ปกครองโดยวิธีเกณฑ์คนผู้อยู่ใต้บังคับบัญชามาเป็นทาส ให้ทำการทำงาน รับใช้ผู้ครองนคร แบบไม่มีค่าตอบแทนอะไร ทำให้ฟรี ผู้มีอำนาจรองลงมาจากกษัตริย์ระดับต่างๆ ต่างก็มีทาสคอยรับใช้ลดหลั่นกันไปตามขั้นตอน บรรดาทาสทั้งหลาย ทั้งชายหญิง ก็ก้มหน้าก้มตา ทำงานตามคำสั่ง ของนายเหนือหัว สั่งให้ทำอะไรก็ต้องทำ ไม่มีการต่อรอง จะขัดขืนไม่ได้ ใช้แรงกายคล้ายวัว-ควาย ไม่มีผิด ทำงานให้หลวงแต่จะทวงค่าตอบแทนอะไรก็ไม่ได้ ต้องใช้ของตัวเอง กินของตัวเอง บิดพริ้วอะไรไม่ได้ทั้งนั้น ถ้าขัดขืนก็ถูกลงโทษ จับกุมคุมขัง ยังต้องเสียสาอากร (ภาษี) ให้หลวงอีก นี่แหละคือ ระบบทาส ฟังดูมันร้ายกาจน่าหวาดกลัวเหลือกำลัง

ปัจจุบันทุกวันนี้ ระบบทาสได้หมดไปจากสังคมโลกแล้ว อาจจะมีหลงเหลืออยู่บ้าง ก็น้อยมาก ระบบทาสที่ร้ายกาจทารุณได้หายไปจากสังคมโลกประมาณร้อยกว่าปีมานี้เอง เช่นในประเทศสหรัฐอเมริกา และประเทศไทย พวกทาสทั้งหลายได้รับการปลดปล่อยให้พ้นจากความเป็นทาส ได้รับอิสระภาพพ้นจากพันธะโดยประการทั้งปวง การเลิกทาสหรือการปลดปล่อยทาสให้เป็นอิสระ ของประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศไทย ในกาลเวลาอันใกล้เคียงกัน ก่อนหรือหลังกันก็ไม่กี่ปี จะว่าพร้อมกัน หรือตรงกันก็ไม่ค่อยถูกต้องนัก เอาเป็นว่าใกล้เคียงกันก็แล้วกัน โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกานั้น ประชาชนชาวอเมริกันได้รับอิสรภาพกันจริงๆ ในทุกๆด้าน มีสิทธิเสรีภาพเสมอเหมือนกันหมด ไม่มีใครยิ่งหย่อนกว่าใคร แข่งขันกันด้วยปัญญาวิชาความรู้ ใครมีสติปัญญาก็สามารถพัฒนาตัวเอง ให้เจริญก้าวหน้าได้ ไม่มีใครใช้อำนาจกีดกันได้ เรียกว่าเป็นอิสรชน คนมีอิสระจริงๆ นี่คือประเทศสหรัฐอเมริกา

หันมาดูคนในสังคมไทยเรา แม้จะได้รับอิสรภาพจากการปลดปล่อย การเลิกความเป็นทาสจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระปิยะมหาราชเจ้า รัชกาลที่ ๕ แล้ว แต่ประชาชนทั้งหลายในเวลาต่อมา สังเกตดูก็ยังไม่มีอิสระเท่าที่ควร เข้าหลักที่พูดกันทั่วไปว่า เป็น “ทาสที่ปล่อยไม่ไป” คล้ายๆ กับว่าคุ้นเคยหรือชินกับความเป็นทาสมานานหลายชั่วคน เมื่อปล่อยแล้วก็ไม่ยอมไป อุปไมยเช่นกับนกที่ถูกขังไว้ในกรง เป็นเวลานานแสนนาน จนมันเคยชิน เวลาถูกปล่อยออกจากรัง ก็ไม่ยอมบินไปไหน ยังบินวนเวียนอยู่แถวใกล้ๆ นั่นเอง คนที่เคยชินกับความเป็นทาสมาหลายชั่วคน ก็คงตกอยู่ในลักษณะเช่นเดียวกัน คือความเป็นทาสก็ยังคงหลงเหลืออยู่ภายในจิตใจ เลยได้สมญานามใหม่ว่า เป็นทาสที่ “ปล่อยไม่ไป” ยังหลงเหลืออยู่ในสังคมไทยของเรา

ขอพูดถึงระบบทาสอีกสักเล็กน้อย เพื่อเตือนจิต สะกิดใจของคนในสังคมปัจจุบัน ให้ได้รับรู้ความเป็นจริงกันว่า ความเป็นทาสนั้นมันทารุณร้ายกาจขนาดไหน ถ้าอยากรู้สภาพของความเป็นทาสว่า ร้ายกาจขนาดไหน ก็ดูหนังประวัติศาสตร์ของระบบทาสของสังคมอเมริกัน ซึ่งถ่ายทำกันไว้อย่างสมบูรณ์ที่สุด บรรดาพวกทาสทั้งหลายทุกระดับ โดยเฉพาะพวกที่ซื้อขายกันเหมือนสินค้าในตลาด นับว่าเป็ฯพวกทาสที่ถูกทารุณทรมานที่สุด คือเจ้าของทาสหรือนายทาส ต้องใช้ให้คุ้มค่ากับเงินที่ซื้อมา ถูกใช้ให้ทำงานหนักในทางกสิกรรม อุตสาหกรรมประเภทต่างๆ ผู้คุมคนงาน จะต้องบังคับให้พวกทาสเหล่านั้น ทำงานกันอย่างหนัก อาบเหงื่อต่างน้ำ หยุดพักนานก็ไม่ได้ พูดคุยกันระหว่างทำงานก็ไม่ได้ ก้มหน้าก้มตาทำงานกัน แม้จะเหนื่อยแสนเหนื่อย ถ้าใครอู้งาน ก็ถูกตีด้วยไม้ฆ้อนก้อนดิน ยิ่งกว่าวัวกว่าควายเป็นไหนๆ ถ้าทำผิดขึ้นมาก็ต้องถูกล่ามโซ่ตีตรวน ชวนให้เวทนาจริงๆ นี่แหละคือลักษณะของความเป็นทาส มันร้ายกาจเหลือที่พรรณนา นำมาบอกกล่าวพอให้เห็นเป็นอุทาหรณ์ ดังนั้น บรรดาพวกทาสที่ปลดปล่อยให้เป็นอิสระแล้ว อย่าหวนไปพอใจในความเป็นทาสกันอีกเลย และบรรดาพวกนายทาสทั้งหลาย ก็ขอให้ปลดปล่อยพวกเขาเหล่านั้น ให้เป็นอิสระจริงๆ ในทุกๆด้าน เป็นการให้สิทธิเสรีภาพ อิสรภาพ อย่าให้เหลือความเป็นทาสกันอีกต่อไป ให้เป็นยุคแห่งความเป็นอิสรชนกันจริงๆ

เรื่องการปกครองระบบทาส และผลกระทบอันเกิดจากระบบทาส ได้กล่าวมาโดยย่อพอเป็นตัวอย่างแล้ว เข้าใจว่าท่านทั้งหลายก็พอจะเข้าใจกันได้ การเป็นทาสของคนอื่นนั้น มันทุกข์ทรมานอย่างไร ก็คงจะไม่มีข้อข้องใจอะไรกัน ดังนั้น ประเด็นต่อไป จะได้พูดถึงความเป็นทาสของความชั่วกิเลสตัณหา เพื่อศึกษาหาความรู้ ความเข้าใจกันต่อไป มนุษย์ปุถุชนคนธรรมดาสามัญโดยทั่วไป มักจะตกเป็นทาสของความชั่วกิเลสประเภทต่างๆ อย่างถอนตัวไม้ขึ้น เช่น พวกที่ตกเป็นทาสอบายมุขทางแห่งความเสื่อม คนบางคนก็เป็นทาสของสุรายาเมา จนกลายเป็น “นักเลงเหล้า” ลงได้เป็นทาสของเหล้าของสุราแล้ว ก็ถูกเหล้าถูกสุรามาคร่าชีวิตให้จมมิดอยู่ในหายนธรรม คือความเสื่อม ความฉิบหาย ทั้งทรัพย์สมบัติ และเกียรติยศ ศักดิ์ศรี ไม่มีอะไรเหลือ เพื่อเตือนจิตสะกิดใจให้มีสติ คนโบราณท่านจึงกล่าวคำพังเพยว่า “คนกินเหล้าไม่เป็นไร แต่อย่าให้เหล้ากินคน ก็แล้วกัน” พอเหล่ากินคนเมื่อไร คนก็กลายเป็นทาสของเหล้าทันทีทันควัน มันหมดความเป็นคน จนกลายเป็นผี เป็นเปรต ทุเรศนัยน์ตา แสดงกิริยาท่าทางออกมาทางกาย ทางวาจา เหมือนพวกบ้าหอบฟาง ไม่อายผีสาง เทวดา ฟ้าดินอะไรทั้งนั้น ดังคำพังเพยว่า หนึ่งแก้วนงนุช พุทธวาจา, สองแก้ว แกล้วกล้าพูดจาองอาจ, สามแก้วนวยนาด ผ้าขาดไม่รู้ตัว, สี่แก้วทูลหัว ไม่กลัวความตาย, ห้าแก้วโฉบฉายความตายไม่คิด, หกแก้วเรืองฤทธิ์ พูดผิดทุกคำ, เจ็ดแก้วงามขำ มือคลำหนทาง, แปดแก้วถากถาง เห็นช้างเป็นหมู, เก้าแก้วโฉมตรู หมาติดตามเลีย, สิบแก้วอ่อนเพลีย จนมดตอมตา, นี่แหละพวกที่ตกเป็นทาสของสุรา ก็จะมีพฤติกรรมทางกาย ทางวาจา แสดงออกมาในลักษณะเช่นนี้ คนดีทั้งหลาย โปรดพากันจำไว้ อย่าให้เหล้ากินเรา จะเศร้าใจไปจนวันตาย

คนบางคนก็ตกเป็นทาสการพนัน เล่นกันได้ทุกประเภทเป็นเหตุให้เกิดความวิบัติฉิบหายในภายหลัง ระวังอย่าให้การพนันมันเล่นคน  คนเล่นการพนันแม้มันจะไม่ดีอย่างไร  แต่ก็ยังทำเนา  แต่ลงการพนันมันเล่นคนเมื่อไร เมื่อนั้นแหละคนก็กลายเป็นทาสของการพนันทันที หนีไม่พ้นจากความหายนะ พระท่านจึงเตือนอย่าตกเป็นทาสของการพนัน เพราะมันผลาญทรัพย์สมบัติให้วิบัติฉิบหายตายทั้งเป็น คนเล่นการพนันนั้นไม่เท่าไร แต่อย่าให้การพนันมันเล่นคน จนตกเป็นทาสของมัน ถ้าถึงขั้นนี้แล้วก็ไม่แคล้วจากความล่มจม จะนิยมชมชอบการพนันอย่างไร ก็ให้ถือกันว่าเป็นเพียงการเล่น อย่าเอาจริงเอาจัง หวังร่ำรวย อะไรกับการพนันมากนัก จักหมดเนื้อหมดตัว หมดทุกสิ่งทุกอย่าง แล้วก็ตายทั้งเป็นอย่างอนาถาในบั้นปลายชีวิต บัณฑิตคือท่านผู้รู้ ครูบาอาจารย์ ท่านจึงเตือนใจไว้ว่า อย่าพากันตกเป็นทาสของการพนัน พากันจำไว้ให้ดี

มีคนอีกบางพวกบางเหล่า พากันตกเป็นทาสของยาเสพติดให้โทษประเภทต่างๆ ในทางสังคม มีค่านิยมในยาเสพติดชนิดเลิกไม่ได้ ไม่ได้เสพไม่ได้กินก็ชักดิ้นชักงอ พอตกเป็นทาสของยาเสพติดแล้ว ก็แปลกอะไรกับลิงติดตัง อย่าหวังที่จะถอนตัวออกจากตังได้ มีแต่ตายกับตายเท่านั้นเอง พวกที่เป็นทสของยาเสพติด ก็ไม่ผิดอะไรกัน มันเป็นการตายผ่อนส่งลงทุกวัน ทุกวัน การตกเป็นทาสของยาเสพติด เป็นพิษเป็นภัยแก่คนในสังคมส่วนรวมอย่างกว้างขวาง เป็นการทำลายประเทศชาติอย่างน่าเป็นห่วงที่สุด เพราะถ้าเยาวชนของชาติ ตกเป็นทาสของยาเสพติดกันแล้ว แน่นอน ย่อมสั่นคลอนความเจริญมั่นคงในอนาคต เพราะเยาวชนเป็นอนาคตของชาติ ถ้าเยาวชนฉลาดก็นำพาชาติให้เจริญรุ่งเรืองในทุกๆ ด้าน ด้วยเหตุนี้ นักปราชญ์เมธีคนดีทั้งหลาย จึงพากันใช้อุบายอันชาญฉลาด ไม่ให้เยาวชนของชาติ ตกเป็นทาสของสิ่งเสพติด น้ำดอง ของเมา เหล้าสุรา ยาเสพติดให้โทษทุกชนิด เพราะมัน เป็นพิษเป็นภัยทำลายสติปัญญาของเยาวชน อันเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าของชาติให้เสื่อมเสีย ที่กล่าวมาโดยย่อนี้ เป็นเรื่องการตกเป็นทาสของสิ่งเสพติดชนิดต่างๆ เพื่อหาทางป้องกันต่อไป

ได้กล่าวถึงความเป็นทาสของสิ่งต่างๆ มาพอสมควรแล้ว ประเด็นต่อไป ก็ขอพูดถึงความเป็นทาสที่ร้ายกาจที่สุด ที่มนุษย์ส่วนใหญ่ในสังคมโลก ตกเป็นทาสของมัน นั่นคือการตกเป็นทาสของกิเลสประเภทต่างๆ เช่น ความโลภ ความโกรธ ความหลง ทิฏฐิ มานะ อิจฉาริษยา นินทาว่าร้าย กิเลสทั้งหลายเหล่านี้ ถ้าใครตกเป็นทาสของมันแล้ว มันก็ใช้ให้ทำ ให้พูด ให้คิดตามประกาศิตของมัน ไม่มีอิสระเป็นตัวของตัวเอง ต้องดิ้นรนกระเสือกกระสน ไปตามอำนาจอิทธิพล ของกิเลสประเภทนั้นๆ

คนที่ตกเป็นทาสกิเลสประเภท “โลภะ” ความโลภ ก็ถูก โลภะ ความโลภมันบังคับให้ทำ ให้พูด ให้คิด ให้กระเสือกกระสนดิ้นรนไปตามอำนาจอิทธิพลของมัน ความโลภบังคับให้ทำก็ทำ ความโลภบังคับให้พูดก็พูด ความโลภบังคับให้คิดก็คิด เรียกว่า ทำ, พูด-คิด ตามประกาศิตของความโลภตลอดเวลา หาความเป็นอิสระไม่ได้ แม้แต่อึดใจเดียว เกี่ยวกับพวกที่ตกเป็นทาสของความโลภนี้ เป็นภัยอันตรายแก่ตัวเอง เหลือที่จะพรรณนา พระบรมศาสดาตรัสว่า

คนโลภย่อมไม่รู้อรรถ     คนโลภย่อมไม่เห็นธรรม

ความโลภครอบงำนรชนเมื่อไร    ความมืดมิดย่อมมีเมื่อนั้น

คนที่ตกเป็นทาสของความโลภ ย่อมไม่รู้อรรถ คือไม่รู้ประโยชน์ตน ไม่รู้ประโยชน์คนอื่น ประโยชน์ปัจจุบัน ประโยชน์ข้างหน้า ประโยชน์อย่างยิ่ง คือ นิพพาน และก็ไม่เห็นธรรม คือไม่เห็นความดี ความถูกต้อง และความเป็นจริง เห็นอยู่สิ่งเดียวคือ ความโลภมากอยากได้ในทางทุจริต ผิดศีล ผิดธรรม ผิดกฏหมาย ผิดวัฒนธรรมประเพณี พวกที่ตกเป็นทาสของความโลภนี้ นอกจากเป็นภัยอันตรายแก่ตนเองแล้ว ก็ยังเป็นภัยอันตรายต่อสังคมส่วนรวมอีกด้วย พวกที่ได้อำนาจเงินอำนาจรัฐมาด้วยวิธีทุจริต คอรัปชั่นนั้น ล้วนแล้วแต่เป็นพวกที่ตกเป็นทาสความโลภ ด้วยกันทั้งนั้น ด้วยเหตุนี้ นักปราชญ์เมธีคนดีทั้งหลาย จึงเตือนว่าอย่าตกเป็นทาสความโลภเลย

พวกที่ตกเป็นทาส “โกธะ” ความโกรธ ก็เป็นคนที่มีใจดำ อำมหิต ผิดมนุษย์ธรรมดา ถูกความโกรธมันบังคับให้เป็นคนฉุนเฉียว เกรี้ยวกราด อาจจะกระทำร้ายแม้กระทั้งผู้มีพระคุณแก่ตนเอง พวกที่ตกเป็นทาสของความโกรธ ความเกลียด ความชังนี้ มีอันตรายมาก เป็นอันตรายทั้งแก่ตนเอง และบุคคลอื่น เราจะสังเกตเห็นสังคมใด หมู่ใด คณะใด ประเทศชาติใด มีบุคคลประเภทที่ตกเป็นทาสของโกรธ ความเกลียด ความชังอยู่มาก สังคมนั้น หมู่นั้น คณะนั้น ประเทศชาตินั้น ก็มีแต่ความทุกข์ความเดือดร้อน บ่อนทำลายความสงบสุขของคนไปทุกหย่อมหญ้า โดยเฉพาะผู้มีอำนาจเงิน อำนาจรัฐ ปกครองประเทศชาติบ้านเมือง ตกเป็นทาสของความโกรธ ความเกลียด ความชังด้วยแล้ว แน่นอน ความทุกข์ความเดือนร้อน ความไม่เป็นธรรม ความไม่ยุติธรรม ความไม่เสมอภาค ย่อมเกิดขึ้นแก่คนในสังคมแห่งการอยู่ร่วมกัน ดังที่เราท่านเห็นกันอยู่ในปัจจุบันทุกวันนี้ นี่แหละภัยอันตรายที่เกิดจากพวกที่ตกเป็นทาส มันมีโทษเหลือที่จะพรรณนา ดังที่กล่าวมาโดยย่อให้เห็นเป็นตัวอย่างนี้

พวกที่ตกเป็นทาสของ “โมหะ” คือความลุ่มหลงมัวเมา โง่เขลาเบาปัญญา พากันหลงใหลแต่ในสิ่งที่หาสาระประโยชน์มิได้ คล้ายๆกับพวกแมลงเม่าพากันบินเข้ากองไฟ ก็มีแต่ตายกับตายเท่านั้นเอง เราจะสังเกตเห็นพวกที่ตกเป็นทาสของโมหะ ความไม่รู้ตามความจริงนี้ พวกเขาจะมีพฤติกรรมแสดงออกมาในลักษณะ หลอกลวงคนอื่นให้เชื่อในสิ่งที่ไม่ควรเชื่อ เช่น เชื่อผีสางนางไม้ เชื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ มีฤทธิ์มีอำนาจ สามารถดลบันดาลทุกสิ่งทุกอย่างให้สำเร็จได้ ตามใจปรารถนา จึงพาให้พวกเขาประมาท ขาดสติ ในดำริในการแก้ไข ปรับปรุง พัฒนาตนเอง ให้มีความเจริญก้าวหน้าได้ เพราะความงมงายครอบงำจิตใจ ไปเชื่อในสิ่งที่ไม่ควรเชื่อ เมื่อตกเป็นทาสของโมหะ ก็แล้วแต่โมหะจะประกาศิตให้ทำ ให้พูด ให้คิดไปตามฤทธิ์ของโมหะ ความโง่เขลาเบาปัญญา มันบังคับบัญชาให้เป็นไป ที่กล่าวมาโดยย่อพอเป็นตัวอย่างนี้ เป็นเรื่องของคนที่ตกเป็นทาสของโลภะ ความโลภ, โกธะ ความโกรธ, โมหะ ความหลง ไม่รู้ตามความเป็นจริง

ส่วนพวกที่ตกเป็นทาสของทิฏฐิ มานะ อิจฉาริษยา นินทาว่าร้าย ก็มีลักษณะคล้ายๆ กัน โดยเฉพาะพวกที่ตกเป็นทาสของอิจฉาริษยา นินทาว่าร้ายนั้น มันภัยอันตรายต่อสังคมส่วนรวม เหลือที่จะพรรณนา เราจะสังเกตเห็นในสังคมไทยของเราทุกวันนี้ มีพวกที่ตกเป็นทาสของอิจฉาริษยา จนพาให้คนในสังคมล่มจมฉิบหายในทุกๆ ด้าน บ้านเมืองประชาชนแตกกันเป็นพรรคเป็นพวก เป็นก๊กเป็นเหล่า เล่นเอาสังคมไทยกลายเป็นสังคมป่าหาความสงบสุขอะไรมิได้ นี้แลผลร้ายอันเกิดจากความเป็นทาสของกิเลสตัณหา นำมาเตือนจิต สะกิดใจ ต่อไปอย่าพากันตกเป็นทาสของกิเลสประเภทต่างๆ ดังตัวอย่างที่กล่าวมานี้เลย

ต่อไป เข้าประเด็นความเป็น “ไท” ความเป็นไท ก็ได้แก่ความไม่เป็นทาส มีความเป็นอิสระเป็นใหญ่ในตนเอง ไม่เป็นทาสของใครในทุกๆด้าน ไม่เป็นทาสของกิเลสประเภทต่างๆ มีความเป็นอิสระพ้นจากพันธะโดยประการทั้งปวง เราจะสังเกตเห็นคนที่เป็นทาสของคนอื่น หรือเป็นทาสของกิเลส จะทำ จะพูด จะคิดอะไร ตามใจของตนไม่ได้ ต้องทำ ต้องพูด ต้องคิด ตามประกาศิตของนายเหนือหัวทุกอย่างไป ไม่ต่างอะไรกับวัวกับควาย สั่งซ้ายก็ต้องซ้าย สั่งขวาก็ต้องขวา สั่งหน้าก็ต้องหน้า สั่งหลังก็ต้องหลัง นี่คือพวกที่ตกเป็นทาส ไม่อาจทำอะไร พูดอะไร คิดอะไร ตามใจตนเองที่ถูกต้องชอบธรรมได้ ส่วนพวกที่ไม่ตกเป็นทาส แต่เป็นไทในตนเอง เป็นใหญ่ในตนเอง เขาจะทำ จะพูด จะคิดอะไร ก็เป็นอิสระ ทำได้ พูดได้ คิดได้ ในทางที่ถูกต้องชอบธรรม ไม่มีอำนาจอะไรจะมาครอบงำได้ จะทำอะไร จะพูดอะไร จะคิดอะไร ก็เป็นอิสระ ไม่มีพันธะอะไรเป็นเครื่องผูกพัน

ดังนั้น จึงขอให้ทุกคนประพฤติตนตามหลักของศีล สมาธิ ปัญญา นำพาจิตใจให้หยั่งลงสู่ความสงบ สะอาด สว่าง อันเป็นทางให้เกิดปัญญา นำไปทำลายกิเลสตัณหา อันเป็นต้นตอก่อให้เกิดปัญหา พาให้ตกเป็นทาสของกิเลสต่างๆ ดังตัวอย่างที่กล่าวมา พอจิตใจพ้นจากกิเลส ก็เป็นเหตุให้เกิดความเป็น “ไท” ไปตลอดอนันตกาล ขอให้ทุกคนประพฤติตนให้เป็น “ไท” กันเกิด จะเกิดสิริมงคล ส่งผลให้มีแต่อิสระไม่มีพันธะโดยประการทั้งปวง

เกิดเป็นคน      อย่าทำตน       ให้เป็นทาส

ซึ่งนักปราชญ์             ในกาลก่อน      คอยพร่ำสอน

การเป็นทาส              มันเป็นทุกข์     อย่างแน่นอน

ปราชญ์เมธี               ท่านสอน         ควรจดจำ

อย่าทำตน       ให้เป็นทาส      ของกิเลส

ที่เป็นเหตุ                 ทำใจ             ให้ตกต่ำ

อย่าปล่อยให้              โลภ,โกรธ,หลง  เข้าครอบงำ

อันจะทำ                   ให้ฉิบหาย       ในบั้นปลาย

ถ้าเป็นทาส      โลภะ             แน่นอนละ

อิสระ                       นั่นอย่าหวัง      พังทะลาย

ถูกโลภะ                   มันนำไป         สู่อบาย

ความฉิบหาย             ก็ตามมา         พาล่มจม

ถ้าเป็นทาส      ของโกธะ        พระท่านบอก

ถูกมันหลอก               โกรธเป็นไฟ     ใจตรอมตรม

จะอยู่กิน                   สิ้นสุข            ทุกข์ระทม

ต้องนอนจม               ในกองไฟ        ไปชั่วกาล

ถ้าเป็นทาส      ของโมหะ        พระเตือนว่า

เหมือนคนบ้า              แบกหญ้า        น่าสงสาร

ต้องกะเซอะ               กะเซอ            เจอคนพาล

ไม่พบพาน                 แสงสว่าง         ตลอดกาล

นี่แหละคือ       ความเป็นทาส   ของกิเลส

อันเป็นเหตุ                ทำคน            จนเป็นพาล

อ่อนความคิด              อ่อนความดี      ไม่มีญาณ

ขอทุกท่าน                ไม่เป็นทาส      นั่นแหละดี

ขอเชิญชวน     มวลประชา      มาเป็นไท

เราจะได้                   มีศักดิ์            และมีศรี

ความเป็นไท              ได้ทั้งสิทธิ์        และเสรี

ปราชญ์เมธี               ในกาลก่อน      ท่านสอนมา

ขอเตือนจิต      มิตรทั้งหลาย    ทุกถ้วนหน้า

พร้อมกันมา               สรรสร้าง         ทางปัญญา

เพื่อไม่ให้                  ตกเป็นทาส      อวิชชา

แล้วนำพา                 ส่งให้             เราเป็นไท

การเป็นไท       นั่นแหละดี       มีอิสระ

มีธรรมะ                             นำทาง           สร้างนิสัย

ให้พ้นจาก                 ความเป็นทาส   มาเป็นไท

มีจิตใจ                     สงบเย็น          เป็นนิรันดร์  ฯ

คนดีชอบทำงาน – คนพาลชอบทำลาย

 

ยสํ  ลทฺธาน ทุมฺเมโธ     อนตฺถํ จรติ อตฺตโน

อตฺตโน จ ปเรสญฺจ       หึสาย  ปฏิปชฺชติ.

คนทรามปัญญาได้ยศแล้ว ย่อมประพฤติสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่ตน

ย่อมปฏิบัติเพื่อเบียดเบียนตนและคนอื่น

บรรดามนุษย์ทั้งหลายทุกชาติ ทุกภาษา ทุกเผ่าพันธุ์ ไม่ว่าจะนับถือลัทธิศาสนาอะไร เมื่อกล่าวโดยสรุปแล้ว ก็มีบุคคลอยู่ ๒ ประเภท คือ คนพาลกับบัณฑิต (คนดี) ประเด็นแรกเราก็มาทำความเข้าใจกันในบุคคล ๒ ประเภทนี้เสียก่อน คนพาลกับบัณฑิตนั้น มีลักษณะแตกต่างกันอย่างไร

คนพาลคือคนประเภทไหนมีอะไรเป็นเครื่องบอกว่าเป็นคนพาล คำว่า “พาล” แปลว่าอ่อน หมายความว่า คนพาลอ่อนความคิด คือไม่มีความคิดในทางริเริ่มสร้างสรรค์ เหมือนกันแต่เป็นความคิดที่อ่อนปวกเปลียก เรียกว่าใช้ไม่ได้ ไม่มีความคิดในการพัฒนาชีวิตให้ดีขึ้นให้เจริญก้าวหน้าขึ้นกว่าที่เคยเป็นอยู่ก่อน เคยเป็นอยู่อย่างไรก็เป็นอยู่อย่างนั้น มิหนำซ้ำยังปล่อยชีวิตให้เป็นไปตามอำนาจกิเลสตัณหาอารมณ์ฝ่ายต่ำ ไม่นำพาคิดหาอุบายให้ชีวิตให้เป็นไปตามหลักเหตุผล คนเช่นนี้เรียกว่าเป็นคนพาล (อ่อนความคิด)

เมื่ออ่อนความคิดแล้ว คนพาลก็ยังอ่อนสติอีกด้วย  คือเป็นบุคคลประเภทประมาทขาดสติ มีความสะเพร่าเป็นนิสัยทำอะไร พูดอะไร คิดอะไร ขาดความระมัดระวังพลั้งพลาดอยู่เสมอ นี่คือลักษณะของคนอ่อนสติ สติยังอ่อนส่งผลสะท้อนให้เกิดความบกพร่องในการทำหน้าที่การงาน

นอกจากอ่อนความคิด อ่อนสติแล้ว คนพาลก็ยังอ่อนปัญญาคือไม่มีปรีชาความรู้ซึ้งถึงเหตุผล เป็นคนมีชีวิตอยู่สักแต่ว่าลมหายใจเข้า หายใจออกเท่านั้น ไม่ผิดอะไรกับคนตายแถมยังทำลายประโยชน์ทั้งในโลกนี้และประโยชน์ในโลกเบื้องหน้า อันตนควรจะได้เสียอีก นี่แหละคือคนพาลสันดานอ่อนความคิด อ่อนสติ และอ่อนปัญญา

เรื่องของ “พาล” ที่แปลว่าอ่อน ได้แก่อ่อนความคิด อ่อนสติ อ่อนปัญญา แม้ว่าร่างกายจะกำยำล่ำสันมีกำลังแข็งแรงเทียมดังช้าง ไม่ต่างอะไรกับเวสสุวรรณ ทศกัณรู้ยักษา แต่ถ้าอ่อนความคิด อ่อนสติ อ่อนปัญญา ก็ได้ชื่อว่าเป็นคนพาลอยู่นั้นเอง เมื่อคนพาลเป็นคนอ่อนความคิด อ่อนสติ อ่อนปัญญา ก็ไม่คิดหาทางสร้างสรรค์ชีวิตให้เจริญก้าวหน้าด้วยเหตุผล คิดวนอยู่แต่ในเรื่องไร้สาระ เช่นเรื่องเครื่องรางของพลังโชคชะตาราศี เคราะห์ดีเคราะห์ร้าย วุ่นวายอยู่แต่ในเรื่องตื่นผู้วิเศษ เป็นเหตุให้เสียประโยชน์ทั้งปัจจุบันและอนาคต นี่คือความหมายของ “พาล” ถ้าอ่อนทั้งสามคืออ่อนความคิด อ่อนสติ อ่อนปัญญา มีอยู่ในบุคคลใด ก็คนนั้นแหละคือ “คนพาล” ไม่ว่าจะเป็นคนประเภทไหน อยู่ในเพศไหน วันไน มีตำแหน่งหน้าที่การงานอะไรก็ตามก็ได้ชื่อว่า เป็นคนพาลด้วยกันทั้งนั้น

นอกจากจุดอ่อนทั้งสามคืออ่อนความคิด อ่อนสติ และอ่อนปัญญา จะเป็นการบงบอกถึงลักษณะของคนพาลแล้ว ก็ยังมี “อาการของคนพาล” อีกคือคนพาลมีอาการแสดงออกบอกให้รู้อยู่ ๓ จุดด้วยกันคือ

คนพาลคิดแต่เรื่องชั่วๆ ที่ตัวเคยคิดมาแล้วเป็นนิสัย

คนพาลพูดแต่เรื่องชั่วๆ  ที่ตัวเคยคิดมาแล้วเป็นนิสัย

คนพาลพูดแต่เรื่องชั่วๆ  ที่ตัวเคยทำมาแล้วเป็นนิสัย

ตามหลักทั้งสามนี้ เราก็ได้จุดสังเกตรู้อาการของคนพาลสามจุด คือ จากความคิด จุดนี้อาจจะยากต่อจากสังเกต เพราะเป็นเรื่องภายในจิตใจ แต่ก็พอจะสังเกตได้ จากการพูด และจากการทำ  สรุปอาการของคนพาลคือชอบคิดชั่วเป็นนิสัย ชอบพูดชั่วเป็นนิสัย และชอบทำชั่วเป็นนิสัย

คิดแต่เรื่องชั่วๆ ที่ตัวเคยคิดมาแล้วเป็นนิสัยนั้น ได้แต่คิดโลภอยากได้ของคนอื่นมาเป็นของตน คิดพยาบาทปองร้ายให้ผู้อื่นถึงความฉิบหาย คิดเห็นผิดจากทำนองครองธรรมนี่แหละคนพาลคิดแต่เรื่องชั่วเช่นนี้  คนไหนคิดแต่เรื่องชั่วๆ เช่นนี้ คนนั่นแหละคือคนพาล สันดานชอบคิดชั่ว

พูดแต่เรื่องชั่วๆ ที่ตัวเคยคิดมาแล้วเป็นนิสัยนั้น ได้แก่พูดเท็จ โกหกหลอกลวง พูดส่อเสียดยุยงให้คนแตกสามัคคีกัน พูดคำหยาบคาย พูดเพ้อเจ้อเหลวไหลไร้สาระอันทำให้คนอื่นได้รับความเสียหายจาการพูดชั่วของตน

ทำแต่เรื่องชั่วๆ ที่ตัวเคยทำมาแล้วเป็นนิสัย ได้แก่การฆ่าสัตว์ การลักทรัพย์ การประพฤติผิดในการ การกระทำในลักษณะเช่นนี้ คนพาลชอบกันนักชอบกันหนา

ถ้าใครคิดชั่ว พูดชั่ว ทำชั่ว โดยไม่เลิกละ คนนั่นละเป็นคนพาล เพราะการทำชั่ว การพูดชั่ว การคิดชั่ว เป็นตัวบ่งบอกว่าเป็นอาการของคนพาล ดังนั้น การดูคนพาลจึงให้ดูที่พฤติกรรมทางกาย ทางวาจา ทางใจ ของเขา ให้ดูที่ความคิด ให้ดูที่คำพูด ให้ดูที่การกระทำของเขาลักษณะอาการของคนพาลนั้น ชอบคิดชั่วเป็นนิสัย (มโนทุจริต) ชอบพูดชั่วเป็นนิสัย (วจีทุจริต) ชอบทำชั่วเป็นนิสัย (กายทุจริต) รวมความแล้ว คนที่ชอบประพฤติทุจริตทางกาย ทางวาจา และทางใจ นั่นเองคือคนพาล นี่คือหลักการสังเกตคนพาล ตามทัศนะของพุทธศาสนา

แต่ยังมีวิธีดูคนพาลอีกวิธีหนึ่ง ซึ่งท่านอกิตติดาบส นักปราชญ์ทางศาสนายุคก่อนพระพุทธจ้าท่านได้ให้ทฤษฎีสังเกตคนพาลไว้ ๕ ประการคือ

๑.                 คนพาลชอบแนะนำสิ่งที่ไม่ควรแนะนำ

๒.                คนพาลชอบประกอบในสิ่งที่ไม่ใช่ธุระ

๓.                คนพาลชอบเห็นชั่วเป็นดี

๔.                คนพาลแม้คนอื่นพูดดีๆ ก็โกรธ

๕.                คนพาลไม่รู้อุบายสำหรับแนะนำ

นี่คือทฤษฎีทดสอบคนพาล ตามทัศนะของท่านอกิตติดาบส ใครที่มีพฤติกรรมทัง ๕ นี้แสดงออกมา ก็พึงทราบเถิดว่า เขาคนนั่นแหละคือคนพาล ตามหลักการที่ท่านอกิตติดาบส กำหนดไว้

ได้พูดถึงเรื่องของ “คนพาล” มาพอสมควรแล้วต่อไป ก็มาทำความเข้าใจกันในเรื่องของ “บัณฑิต” คำว่า “บัณทิต” นั้นได้แก่บุคคลประเภทไหน ทำไมจึงเรียกว่าบัณฑิต บัณฑิตนั้นมีอยู่สองความหมาย ความหมายหนึ่งหมายถึงบัณฑิตทางโลก อีกความหมายหนึ่งหมายถึงบัณฑิตทางธรรม บัณฑิตในทางโลกใช้เรียกบุคคลผู้สำเร็จการศึกษาในสาขาวิชาการต่างๆ เช่นสำเร็จอักษรศาสตร์ก็เรียกว่า “อักษรศาสตรบัณฑิต”  สำเร็จครุศาสตร์ก็เรียกว่า “ครุศาสตรบัณฑิต” เหล่านี้เป็นต้น ถือเอาความสำเร็จทางการศึกษาให้สาขาวิชาต่างๆ ซึ่งวัดกันด้วยปริญญาตามลำดับชั้น ตรี โท เอก

ส่วนบัณฑิตทางธรรม ท่านหมายถึงบุคคลผู้ดำเนินชีวิตด้วยปัญญา คือคนที่ใช้ปัญญาความรู้ให้เกิดประโยชน์แก่ตนและบุคคลอื่น บัณฑิตทางธรรม เป็นผู้ดำเนินชีวิตไปตามครรลองแห่งพระธรรม จะทำอะไรก็ทำแต่สิ่งที่ถูกต้องชอบธรรม จะพูดอะไรก็พูดแต่สิ่งที่ถูกต้องชอบธรรม จะคิดอะไรก็คิดแต่สิ่งที่ถูกต้องชอบธรรม ดำเนินชีวิตแต่ในทางที่เป็นประโยชน์เกื้อกูลและความสุขด้วยสติปัญญา รู้จักใช้ปัญญารอบคอบชอบด้วยเหตุผล นี่คือคนที่คนที่เป็นบัณฑิตทางธรรม บัณฑิตชนประพฤติแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์ตนและคนอื่น ถ้าไม่สามารถประพฤติประโยชน์แก่คนอื่นได้ ก็ควรประพฤติเฉพาะประโยชน์ตนแม้เมื่อไม่สามารถประพฤติประโยชน์ของตนได้ ก็ควรปลีกตัวออกห่างจากความชั่วเสีย นี่ก็ลักษณะของบัณฑิตทางธรรม บัณฑิตตามทัศนะของพระพุทธศาสนา ถือเอาคุณธรรมเป็นเครื่องวัดภูมิของบัณฑิต ผิดตรงกันข้ามกับบัณฑิตทางโลกซึ่งถือเอาวิทยฐานะ หรือปริญญาดีกรีเป็นเครื่องวัดภูมิบัณฑิตทางโลก ตามความเป็นจริงแล้ว ค่าของบัณฑิตทางธรรมอยู่ที่การดำเนินชีวิตด้วยสติปัญญา และการพำเพ็ญประโยชน์เป็นประการสำคัญ ดังประพันธ์พุทธภาษิตว่า

ทิฎฺเฐ ธมฺเม จ โยอตฺโถ  โย อตฺโถ สมฺปรายิโก

อตฺถาภิสมญา ธีโร                 ปณฺฑิโตติ  ปวุจฺจติ

คนฉลาดรู้จักประโยชน์ชาตินี้  ประโยชน์ชาติหน้า

และประโยชน์อย่างยิ่ง (นิพพาน) เรียกว่าบัณฑิต

ค่าของบัณฑิตขึ้นอยู่กับประโยชน์ คนไหนทำประโยชน์ได้มากคนนั้นก็มีค่ามาก บัณฑิตย่อมยึดไว้ได้ซึ่งประโยชน์ทั้งสอง คือประโยชน์ปัจจุบัน และประโยชน์ข้างหน้า ฝึกเอาประโยชน์ทั้งสองมาเป็นภาระหน้าที่ของตนที่จะต้องปฏิบัติบำเพ็ญจริงๆ ไม่สลัดทิ้งภาระที่มาถึงตัว มุ่งถือประโยชน์ทั้งสองมาเป็นเครื่องมือในการสร้างตนให้มีฐานะมั่นคงในปัจจุปันและสร้างสรรค์ทางดำเนินชีวิตให้ราบรื่นในกาลข้างหน้า

บัณฑิตตามทัศนะของพระพุทธศาสนา นอกจากสร้างฐานะของตนให้มั่นคงในปัจจุบันแล้ว ยังมีความรู้สึกสำนึกในบาปบุญ คุณโทษ อันติดตามไปในกาลข้างหน้าจึงต้องหาอุบายป้องกันบาปแล้วสั่งสมบุญ ยึดหลักธรรมคือศรัทธา ศีล จาคะ และปัญญา มาสร้างมรรคา เพื่อดำเนินชีวิตไปสู่ชาติหน้าด้วยความราบรื่น เมื่อได้ทราบเรื่องของบัณฑิต คือผู้ดำเนินชีวิตด้วยสติปัญญาและเป็นผู้บำเพ็ญประโยชน์ทั้งสอง มาพอสมควรแล้ว ประเด็นต่อไป ก็ควรจะต้องรู้จักอาการของบัณฑิตด้วย อาการแสดงออกของบัณฑิตนั้น มีอยู่ ๓ ประการ คือ

๑.                 บัณฑิตคิดดีเป็นปกตินิสัย

๒.                บัณฑิตพูดดีเป็นปกตินิสัย

๓.                บัณฑิตทำดีเป็นปกตินิสัย

ตามหลักการข้างบนนี้ เราได้จุดสังเกตอาการของบัณฑิต ๓ จุดด้วยกันคือ

๑.                 สังเกตจากการคิด

๒.                สังเกตจากการพูด

๓.                สังเกตจากการทำ

การคิดดี การพูดดี การทำดีเป็นปกตินิสัย นี่คือลักษณะอาการของบัณฑิต บัณฑิตมีอัธยาศัยไม่คิดโลกอยากได้ของคนอื่นมาเป็นของตน มีอัธยาศัยไม่คิดประทุษร้ายคนอื่นและสัตว์อื่นให้ได้รับความทุกข์ความเดือดร้อน มีอัธยาศัยไม่คิดเบียดเบียนคนอื่นและสัตว์อื่น ในทางมโนกรรมบัณฑิตมีอัธยาศัยเช่นนี้

ในทางวจีกรรม บัณฑิตมีอัธยาศัยพูดแต่คำสัตย์ความจริงพูดคำอ่อนหวานคำประสานสามัคคี พูดวจีไพเราะ พูดเฉพาะแต่คำที่มีประโยชน์ ในทางกายกรรม บัณฑิตมีอัธยาศัยในการเว้นจากการฆ่า เว้นจากเบียดเบียน เว้นจากการลักขโมย และเว้นจากประพฤติล่วงประเวณี ที่กล่าวมาโดยย่อนี้ คืออาการของบัณฑิต บัณฑิตมีอาการทำดี มีอาการพูดดี มีอาการคิดดี เป็นปกตินิสัย

นี่กล่าวมาทั้งหมดนี้ เป็นเรื่องของ “บัณฑิต” ต่อไปก็เขาสู่ประเด็นในข้อที่ว่า

“คนดีชอบทำงาน – คนพาลชอบทำลาย”

“คนดี” ในที่นี้ ได้แก่บัณฑิตนั้นเอง คนดีชอบทำงาน คนดีไม่ว่ายุคไหน สมัยไหน เกิดขึ้นมาแล้วก็ชอบทำงานทั้งที่เป็นงานส่วนตัว งานส่วนรวม ก็ร่วมด้วยช่วยทำ ไม่ว่าจะเป็นงานต่ำงานสูง งานบ้าน งานเมือง เรื่องอะไรที่เป็นประโยชน์แก่ตนแก่คนอื่น แก่สังคมประเทศชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ก็ทำได้ทั้งนั้น ไม่คิดผัดวันประกันเวลาในการทำงานที่ดี มีประโยชน์ คนดีได้รับมอบหมายหน้าที่การงานอะไรมาก็ตั้งใจ พอใจ ชอบใจ ในหน้าที่การงานนั้นๆ แล้วก็พยายามทำงานด้วยความเข้าใจเอาใจใส่ฝักใฝ่อยู่ในการทำงานนั้นจนกว่าจะสำเร็จผลไม่เป็นคนจับจดอ้างนั่น อ้างนี่ ไม่หนีงาน ถือหลักว่า การทำงานในหน้าที่เป็นการปฏิบัติธรรมในชีวิตประจำวันดังนั้น คนดีจึงทำงานได้ทั้งคดีโลก คดีธรรม คือทั้งงานทางโลก งานทางธรรม โลกก็ไม่ให้ช้ำ ธรรมก็ไม่ให้เสีย ไม่ยอมปล่อยเวลาให้ล่วงไปเปล่าๆ โดยที่ไม่ยอมทำงานอะไร เป็นการหายใจทิ้งเปล่าๆ คนดีอยู่นิ่งไม่ได้ ต้องตั้งใจทำงานแข่งเวลา ที่ไม่ได้ในเรื่องทำงาน คนดีถือหลักว่า “ค่าของคน อยู่ที่ผลของการทำงาน”

คนดีที่รับผิดชอบในการบริหารประเทศชาติบ้านเมืองเรื่องทำงานเพื่อประโยชน์เกื้อกูล และความสุข แก่ประชาชนชาวบ้าน ถือเป็นงานสำคัญมาก และเป็นงานเร่งด่วน ควรจะทำทันที ในวันนี้และเดี๋ยวนี้ คนดีจะไม่ผัดวันประกันเวลา ในการทำงาน รีบทำทันที ทันควัน ไม่หันรีหันขวาง อ้างนั่นอ้างนี่ลงพื้นที่สำรวจความเป็นอยู่ของประชาชนทุกหนทุกแห่งแบ่งงานกันทำเป็นระบบ พบชาวบ้านมีปัญหาเรื่องอะไรเร่งแก้ไขให้ทันกาล อย่าปล่อยให้งานล่าช้า อย่าเห็นว่าปัญหาของประชาชนเป็นเรื่องไม่สำคัญ สำคัญยิ่งกว่าเรื่องอื่นใดทั้งหมด กำหนดไว้ในหัวใจประจำวันว่า นั่นคือปัญหาของประชาชนรากหญ้า รีบหาอุบายคลายทุกข์พวกเขาทันทีทันใด ถือคติว่า “คนดีชอบแก้ไข แต่คนจัญไร ชอบแก่ตัว) คนดีชอบแก้ไข คือแก้ไขปัญหาความทุกข์ความเดือดร้อนของประชาชน ในทุกๆ ด้าน ถ้าประเทศชาติบ้านเองใด ได้คนดีมาเป็นรัฐบาลชาวบ้านทั่วไปก็ได้รับแต่ความสุข ความเจริญ ความก้าวหน้า และความปลอดภัยในชีวิต ชีวิตไร้ปัญหาเพราะว่า ได้เลือกคนดีมาเป็นรัฐบาล มาบริหารประเทศชาติบ้านเมือง สาธุ! ขอให้สังคมไทยได้รัฐบาลที่ดี มีศีล มีธรรม มารับผดชอบบริหารประเทศชาติบ้านเมืองกันเถิด จะได้เกิดศิริมงคลส่งผลให้ประชาชนมีความร่มเย็น เป็นสุข ปราศจากความทุกข์ ความเดือดร้อน โดยประการทั้งปวง

ประเด็นของ “คนดีชอบทำงาน” กล่าวมาโดยย่อ ขอผ่านไป ขอเข้าสู่ประเด็นของ “คนพาลชอบทำลาย” ต่อไปในประเด็นนี้ คนพาลคือคนประเภทไหน ทำไมจึงได้ชื่อว่าเป็น “คนพาล” ประเด็นนี้ได้กล่าวมาแล้ข้างต้นนั้นแต่ขอย้ำอีกครั้งเพื่อหวังให้ท่านทั้งหลายได้ทบทวนความจำ แล้วจะทำให้ท่านทั้งหลายเข้าใจได้ง่ายขึ้น เมื่อพูดถึงคนพาลชอบทำลาย คนพาลคือคนชั่วคนไม่ดี เพราะมีลักษณะอ่อนความคิด อ่อนสติ และอ่อนปัญญา นอกจากลักษณะทั้ง ๓ นี้แล้ว ก็ยังมีจุดสังเกตดูคนพาลอีก ๓ จุด คือสังเกตอาการของคนพาล คนพาลมีอาการแสดงออกมา ๓ จุดด้วยกันคือ

คนพาลชอบคิดชั่ว เป็นปกตินิสัย

คนพาลชอบพูดชั่ว เป็นปกตินิสัย

คนพาลชอบทำชั่ว เป็นปกตินิสัย

หากอาการทั้ง ๓ นี้ มีอยู่ในบุคคลใด ก็บุคคลนั้นแหละคือ “คนพาล” คนพาลมีสันดานชอบคิดชั่ว ชอบพูดชั่วและชอบทำชั่ว เป็นนิสัยสันดาน

เมื่อทราบลักษณะละอาการของคนพาลแล้ว ท่านทั้งหลายก็คงจะเข้าใจได้โดยปราศจากความลังเลสงสัยว่า คนพาลนั้นชอบทำลายอย่างไร สังเกตได้จากอาการที่หนึ่งว่า คนพาลชอบคิดชั่วเป็นนิสัยสันดาน คิดชั่วคือคิดอย่างไร คิดชั่วก็คือคิดโลภอยากได้ของคนอื่นมาเป็นของตน คนที่คิดอยากได้ของคนอื่นนั้น มันเป็นการทำลายกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินของคนอื่น เมื่อคิดอยากได้ของเขาก็หาวิธีจะเอาให้ได้ ไม่ว่าโดยวิธีใดถ้าไม่ได้ด้วยเล่ห์ก็ต้องเอาด้วยกล ไม่ได้ด้วยมนต์ก็ต้องเอาด้วยคาถา หาทางคดโกงคอรัปชั่น ทำมันทุกอย่างขอให้ได้ทรัพย์มาเป็นองตน คนที่ทำเช่นนี้จะไม่เรียกว่าเป็นคนชอบทำลาย แล้วจะเรียกว่าอย่างไร

คนพาลนอกจากจะคิดโลภอยากได้ของเขาแล้ว ยังคิดที่ประทุษร้าย ทำลายล้างผลาญคนอื่นอีกด้วย ช่วยบอกหน่อยชิว่า การกระทำเช่นนี้ของคนพาล เป็นการทำลายไหม แน่นอน คนพาลชอบทำลาย ทำลายทุกอย่างที่ขวางหน้า ยุคไหน สมัยไหน ถ้ามีคนพาล อาศัยอยู่ในสังคมมากยุคนั้น สมัยนั้น หาความปลอดภัยในชีวิตไม่ค่อยจะได้ สุจริตชนคนดีๆ ในสังคมต่างก็มีความระทมทุกข์กันไปทุกหย่อมหญ้า เพราะว่าคนพาลชอบทำลาย ร้ายไหมละท่าน! นี่แหละคนพาลชอบทำลายเป็นนิสัยสันดาน ยิ่งถ้าคนพาลได้ยศ ได้อำนาจเป็นใหญ่ในแผ่นดินด้วยแล้ว สังคมมนุษย์ก็จะร้อนเป็นไฟ เพราะคนพาลย่อมประพฤติแต่สิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่ตน ย่อมปฏิบัติเพื่อเบียดเบียนตนและคนอื่นให้เดือนร้อน ดังคำสอนที่พระพุทธองค์ตรัสว่า

ยสํ  ลทฺธาน มุมฺเมโธ     อนตฺถํ จรติ อตฺตโน

อตฺตโนจ ปเรสญฺจ        หิ สาย ปฏิชฺชติ

คนทรามปัญญา (คนพาล) ได้ยศแล้วย่อมประพฤติสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่ตน                          ย่อมปฏิบัติเพื่อเบียดเบียนตน – คนอื่น                                                                คนพาลได้ยศได้อำนาจแล้ว มักจะลืมทุกสิ่งทุกอย่าง ลืมตัวเอง ลืมหน้าที่การงาน ลืมบริวารเพื่อนฝูง ลืมบ้านเกิดเมืองนอน ลืมประเพณีวัฒนธรรมอันดีงามของชาติ ลืมศาสนา ลืมความเป็นธรรม ความยุติธรรม ความเสมอภาคพฤติกรรมของคนพาลที่ได้ยศได้อำนาจ ตามที่กล่าวมาโดยย่อนี้ ชี้ให้เห็นอย่างเด่นชัดโดยไม่ต้องสงสัยว่า “คนพาลชอบทำลาย”

หลักคำสอนในทางพระพุทธศาสนา พระพุทธองค์ทรงเตือนว่า อย่าให้ยศ อย่าให้อำนาจแก่คนพาล อย่ายกย่อง อย่าสรรเสริญ คนพาล อย่ามอบอำนาจให้คนพาลเป็นใหญ่ในการบริหารประเทศชาติบ้านเมือง เพราะจะก่อความเสียหายทำลายประเทศชาติบ้านเมืองให้ประสบกับความหายนะล่มจมในบั้นปลาย เพราะเรื่องเคยมีมาแล้ว ควรระวังกันให้ดีอย่าผลีผลามมอบความเป็นใหญ่ให้คนพาลเป็นอันขาด ถ้ามาตแม้นว่าคนพาลที่เป็นคนธรรมดาสามัญชาวบ้านทั่วไป ภัยอันตรายที่เกิดจากคนพาลประเภทนี้ ก็อยู่ในวงแคบอยู่ขอบเขตจำกัด จัดว่าเป็นภัยอันตรายเป็นการทำลายกันในสังคมของคนที่ไม่มีอำนาจ แม้จะเป็นเรื่องที่ไม่ดี แต่ก็ยังพอทำเนาไม่เท่ากับคนพาลที่มียศมีอำนาจเป็นใหญ่ในแผ่นดินคนพาลประเภทนี้มีพิษสงร้ายกาจมาก อยากจะพูดว่าทำลายทุกสิ่งทุกอย่าง ทั้งด้านเศรษฐกิจ ทหาร การเมือง เรื่องการศึกษา การปกครอง เรื่องสังคมวัฒนธรรมประเพณี หนีไม่พ้นกระทั่งสิ่งแวดล้อม ก็พร้อมถูกทำลาย ด้วยฝีมือของคนพาลได้ยศ ได้อนาจเป็นใหญ่ในแผ่นดินทั้งนั้น โอ! ขอให้ยุคของคนพาลได้ยศได้อำนาจ ปราสนาการไปจากสังคมไทยในเร็ววันนี้เทอญ

อันคนดี          ชอบทำงาน      การต่างๆ

ทำทุกอย่าง       ในทาง          การสร้างสรรค์

เพื่อประโยชน์  และความสุข     ทำทุกวัน

ไม่ผัดวัน         ประกันพรุ่ง      มุ่งทำดี

พวกคนดี        ชอบทำงาน      การกุศล

เพื่อให้คน        ในสังคม          นิยมดี

ทำทุกอย่าง      ในทาง           สร้างความดี

ชอบทำดี         ที่ถูกต้อง         ตามครองธรรม

เมื่อคนดี         ชอบทำงาน      ด้านต่างๆ

ตามตัวอย่าง     ที่กล่าวอ้าง      ทางชอบธรรม

ทำอะไร          อยู่ในกรอบ      อันชอบธรรม

ทำประจำ        เป็นนิสัย         ใฝ่ความดี

ด้วยเหตุผล      ที่คนดี           ไม่หนีงาน

จึงเป็นการ       ส่งเสริม          เพิ่มศักดิ์ศรี

ให้ลาภยศ       เพิ่มพูน          คูณทวี

ด้วยเหตุที่       คนดี              ชอบทำงาน

ส่วนคนพาล      ชอบทำลาย      ร้ายที่สุด

เป็นมนุษย์       อันตราย         ร้ายเอาการ

อยู่ที่ไหน         ก็ทำให้                    คนรำคาญ

ชอบล้างผลาญ            สังคม             ให้ล่มจม

สังคมใด          ให้คนพาล       อาศัยอยู่

เหมือนศัตรู      อยู่อาศัย         ในสังคม

ก็ทำลาย         ทุกอย่าง         ทางสังคม

ให้ล่มจม         วายวอด         ตลอดกาล

ด้วยเหตุนี้       คนดี              จึงเตือนตัก

ให้ทุกคน         รู้จัก              สร้างหลักฐาน

อย่าปล่อยให้    คนพาล           มารุกราน

สร้างปราการ   ด้วยหลักธรรม  ค้ำประกัน

ถ้าทำได้          เช่นนี้                      จะดีมาก

จึงขอฝาก         ให้ทุกคน        สนใจกัน

ให้หลักธรรม    ในชีวิต           ประจำวัน

เพื่อป้องกัน      คนพาล           สันดานทราม ฯ

 

คนหลอกคน

                             กลัวผี   หลอกให้         ช่างมัน

กลัวแต่คนด้วยกัน        หลอกล้อ

ผีหลอนสวดมนต์พลัน    พินาศ หนีเฮย

คนหลอกคิดย่อท้อ        สุดแก้จำนน (โลกนิติ)

 

คนกลัวผี         นี้ก็เขลา                    เบาความคิด

คิดสักนิด         ก็จะเห็น                    เป็นเรื่องขำ

กลัวในสิ่ง        ไม่น่ากลัว        ชั่วระยำ

มันน่าขำ         หลอกตนเอง     คนเฮงซวย

ในประเด็นแรก เราก็มาพูดถึงเรื่อง “ผีหลอกคน” กันเสียก่อนแล้วค่อยย้อนไปพูดถึงเรื่อง “คนหลอกคน” กันทีหลัง ตั้งแต่เกิดมาเป็นคนพอรู้ภาษารับฟังอะไรรู้เรื่องรู้ราวได้ ก็ได้ยินได้ฟังแต่คนพากันพูดว่า ผีหลอกคน แถมผู้ใหญ่ยังพากันหลอกเด็กให้กลัวผีอีกต่างหาก แต่ไม่เคยได้ยินได้ฟังว่าคนหลอก บอกหน่อยได้ไหมว่า ผีนั้นมันคืออะไร มีรูปร่างตัวตนเป็นอย่างไร เรื่องผีเป็นปัญหาโลกแตก พูดเรื่องผีกันทีไรวงแตกทุกที ไม่มีใครบอกได้ว่า ผีคืออะไร?

ท่านผู้กลัวผี และไม่กลัวผีทั้งหลาย โปรดฟังทางนี้ก่อน ใครคนใดคนหนึ่งพูดขึ้น ท่านจะเชื่อว่าผีมีจริงหรือไม่มีจริงก็ตาม แต่ ผีก็ต้องมีวันยังค่ำ เขาย้ำอย่างเอาจริงเอาจัง เหตุผลหรือท่าน เขาพูดออกมาเป็นเชิงคำถาม แล้วก็สาธยายน้ำลายฟูมปากว่า ง่ายนิดเดียว ตราบใดที่มีคนตายกันอยู่ ผีก็ต้องมี ซึ่งใครจะคัดค้านความจริงข้อนี้ไม่ได้ มีใครเขาเรียกคนตายแล้ว ว่าเป็น “คน” กันบ้างไหม เงียบกริบ ไม่มีเสียงตอบเลย แล้วเขาก็พล่ามต่อไปว่า คนตายแล้วจะเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ คนตายแล้วก็ต้องเป็น “ผี” ทั้งนั้น ตราบใดที่ยังมีคนตายอยู่ ผีก็ต้องมีอยู่เป็นของคู่กัน จำกันง่ายๆ คนตายแล้วเป็น “ผี” ผีมาจากคนตาย…. มีเสียงเล็ดลอดสอดขึ้นมากลางคันว่า “คนตายเป็นผี ผีตายเป็นอะไร?  ผีตายเป็นก็ต้องเป็นสางนะซิ เขาโพล่งออกมาโดยไม่ต้องคิด แล้วสางตายเป็นอะไรมิทราบ แล้วกันสางตายก็ต้องเป็นคางลายซิเพื่อน ทีนี้ถ้าคางลายตายกลายเป็นอะไรอีกล่ะ? อุ๊วะ! ไม่รู้จักจบ คิดเอาเองก็แล้วกัน

ท่านทั้งหลายฟังความคิดเรื่องผีจากบทสนทนาข้างบนนี้แล้ว เป็นอย่างไรบ้าง ได้แง่คิดอะไรบ้างไหม หายข้อข้องใจหรือยัง ฟังๆ ดูเขาสนทนากันมันก็น่าคิด คนตายกลายเป็นผี ผีมาจากคนตาย เออ! ชอบกล! ถ้ามันจะจริงของเขากระมัง เอาละ จริงไม่จริง ก็ฟังเรื่องผีกันต่อไป

คำว่า “ผี” ในพจนานุกรมภาษาไทยหมายถึงซากศพคนที่ตายแล้ว, และสิ่งที่มีสภาวะเกินคน นี่คือความหมายคำว่า “ผี” ตามความเข้าใจ และภาษาคนของชาวบ้านทั่วๆ ไปก็พูดตรงกัน คือคนตายแล้วเป็นผี ผีมาจากคนตาย แต่ถ้ายังไม่ตายก็เป็นคน อีกอย่างหนึ่ง ซึ่งคนไทยเราชอบพูดกัน โดยเฉพาะคนไทยอีสาน เวลาไปเผาศพก็มักจะพูดกันว่า ไปเผาผี นี่คือผีในความหมายของภาษาคนภาษาชาวบ้านทั่วไปที่ใช้พูดกันอยู่ ส่วนผีในความหมายภาษาธรรม ภาษาผู้รู้ธรรม ผีนั้นได้แก่ความชั่ว ความเลวทราม ตามคำพังเพยว่า “ชั่วเป็นผี ดีเป็นพระ” ท่านทั้งหลายคิดดูกันให้ดีๆ ก็แล้วกัน เรื่องผีไม่ใช่เรื่องแปลก….แต่เรื่องที่แปลกนั้น คือเรื่องของคนกลัวผี แปลกดีแท้ๆ คนดีๆ กลัวผีอยู่ได้…ไม่น่า…ไม่น่าเลย…พิโธ่…พิถัง…อนิจจัง…อนัตตา…พากันกลัวเงาอยู่ได้ อย่ากลัวผีหลอกกันเลยท่านทั้งหลาย (ผีหลอนสวดมนต์พลัน พินาศหนีเฮย)

ได้พูดถึงเรื่องของ “ผี” มาพอหอมปากหอมคอกันแล้ว ก็ขอนำท่านทั้งหลายเข้าไปศึกษาหาความรู้ในเรื่องของ “คนหลอกคน” กันต่อไป เรื่องของคนหลอกนี้ เป็นเรื่องที่น่ากลัวยิ่งกว่าเรื่องของผีหลอกคนเสียอีก เพราะคนหลอกคนส่งผลกระทบต่อคนหลอก และสังคมส่วนรวมเหลือที่จะพรรณนา ในยุคปัจจุบันทุกวันนี้ เป็นยุคแห่งวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีก้าวหน้า คอมพิวเตอร์ในด้านอินเตอร์เน็ตนำสมัย แต่จิตใจของคนในสังคมจมอยู่ภายใต้อำนาจอิทธิพลของกิเลสตัณหา พฤติกรรมที่แสดงออกมาทางกาย ทางวาจา ทางใจก็เป็นไปตามอำนาจอิทธิพลของความโลภ ความโกรธ และความหลง ตกลงคนในยุคปัจจุบันจึงพากันประพฤติตนเป็นคนประเภท “คนหลอกคน” มากขึ้นอย่างผิดสังเกตเป็นเหตุให้เกิดปัญหานานาประการขึ้นในสังคมแห่งการอยู่ร่วมกัน ไม่ว่าในสังคมชาวบ้าน สังคมชาวเมืองและสังคมวัดวาศาสนา มีพวกคนบาปหนาพากันประพฤติตนเป็นคนประเภท “คนหลอกคน” เพิ่มมากขึ้น

เราจะสังเกตเห็นในสังคมชาวบ้านทั่วๆ ไป พวกเด็ก ๆ ก็หลอกผู้ใหญ่ให้เข้าใจผิดให้หลงผิด ในจริตที่ชั่ว ที่ไม่ดี ที่ไม่ถูกต้องชอบธรรมของพวกตน ให้เห็นว่าเป็นคนดี เป็นคนประพฤติถูกต้องชอบธรรม บรรดาพวกลูกหญิงลูกชายก็หาอุบายหลอกคุณพ่อคุณแม่ให้หลงเชื่อในเมื่อพวกตนทำผิด ทำไม่ดี หนีเที่ยว หนีโรงเรียน ก็หลอกก็เรียนท่านว่า ไปศึกษานอกสถานที่ อะไรเหล่านี้เป็นต้น เป็นคนประเภท “คนหลอกคน” ในฐานะลูกหญิงลูกชายได้เหมือนกัน พวกลูกศิษย์ลูกหาก็หลอกครูบาอาจารย์เพื่อต้องการเอาตัวรอดในเวลาทำผิดก็เป็นศิษย์ประเภท “ศิษย์หลอกครู” ลบหลู่พระคุณของท่าน ที่กล่าวมาพอเป็นตัวอย่างนี้ เป็นลักษณะของคนที่ชอบทำตนเป็นคนประเภท “คนหลอกคน” ในฐานะที่เป็นเด็ก ในฐานะเป็นลูกหญิงลูกชาย และในฐานะเป็นลูกศิษย์ลูกหา ปัญหาที่เกิดจากพฤติกรรมของคนเหล่านี้ แม้จะมีผลกระทบต่อสังคมแห่งการอยู่ร่วมกันในทางลบและในทางเสียหาย แต่ก็คงไม่ร้ายแรงเท่ากับพฤติกรรมของพวกที่มีความรับผิดชอบในการบริหารประเทศชาติบ้านเมือง เรื่องบุคคลผู้มีอำนาจเงินและอำนาจรัฐ ปฏิบัติตนเป็นคนประเภท “คนหลอกคน” นี้ เป็นพิษเป็นภัยเป็นอันตรายต่อสังคมแห่งการอยู่ร่วมกันเหลือที่จะพรรณนา

คนประเภท “คนหลอกคน” ในยุคปัจจุบัน มีกันเกือบทุกวงการ ทั้งวงการชาวบ้าน วงการชาวเมือง วงการชาววัดมีพวกถนัดประพฤติตนเป็นคนประเภท “คนหลอกคน” แทรกอยู่ทุกวงการ ในสังคมพวกชาวบ้านก็มีคนประเภท “คนหลอกคน” ปะปนละคนกันอยู่ทั่วไป คือหลอกคนอื่นให้หลงผิด ให้เข้าใจผิด ให้สำคัญผิด ชนิดเป็นพิษเป็นภัยทั้งแก่ตนเองและคนอื่นมีกันดาษดื่นในสังคมปัจจุบัน หลอกกันให้หลงผิดให้เข้าใจผิดสารพัดอย่าง บางพวกไปหลอกเด็กหญิงชนบทบ้านนอกไปขายให้พวกแม่เล้าเข้าซ่องโสเภณีก็มีมากมาย จนกลายเป็นปัญหาสังคม บางพวกก็นิยมหลอกพวกแรงงานไปขายในต่างประเทศ เป็นเหตุทำให้ตกระกำลำบากก่อความยุ่งยากแก่เจ้าหน้าที่ในประเทศนั้นๆ ต้องพากันหาทางช่วยเหลือส่งกลับเมืองไทย นี่ไงละ! พวกคนหลอกคนเขารวมกันเป็นกลุ่มเป็นแก๊ง แบ่งกันออกไปหาหลอกคนในวงการต่างๆ ให้หลงผิด ให้เข้าใจผิด ไปตามคำหลอกลวงของพวกเขา แล้วก็ถูกพวกคนหลอกคนต้มตุ๋น หมดทั้งทุนสูญทั้งที่ไร่ที่นากลับมาก็หมดเนื้อหมดตัว น่ากลัวไหมละ..โยม..?

ในสังคมเมือง เรื่องผู้รับผิดชอบในการบริหารประเทศชาติบ้านเมืองเป็นเรื่องที่น่าคิด บรรดาผู้รับผิดชอบทั้งหลายต่างก็ใช้อุบายในการหลอกลวงประชาชนให้พากันเชื่อตามกระแสที่พวกตนสร้างขึ้นมา โดยเฉพาะพวกนักการเมืองผู้มีอำนาจเงินอำนาจรัฐ บางคนบางเหล่า แทนที่จะเข้ามาบริหารประเทศชาติ เพื่อหาทางสร้างความร่มเย็นเป็นสุขให้แก่ประชาชนผู้เป็นเจ้าของประเทศชาติ กลับใช้อำนาจไปในทางหลอกลวงประชาชนให้หลงกลที่พวกตนพากันสร้างขึ้นมา ปิดหูปิดตา ไม่ให้ชาวประชาผู้เป็นคนส่วนใหญ่ในประเทศได้รับรู้ข่าวสารตามความเป็นจริง ใช้สื่อมวลชน หนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ ให้ปกปิดความชั่วที่พวกตัวกระทำ นำเสนอข่าวที่หลอกลวงปวงชน เป็นผลให้คนหลงผิด เข้าใจผิด สำคัญผิด คิดว่าเป็นจริงเป็นจังดังที่ประกาศแพร่ข่าวออกมานั้น แต่แท้ที่จริงแล้ว ข่าวทั้งหลายที่แพร่ออกมานั้น มันเป็นข่าวบิดเบือน เพื่อหลอกคนให้หลงผิด ให้เข้าใจผิด ให้สำคัญผิดว่า เป็นเช่นนั้นจริงๆ

อีกประการหนึ่ง บรรดาข้าราชการในระดับสูงบางพวกทั้งข้าราชการพลเรือน ข้าราชการการเมือง ก็หาเรื่องหลอกให้คนในสังคมพากันเคารพกฎหมายบ้านเมือง ความจริงประชาชนชาวบ้านทั้งหลาย พวกเขาก็พากันเคารพกฎหมายบ้านเมืองอยู่แล้ว แต่พวกที่ไปบอก ไปสอน ไปอบรม ไปแนะนำพวกเขาให้เคารพกฏหมายบ้านเมืองนั่นแหละ พากันประพฤติฝ่าฝืนกฎหมายทำลายระเบียบแบบแผนประเพณีอันดีงามของชาติ ฉลาดแต่ในการชักชวนให้ประพฤติตนเป็นคนสุจริต อย่าพากันประพฤติผิดศีล ผิดธรรม แต่พวกตนประพฤติระยำ คดโกง และคอรัปชั่นอย่างออกหน้าออกตา โจงครึ้ม ไม่อายผีสางเทวดาฟ้าดิน งบประมาณแผ่นดินพากันกินจนฉิบหายวายวอด ตลอดเวลาที่อยู่ในตำแหน่งหน้าที่ พวกเหล่านี้แหละเป็นบุคคลประเภท “คนหลอกคน” ขนานแท้เชียวละ

พระท่านสอน ก่อนที่จะสอนคนอื่น บอกคนอื่น แนะนำคนอื่น ให้ทำอะไรนั้น ตนเองต้องทำในสิ่งนั้นๆ ให้ดีเสียก่อน แล้วจึงสอนคนอื่นทีหลัง จึงไม่มัวหมอง สอนให้คนอื่นเคารพกฎหมาย เราก็ต้องเคารพกฎหมายเสียก่อน แล้วจึงสอนคนอื่นทีหลัง ตนเองประพฤติตนเป็นคนสุจริต ประพฤติชอบด้วยกายวาจาใจเสียก่อน แล้วจึงสอนคนอื่นให้ประพฤติสุจริต แต่ในสังคมชาวเมือง อันหมายถึงผู้มีหน้าที่รับผิดชอบบริหารบ้านเมืองในปัจจุบันนี้นั้น พวกเขาพากันหลอกประชาชนชาวบ้านทั้งหลายให้เป็นคนมีจริยธรรม มีคุณธรรม เป็นพลเมืองดีของชาติเพื่อให้เกิดความร่มเย็นเป็นสุขในสังคมแห่งการอยู่ร่วมกัน เรื่องจริยธรรม เรื่องคุณธรรม พวกมีอำนาจเงินมีอำนาจรัฐ พวกเขาถนัดพูดกันจริงๆ แต่ตามความเป็นจริง พวกเหล่านี้พวกเขาไม่เคยมีจริยธรรม ไม่เคยมีคุณธรรมอยู่ในจิตใจของพวกเขาเลย เป็นโมฆะบุรุษ คือบุรุษไร้จริยธรรม ไร้คุณธรรม แถมยังมีจิตใจดำอำมหิตผิดมนุษย์ธรรมดาอีกด้วย ตามที่กล่าวมาโดยย่อพอเป็นตัวอย่างนี้ เป็นเรื่องพวกมีอำนาจเงิน อำนาจรัฐ โดยเฉพาะในขณะนี้ประพฤติตนเป็นคนประเภทคนหลอกคนมากขึ้นอย่างผิดสังเกต เป็นเหตุให้สังคมไทยอันเป็นที่รักของเราเกิดความสับสนวุ่นวายแตกกันเป็นฝักเป็นฝ่าย ค่ายนั่น ค่ายนี่ มีแต่การแก่งแย่งแข่งกันในทางทำลาย กลายเป็นสังคมของคนป่าหาความสงบสุขได้ยาก จึงขอฝากบรรดาผู้มีอำนาจเป็นใหญ่ในแผ่นดินทั้งหลาย โปรดได้ช่วยกันลด ช่วยกันละ ช่วยกันเลิก กลมายาในการหลอกลวงปวงประชาชนกันเสียที สังคมไทยของเรานี้จะได้มีแต่ความสงบสุข โดยประการทั้งปวง

ในวงการของวัดวาศาสนา ก็มีปัญหาเรื่องของ “คนหลอกคน” ไม่แพ้สังคมชาวบ้าน สังคมชาวเมืองเขาเหมือนกัน แต่ผลักดันไปเป็น “พระหลอกคน” มันชอบกลกันไหมละ…โยม..! บรรพชิต นักบวชที่บวชเข้ามาในพระศาสนา เพื่อศึกษาเล่าเรียนให้มีความรู้ความเข้าใจในเรื่อง “พระธรรมวินัย” แล้วนำไปประพฤติปฏิบัติขัดเกลาความชั่ว กิเลสตัณหาออกจากจิตใจ แล้วนำไปสั่งสอนมหาชนชาวบ้านผู้ไม่มีศรัทธา สอนให้มีศรัทธา ผู้มีความเข้าใจผิดเป็นมิจฉาทิฏฐิ สอนให้เข้าใจถูกต้องชอบธรรมเป็นสัมมาทิฏฐิ กลับไม่พากันเอาใจใส่ ไปสนใจในเรื่องหาสารประโยชน์มิได้ เป็นพวกบวชเข้ามาหาเลี้ยงชีพ (อุปชีวิกา) อีกพวกก็บวชเข้ามาหาความสนุกสนานเพลิดเพลินกับเกมการเล่นต่างๆ ไม่ต่างอะไรกับพวกชาวบ้าน เป็นการบวชเข้ามาหาความสุข (อุปกีฬิกา) บางพวกก็บวชเข้ามาด้วยความลุ่มหลงมัวเมาในเรื่องงมงายไร้สาระ ไม่เชื่อพระ แต่เชื่อผี เอาดีในทางเสกเป่าเดาดู สะเดาะเคราะห์ ต่อชะตา บวชเข้ามาด้วยความงมงาย (อุปมุยหิกา) แต่บางพวกก็บวชเข้ามาทำลายพระศาสนาให้มัวหมองเป็นพวก (อุปทูสิกา) บวชเข้ามาประทุษร้ายพระศาสนาให้เสื่อม

ในยุคพุทธกาล มีนักบวชนอกพระพุทธศาสนา ก็พากันหลอกลวงชาวบ้านว่าเป็นผู้วิเศษหมดกิเลสตัณหา เช่นพวกครูทั้ง ๖ ขอยกมาเป็นตัวอย่าง ปูรณะ กัสสปะ, มักขลิ โคศาล, อชิตะ เกสกัมพล, ปกุทธะ กัจจายนะ, สญชัย เวลัฏฐบุตร, นิครนถ์ นาฏบุตร ครูทั้ง ๖ เหล่านี้ ใช้ให้สาวก (ศิษย์) พวกตน ล้วนแล้วแต่มีตำแหน่งเป็นอำมาตย์ของพระเจ้าอชาตศัตรู อำมาตย์ผู้เป็นสาวก (ศิษย์) ของปูรณะ กัสสปะ ก็กราบทูลพระราชาว่า ปูรณะ กัสสปะ เป็นพระอรหันต์, อำมาตย์ผู้เป็นศิษย์ของมักขลิ โคศาล ก็กราบทูลพระราชาว่า ศาสดาของตนก็เป็นผู้วิเศษหมดกิเลสตัณหา, อำมาตย์ผู้เป็นสาวกของอชิตะ เกสกัมพล ก็กราบทูลพระราชาว่าศาสดาของตนก็เป็นพระอรหันต์เช่นเดียวกัน, อำมาตย์ผู้เป็นศิษย์ของปกุทธะ กัจจายนะ ก็กราบทูลพระราชาว่าพระศาสดาของตนก็เป็นพระอริยบุคคลชั้นพระอรหันต์ไม่มีข้อสงสัย, อำมาตย์ผู้เป็นศิษย์สญชัย เวลัฏฐบุตร ก็กราบทูลพระราชาว่า ศาสดาของตนก็เป็นผู้บริสุทธิ์สะอาดปราศจากกิเลสมลทินเศร้าหมองโดยประการทั้งปวง, อำมาตย์ผู้เป็นศิษย์ของนิครนถ์ นาฏบุตร ก็กราบทูลพระราชาว่า ศาสดาของตนเป็นพระอริยบุคคลน่าศรัทธา เลื่อมใส หาใครเปรียบมิได้

บรรดาอำมาตย์แต่ละคนที่กราบทูลพระเจ้าอชาตศัตรูให้เสด็จไปหาศาสดาของตนเหล่านั้นแหละ เป็นคนประเภท “คนหลอกคน” ในยุคพุทธกาล เพราะพร้อมกันกราบทูลหลอกพระเจ้าอชาตศัตรูให้เข้าพระทัยผิด คิดว่าครูทั้ง ๖ เป็นศาสดาปราศจากกิเลสน้อยใหญ่ทั้งหลายทั้งปวง หลอกพระราชาให้เสด็จไปหาจะได้เกิดศรัทธาความเชื่อ ปสาทะ ความเลื่อมใสในศาสดาของตน สุดท้ายกลายเป็นว่าพระราชาไม่ทรงเห็นด้วย เป็นเหตุให้อำมาตย์เหล่านั้นทำงานไม่ได้ผลเพราะพากันประพฤติตนเป็นคนประเภท “คนหลอกคน” คือหลอกพระเจ้าอชาตศัตรูว่า ครูทั้ง ๖ ซึ่งเป็นศาสดาของพวกตนเป็นพระอรหันต์ แต่พระเจ้าอชาตศัตรูทรงรู้ทันว่า ครูทั้ง ๖ ไม่ใช่พระอรหันต์แท้ เป็นแต่เพียงพระอรหันต์หลอก พระอรหันต์ปลอม ที่พวกอำมาตย์ซึ่งเป็นลูกศิษย์ลูกหาพากันยกขึ้นมา พากันตั้งขึ้นมา แล้วก็โฆษณาถึงคุณวิเศษต่างๆ นานา แต่พระราชาไม่ทรงเชื่อตามคำโฆษณานั้น อำมาตย์ทั้งหลายเหล่านั้น ก็พากันกลายเป็นพวก “คนหลอกคน” ไปตามคำหลอกของพวกตน

ในวงการพระพุทธศาสนา ก็ปรากฏว่ามีพระสงฆ์บางพวกบางเหล่าซึ่งเป็นพระบาปหนาปัญญาทรามประเภท “คนหลอกคน” เหมือนกัน แต่แปรผันไปเป็น “พระหลอกคน” เราจะสังเกตเห็นในสังคมชาวพุทธไทยของเรา ในปัจจุบันทุกวันนี้ก็มีพระประเภท “พระหลอกคน” ปะปนระคนกันอยู่โดยทั่วไป พระบางรูปก็ประพฤติตนเยี่ยงพระอริยบุคคล ยกตนว่าเป็นผู้หมดแล้วซึ่งความโลภ ความโกรธ ความหลง เพื่อประสงค์ให้เกิดศรัทธาในบรรดาประชาชนคนเชื่อง่ายทั้งหลาย อุบายของพระประเภท “พระหลอกคน” เหล่านั้นก็ได้ผล ทำให้ประชาชนคนมีศรัทธาจริตจิตเชื่อง่ายทั้งหลาย พากันหลั่งไหลไปหามืดฟ้ามัวดิน เหมือนพวกบ้าหอบฟาง พระวิเศษประเภท “พระหลอกคน” ก็ถือเป็นโอกาสประกาศศักดิ์ศรีของตน โดยถือเอาศรัทธาของคนมีความเชื่อ ความเลื่อมใสในตนมาเป็นหลักฐาน พยานยืนยันว่า ตนเป็นผู้วิเศษจริง

ปัจจุบันทุกวันนี้ มีพระอริยบุคคล มีพระอรหันต์ ประเภท “ลูกศิษย์ตั้ง” เกิดขึ้นในสังคมชาวพุทธไทยเราอย่างผิดสังเกต เป็นเหตุให้เกิดความลังเลสงสัยในบรรดาชาวพุทธทั้งหลายโดยทั่วไปว่า ทำไมประชาชนทุกวันนี้จึงพากันบ่งชี้ว่า พระรูปนี้เป็นพระอรหันต์ พระรูปนั้นเป็นพระอริยบุคคล มันชอบกลจริงๆ….!  ก็ยุคนี้เป็นยุคแห่ง “พระหลอกคน” ไงเล่า… เข้าใจไหม! อย่าไปสงสัยอะไรกันเลย ยุคก่อนตอนที่พระพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์เหตุการณ์เช่นนี้จะไม่ปรากฏขึ้นในวงการพระพุทธศาสนาเลย

แต่สังคมชาวพุทธไทยในปัจจุบันมีคนพากันเชื่อในเรื่องฤทธิ์ เรื่องอำนาจ ก็เลยเป็นโอกาสให้เกิดมีพระวิเศษประเภท “พระหลอกคน” เกลื่อนกล่นไปด้วยพระหลอกลวง พระโอ้อวด บวชเข้ามาเป็นกาฝากในพระศาสนา หลอกให้คนเกิดศรัทธาจะไปเกิดเมืองฟ้า เมืองสวรรค์ชั้น “ดุสิต” ก็ต้องอุทิศด้วยทำบุญลงทุนเป็นทรัพย์จำนวนแสน จำนวนล้าน ถ้าต้องการไปเกิดในสวรรค์ชั้นดุสิต (จองล่วงหน้า) พวกศรัทธาจริตจิตเชื่อง่าย ก็กลายเป็นเหยื่อเชื่อตามคำหลอกของพระนอกคอกเหล่านั้น

พระประเภทนี้พากันไปเชื่อในสิ่งลมๆ แล้งๆ  เชื่อฤกษ์เชื่อยาม เชื่อเครื่องรางของขลัง เชื่อผีเข้าเจ้าทรง เชื่อเวทมนต์กลคาถาอันหาสารประโยชน์มิได้ ยิ่งบวชนานสันดานก็ยิ่งหลงงมงาย กลายเป็นเต่าล้านปี แต่อวดดีว่าเป็นผู้วิเศษประเภทนั่งทางในเห็นอะไรทุกสิ่งทุกอย่างไม่ต่างอะไรกับผู้มีหูทิพย์ ตาทิพย์ ด้วยการอำพราง อวดอ้างว่าเป็นผู้วิเศษเช่นนี้ ก็มีคนศรัทธาพากันไปหามืดฟ้ามัวดิน ก็เลยกลายเป็นแหล่งหากินของพวกนักบวชประเภท “พระหลอกคน”

พระประเภทนี้เปรียบเหมือนผีเหมือนเปรต ประเภทหลอกคนอื่นเลี้ยงชีวิต โดยอาศัยผ้าเหลืองเป็นเครื่องปกปิดความชั่วของตัวเอง ประชาชนผู้ไม่รู้เท่าทันก็พากันหลงเชื่อตกเป็นเหยื่อของนักบวชเหล่านี้มากมาย ผลกระทบที่เกิดจากพฤติกรรมของนักบวชประเภท “พระหลอกคน” นี้ ไม่เป็นผลดีต่อวงการพระพุทธศาสนาแต่ประการใดเลย จึงขอให้พวกเราชาวพุทธไทยในปัจจุบันพากันระมัดระวังอย่าพลั้งพลาด อย่าพากันประมาทตกเป็นทาสของนักบวชประเภท “พระหลอกคน” กันอีกต่อไปเลย (เฉยกันไว้อย่าเพิ่งจองสวรรค์ชั้นดุสิต) นี่แหละท่านสาธุชนผู้รักความสงบสุขทั้งหลาย คือธรรมบรรยายเรื่องของ “คนหลอกคน” นำมาชี้แจงแสดงแก่ท่านทั้งหลาย เพื่อไม่ให้เชื่ออะไรด้วยความงมงาย ให้พากันใช้สติปัญญาพิจารณาไตร่ตรองให้รอบคอบเสียก่อนแล้วจึงค่อยเชื่ออะไรลงไป เพื่อความปลอดภัยอย่าให้ตกเป็นเหยื่อของพวกหลอกลวงต่อไป

คนหลอกคน     น่าฉงน           คนอัปรีย์

มีทั่วไป           ในโลกีย์                    ทุกแห่งหน

หลอกกันไป     หลอกกันมา     พาวกวน

มันชอบกล       หลอกกันได้      คล้ายกับผี

ผีหลอกคน       เราสวดมนต์     ผีก็พ่าย

แต่คนหลอก     มันไม่ง่าย        คล้ายไล่ผี

จะสวดมนต์      อย่างไร          คนไม่หนี

คนอัปรีย์         นี้หลอกได้       ทุกเวลา

ในสังคม          ไทยเรา          ทุกวันนี้

คนอัปรีย์         หาวิธี             สร้างปัญหา

เที่ยวหลอกกัน  บั่นทอน          กันนานา

หลอกกันไป     หลอกกันมา     พาล่มจม

คนหลอกคน     นี้หนา            น่าสมเพช

แสนทุเรศ        ที่สุด              ขุดสังคม

ให้ตกต่ำ         ด่ำอยู่             ในเปือกตม

ค่านิยม           ที่เคยชิน         ก็สิ้นไป

สมัยนี้            มีคน              เที่ยวหลอนหลอก

มีทุกซอก        ทุกซอย          น้อยเมื่อไร

ให้ทุกคน         ต้องระมัด        ระวังไว้

เราจะได้         ปลอดภัย        ไม่ต้องกลัว

เมื่อเขาหลอก    ก็บอกเขา        เราไม่เชื่อ

เราเหม็นเบื่อ    พวกตอแหล     เห็นแก่ตัว

เรารู้ทัน          มันทุกอย่าง      ในทางชั่ว

เราไม่กลัว       อย่ามาหลอก    รีบออกไป

ไปให้ไกล        คนพวกนี้        อัปรีย์มาก

จึงขอฝาก        ขอเตือน          เพื่อนทั้งหลาย

ให้ออกห่าง      นั่นแหละดี       ไม่มีภัย

โปรดจำไว้       อย่าให้หลอก    อีกต่อไป

คนหลอกเรา     เข้าตำรา         นั่นน่าคิด

ควรพินิจ         คำโบราณ        ท่านขานไข

คนหน้าไหว้      หลังหลอก       ท่านบอกไว้

อย่าตายใจ       เชื่อตาม                   คำหลอกมัน

คนหลอกคน     สัปดน            คนจัญไร

หนีให้ไกล        อย่าให้หลอก    ออกเร็วพลัน

มันจะหลอก      เราไม่ได้         ให้รู้ทัน

เรารู้กัน          รู้แก้               มันแพ้ภัย

ขอเชิญชวน     มวลประชา      พากันคิด

ควรพินิจ         กันให้ดี           จะมีชัย

ไม่ถูกหลอก      ถูกหลอน         ตอนต่อไป

เราปลอดภัย     เป็นนิจ           นิรันดร์แล ฯ

ผู้นำ  กับ  อำนาจ

 

                                                นาทิฏฺฐา  ปรโต  โทสํ                          อณํ  ถูลานิ  สพฺพโส

                                                อิสฺสโร  ปณเย  ทณฺฑํ                          สามํ  อปฺปฏิเวกฺขิยาติ.

                                ผู้หลักผู้ใหญ่เพียงแต่สงสัยว่าคนอื่นทำผิดจะมากน้อยก็ตาม  ถ้ายังไม่ได้สอบสวนให้แน่ชัดก็ไม่ควรลงโทษ

พระพุทธภาษิตบทนี้ สมเด็จพระชินสีห์สัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงแสดง ณ ธรรมสภา วัดพระเชต วันมหาวิหาร ทรงปรารภนางจิณจมาณวิกาที่พูดใส่ร้ายพระพุทธองค์ ทำให้ประชาชนเชื่อว่าเป็นความจริง ภายหลังต่อมา เมื่อประชาชนรู้ความจริงว่า นางจิณจมาณวิกาใส่ร้ายพระพุทธองค์โดยประสงค์จะทำลายพระพุทธศาสนา จึงพากันรุมประชาทัณต์จนนางถูกแผ่นดินสูบตายไป

ต่อมา ภิกษุทั้งหลายได้ประชุมสนทนากันถึงเรื่องที่เกิดขึ้นในธรรมสภาว่า นางจิณจมาณวิกากล่าวหาพระพุทธองค์ด้วยเรื่องไม่จริง นางเป็นหญิงอันตราย ต้องการให้ประชาชนทั้งหลายหลงผิด คิดชิงชังพระศาสดา บัดนี้ นางถูกปฐพีแผ่นดินสูบตายเสียแล้ว

ฝ่ายพระบรมศาสดาเสด็จพบภิกษุทั้งหลายสนทนากันอยู่ จึงตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ พวกเธอกำลังสนทนาเรื่องอะไรกันอยู่ เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลแล้วจึงได้ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การที่นางจิณจมาณวิกาให้ร้ายเรา แล้วถึงความพินาศไป มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น แม้ในกาลก่อน นางก็เคยให้ร้ายป้ายสีเรา แล้วก็พบกับความพินาศเช่นนี้เหมือนกัน จากนั้นก็ทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธกให้ภิกษุทั้งหลายได้ฟังว่า :-

เมื่อครั้งพระองค์เสวยพระชาติเป็นพระเจ้ามหาปทุมกุมารบรมโพธิสัตว์ เป็นรัชทายาทแห่งกษัตริย์ปทุมนครในครั้งนั้น นางจิณจมาณวิกาเป็นพระชายาอีกองค์ของพระเจ้าปทุมราช เธอมีชื่อว่า “รัตนาวดี” ส่วนพระโพธิสัตว์ทรงเป็นพระโอรสองค์ใหญ่ของพระเจ้าปทุมราชและพระนางปทุมวดี ทรงมีรูปร่างสง่างาม มีอัธยาศัยโอบอ้อมอารี ยิ้มแย้มแจ่มใส เป็นที่รักใคร่ของประชาชนทั่วไป

ส่วนพระนางรัตนาวดีก็เป็นสาวสวยรวยเสน่ห์ เป็นพระชายาอันเป็นที่เสน่หาอย่างยิ่งของพระราชา ต่อมาไม่นาน รัตนาวดีได้มีโอกาสรู้จักคุ้นเคยกับเจ้าชายมหาปทุม เธอตกหลุมรักทันที ต้องการเจ้าชายไว้เป็นคู่อภิรมย์ ทั้งที่เธอเป็นพระชายาของพระราชาอยู่แล้ว แต่เพราะเธอมักมากในรสรัก รสเสน่หาเป็นอารมณ์

เช้าวันหนึ่ง รัตนาวดีแกล้งนอนป่วยอยู่ในห้องแล้วออกอุบายให้หญิงคนใช้ไปทูลเจ้าชายให้มาเยี่ยมภายในห้องนอน เพราะนางทราบดีว่า เจ้าชายเป็นคนหัวอ่อนว่าง่าย หากเจ้าชายทราบว่าตนป่วยไข้ไม่สบายก็จะต้องมาเยี่ยมแน่นอน และก็เป็นอย่างที่นางคาดคิดไว้ เจ้าชายพอรู้ข่าวก็รีบรุดมาเยี่ยมทันที ได้ทรงถามถึงอาการป่วยด้วยความห่วงใย ฝ่ายรัตนาวดีเมื่อเห็นเจ้าชายมาติดกับจึงรีบลุกขึ้นรับเข้ากอดเจ้าชายด้วยหมายจะยั่วยวนกวนใจให้เจ้าชายร่วมรักกับตน แต่เจ้าชายไม่ยินยอมผ่อนตาม และเตือนรัตนาวดีว่า กำลังทำสิ่งที่ไม่ควรทำ

ฝ่ายหญิงคนใช้ หลังจากไปบอกเจ้าชายแล้ว ก็รีบรุดต่อไปทูลบอกข่าวแก่พระราชา หวังจะให้พระองค์ทรงทราบถึงอาการป่วยของรัตนาวดีผู้เป็นนาย ฝ่ายพระราชาครั้นทรงทราบแล้วก็รีบเสด็จไปโดยเร็ว ครั้นถึงแล้ว ก็ทรงเปิดประตูเสด็จเข้าไปในห้อง ได้ทอดพระเนตรเห็นภาพที่รัตนาวดีกำลังสวมกอดเจ้าชายอยู่ ทรงพิโรธจนพระวรกายสั่น ส่วนรัตนาวดีนั้นเมื่อเผชิญกับเหตุการณ์คับขันเช่นนี้ก็แสร้งแต่งเรื่องโยนความผิดแก่เจ้าชาย นางกราบทูลพระราชาว่า เจ้าชายบุกรุกเข้ามาลวนลามในห้อง ส่วนเจ้าชายเมื่อถูกใส่ร้ายเช่นนี้ ก็สุดที่จะเบี่ยงบ่ายได้ รู้สึกตกพระทัย จึงกราบทูลพระราชบิดาไปว่ารัตนาวดีใส่ร้ายพระองค์ ความจริง ข้าพระองค์ตั้งใจมาเยี่ยมอาการป่วยของนางไม่ได้สร้างเรื่องอำพรางแต่อย่างใด

แต่เนื่องจากพระราชา ทรงเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดปรากฏอยู่ข้างหน้า จึงทรงเชื่อว่า ถ้อยคำของรัตนาวดีเป็นความจริง โดยไม่ทันที่จะพินิจพิจารณาให้รอบคอบ จึงรับสั่งให้ทหารจับเจ้าชายไปประหารชีวิต โดยการโยนทิ้งเหว ก่อนที่เจ้าชายจะถูกจับโยนลงสู่ก้นเหว ได้ทรงเขียนจดหมายเล่าเรื่องทั้งหมด เพื่อทูลให้พระมารดาทรงทราบ เมื่อเสร็จแล้วผูกจดหมายไว้ในชายผ้าห่มแล้วก็มอบอาภรณ์ให้แก่เจ้าหน้าที่นำไปทูลถวายพระนางปทุมวดีผู้เป็นมารดา

ฝ่ายพระนางปทุมวดี เมื่อได้รับจดหมายก็ทรงเปิดอ่านข้อความที่จารึกด้วยเลือดที่เจ้าชายทรงเขียนเล่ามาทราบเรื่องโดยตลอดแล้ว ก็รีบเสด็จไปที่ห้องเจ้าชายทันที เพื่อค้นหาจดหมายที่รัตนาวดีเคยเขียนมาสารภาพรักกับเจ้าชาย เมื่อพบจดหมายสมความตั้งใจแล้วจึงนำไปทูลพระราชาให้ทรงทราบถึงความชั่วช้าของรัตนาวดี เมื่อพระราชาทอดพระเนตรเห็นหลักฐานที่พระนางปทุมวดีนำมาเปิดเผย สีพระพักตร์ของพระองค์ถึงกับเปลี่ยนไป เพราะทรงจำได้ว่าข้อความในจดหมายเป็นลายมือของรัตนาวดีเอง เมื่อเบื้องหลังอันชั่วช้าถูกตีแผ่ออกมาเช่นนี้ พระราชาจึงทรงรับสั่งให้ลงโทษประหารโดยการให้จับนางมัดโยนทิ้งลงเหวให้สาสมกับความผิด

ฝ่ายเจ้าชายมหาปทุม เมื่อถูกจับโยนทิ้งไปไม่ถึงก้นเหว ร่างไปติดค้างอยู่บนพุ่มไม้ใหญ่ เมื่อพระองค์ได้สติก็ค่อยๆไต่ลงไปตามกิ่งไม้จนถึงก้นเหว ได้รอดตายอย่างปาฏิหาริย์ ในที่สุด เจ้าชายมหาปทุมก็ได้อธิษฐานใจออกบวชเป็นดาบส รักษาอุโบสถ ปฏิบัติธรรมอยู่ในอาศรมสถาน ณ กลางป่าใหญ่ใกล้ภูเขานั้นเอง

ต่อมา พระราชาพร้อมด้วยบริวารได้เดินประพาสป่าเพื่อหาความสำราญในการชมธรรมชาติป่าเขาลำเนาไพรได้เสด็จมาถึงอาศรมท่านดาบส ทรงเห็นปฏิปทาอาจาระของดาบสแล้วทรงเลื่อมใสจึงเสด็จเข้าไปใกล้เพื่อสนทนาได้ทรงไต่ถามถึงความเป็นมา จึงทรงทราบว่า ดาบสท่านนี้ ก็คือเจ้าชายมหาปทุมโอรสของพระองค์นั้นเอง พระราชาทรงร้อนพระทัยที่พระองค์ลงโทษความผิด โดยไม่ได้ทรงพิจารณาให้รอบคอบก่อน พระองค์ไม่ทรงถือหลัก “ใคร่ครวญก่อนแล้ว จึงทำดีกว่า” ทรงทำผิดในพระโอรส ปรากฏว่าทำให้ร้อนพระทัยในภายหลัง

พระราชาทรงขออภัยเจ้าชาย และทรงเชิญเจ้าชายให้กลับพระนคร เพื่อสืบราชสมบัติ แต่เจ้าชายทูลปฏิเสธโดยให้เหตุผลว่า อำนาจวาสนาเป็นที่มาแห่งความกังวล มีโทษและมีทุกข์ยาวนาน เป็นมูลฐานแห่งจองเวร ทรงยืนยันถึงความตั้งใจที่จะใช้ชีวิตตามแบบของนักบวชเป็นดาบส เพื่อลิ้มรสแห่งความสงบอยู่ในป่าต่อไป จนกว่าชีวิตจะหาไม่

ท่านมหาปทุมดาบสถวายพระพร ขอโอกาสแสดงธรรมอันเป็นข้อปฏิบัติของผู้นำแด่พระราชามีใจความว่า “ผู้ใหญ่เพียงสงสัยว่า ผู้น้อยทำความผิดจะมากหรือน้อยก็ตามถ้ายังไม่ได้สอบสวนทวนให้รู้แน่ชัด ไม่ควรลงโทษ” หมายความว่า ผู้ใหญ่ที่มีอำนาจรัฐอำนาจเงิน ถ้าจะลงโทษผู้น้อยผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาที่สงสัยว่าเขาทำผิด ควรสอบสวนให้เห็นความผิดของเขาให้แน่นนอนเสียก่อน อย่าได้ลงโทษไปตามอำนาจแห่ง “อคติ” อย่างใดอย่างหนึ่ง คือ :-

๑. ฉันทาคติ ลำเอียงเพราะรักเพราะชอบ เช่น เมื่อมีคน คณะบุคคล หรือพรรคพวกที่ตนรักที่ตนชอบใจ-พอใจ โปรดปราน ทำความผิด ประพฤติทุจริต ผิดศีล ผิดธรรม ผิดกฏหมาย แทนที่จะลงโทษตามความผิดที่กระทำลงไป กลับไม่ทำเพราะมี “ฉันทาคติ” ลำเอียง เพราะรักใคร่พอใจในคนนั้น คณะนั้น พวกนั้น แม้จะทำความผิดอย่างไร ก็ใช้อำนาจของตนที่มีอยู่ว่าไม่ผิด นี่แหละคือ “ฉันทาคติ” ลำเอียงเพราะชอบ

๒. โทสาคติ ลำเอียงเพราะเกลียด เพราะชัง เช่น เมื่อคนไหน พวกไหน พรรคไหน คนของใครที่ตนเกลียดชังแม้จะทำความดีเป็นประโยชน์แก่สังคมแก่ชาติบ้านเมืองก็ไม่ยอมรับว่าทำความดี แต่ในทางตรงกันข้าม พวกเขาเหล่านั้นทั้งๆที่ไม่มีความผิดกลับหาเรื่องใส่ร้ายป้ายสี ตีไข่ใส่ความว่าทำผิด อย่างนี้เรียกว่า ผู้นำใช้อำนาจด้วย “โทสาคติ” ลำเอียงเพราะความเกลียดชัง

๓. ภยาคติ ลำเอียงเพราะความกลัว เพราะขลาด เช่น คนที่มีอำนาจเงิน อำนาจรัฐ มีอิทธิพล มีพวกพ้อง มียศมีตำแหน่ง ประพฤติทุจริต ผิดกฏหมาย ผิดศีลธรรม ถ้าว่าตามความถูกต้อง ตามความจริงแล้ว พฤติกรรมเช่นนี้จะต้องถูกลงโทษ แต่เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจไม่กล้าลงโทษ เพราะกลัวคนที่ทำผิดนั้นมีอิทธิพล มีพวกพ้องบริวาร อันธพาลคอยคุ้มกัน เลยไม่กล้าลงโทษคนทำผิด เพราะขี้ขลาดตาขาว “ภยาคติ” ขลาดกลัว

๔. โมหาคติ ลำเอียงเพราะไม่รู้ เพราะเขลา เบาปัญญา เช่น เวลาใครมีปัญหาอะไรเกิดขึ้น ขอให้ผู้มีอำนาจช่วยวินิจฉัยแก้ไขปัญหา แต่เนื่องจากผู้ใหญ่ไร้ปัญญาไม่เข้าใจในการวินิจฉัยปัญหาให้สอดคล้อง ถูกต้องตามความเป็นจริง ก็ทำในสิ่งที่ไม่มีเหตุผล ส่งผลให้เกิดความเสียหายแก่ผู้เกี่ยวข้อง คนถูกกลับเป็นคนผิด คนผิดกลับเป็นคนถูก อย่างนี้เรียกว่า “โมหาคติ” ลำเอียงเพราะเขลา คือโง่เขลาเบาปัญญาแก้ปัญหาไม่ตรงกับความเป็นจริง เป็นสิ่งที่ผู้นำควรระมัดระวังให้จงหนัก!

เรื่อง “ผู้นำกับอำนาจ” เป็นเรื่องสำคัญสำหรับสังคม สังคมมนุษย์ทุกระดับชั้นจะดำเนินไปด้วยความสงบสุข ปราศจากปัญหาน้อยใหญ่ทั้งหลายทั้งปวง มันก็ขึ้นอยู่กับผู้นำในสังคมใช้อำนาจถูกต้องชอบธรรม ถ้าผู้นำทุกระดับขั้นใช้อำนาจที่ตนมีอยู่ให้ถูกต้องสอดคล้องด้วยเหตุผลและชอบธรรมแล้ว รับรองทุกคนที่อาศัยอยู่ในสังคมแห่งการอยู่ร่วมกัน จะได้รับความเป็นธรรม ความยุติธรรม ความเสมอภาคโดยทั่วกัน ทั้งนี้ ก็เพราะผู้นำใช้อำนาจปราศจากอคติ คือไม่มีความลำเอียง ด้วยอำนาจฉันทา โทสา ภยา โมหาคติ ผิดก็ว่ากันไปตามผิด ถูกก็ว่ากันไปตามถูก ใครทำผิดก็ต้องถูกลงโทษ ไม่ยกเว้นว่าจะเป็นใคร ทำผิดต้องถูกลงโทษเสมอเหมือนกันหมด ดังนั้น ผู้นำทุกระดับขั้น ก่อนจะลงโทษใครควรใช้ปัญญาพิจารณาใคร่ครวญให้รอบคอบ อย่าผลีผลามทำอะไรตามอารมณ์ชักจูงเพราะสิ่งที่ทำลงไปแล้ว ทำคืนไม่ได้ ทำผิดแล้ว จะเสียใจในภายหลัง

ดังเรื่องของพระเจ้าปทุมมหาราชที่ทรงอาชญาให้ประหารชีวิตพระราชโอรสของพระองค์ โดยไม่ทรงพิจารณาให้รอบคอบ เพียงแต่ทรงสดับคำฟ้องของพระชายาว่า เจ้าชายลวนลามก็ทรงทำตามทันที ทั้งที่ยังไม่ได้ทรงสอบสวนทวนถามหาเหตุผลอะไรเลย ก็ทรงรับสั่งให้จัดการสถานหนักทันที ตามที่พระทัยเดือดดาล เพราะเหตุการณ์ที่พระชายาถูกเจ้าชายลวนลาม นี่แหละเรียกว่าเป็นการใช้อำนาจไม่เป็นธรรม ทำให้ผู้อื่นได้รับความเดือดร้อน แต่ในเรื่องนี้เผอิญว่าเจ้าชายที่ถูกพระราชบิดารับสั่งให้ประหารชีวิต เนื่องจากพระองค์เป็นพระโพธิสัตว์ไม่ได้ทำผิดตามข้อกล่าวหา เวลาถูกเจ้าหน้าที่มัดผลักลงเหว แต่ไม่ถึงฆาตเลยไปติดที่พุ่มไม้รอดตายไปได้ แล้วก็มองเห็นความไม่เป็นธรรมในสังคม จึงตัดสินใจบวชเป็นดาบสปฏิบัติธรรมต่อมา พระราชาได้พบพระดาบสเกิดเลื่อมใสในปฏิปทาของพระดาบส ได้ฟังธรรมและสนทนาปราศัยความเป็นไปของพระดาบส สุดท้ายกลายเป็นพระโอรสของตน จึงขอให้พระดาบสกลับไปครองราชสมบัติ แต่พระดาบสปฏิเสธขอครองเพศดาบสต่อไป แล้วให้อภัยพระราชาผู้พระบิดา ในที่สุด พระดาบสก็ไปสู่พรหมโลก  บรรดาผู้นำทั้งหลายควรใช้หลักว่า ผู้ใหญ่เมื่อสงสัยว่าคนอื่นทำผิดมากหรือน้อยก็ตามถ้ายังไม่ได้สอบสวนให้แน่ชัดก็ไม่ควรลงโทษ

ในสังคมมนุษย์ยุคปัจจุบันทุกวันนี้ เรื่องของผู้นำกับอำนาจมันเป็นเรื่องประหลาดที่จะไม่น่าจะเกิดขึ้นในสังคมยุคนี้ แต่มันก็มีให้เห็นอยู่โดยทั่วไป นั่นก็คือผู้นำในระดับสูงที่มีหน้าที่มีตำแหน่งในการบริหารประเทศชาติบ้านเมืองมักจะพากันใช้อำนาจในทางให้โทษมากกว่าในทางให้คุณ เพราะความสำคัญผิด เห็นผิด เข้าใจผิดว่า พวกตนมีอำนาจอยู่ในมือแล้ว จะทำอะไรก็ได้ตามความชอบใจ ภายใต้ดวงอาทิตย์นี้ไม่มีอะไรที่คนมีอำนาจทำไม่ได้ นี่แหละผู้นำที่มีอำนาจพวกเขามักจะพากันคิดเช่นนี้ทั้งนั้น พวกเขาถือว่าเมื่อมีอำนาจแล้วใครจะกล้ามาแหยม เพราะอำนาจเป็นใหญ่ในโลก ดังนั้น ขณะใด เมื่อใด พวกไหนมีอำนาจแล้ว พวกนั้นก็เป็นใหญ่ในโลก แล้วพวกเขาจะทำอะไรก็ได้ตามความพอใจ ทำเรื่องผิดให้เป็นถูก ทำเรื่องถูกให้เป็นเรื่องผิดก็ได้ ใครจะกล้ามาขัดขวาง…ว่าเข้านั่น…เห็นไหมล่ะ!

สังคมไทยของเราทุกวันนี้ บรรดาผู้นำซึ่งมีอำนาจในระดับสูงแต่ว่ามีจิตใจต่ำถูกครอบงำด้วยความโลภ ความโกรธ ความหลง ทิฏฐิมานะ อิจฉาริษยา นินทาว่าร้ายและอคติ พวกผู้นำเหล่านี้มักจะพากันใช้อำนาจไม่เป็นธรรมไม่ใช้ธรรมเป็นอำนาจ การใช้อำนาจนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เพราะคนที่ใช้อำนาจมักเป็นคนที่ขาดเหตุผล ทำอะไรลงไปด้วยความผลุนผลัน ถูกกิเลสประเภทต่างๆ ผลักดันแล้วก็ทำลงไป โดยไม่ไตร่ตรองให้รอบคอบ ชอบคิด ชอบพูด ชอบทำอะไรตามใจตนเอง การคิด การพูด การทำอะไรตามใจตนเอง ก็คือการทำ การพูด การคิด ตามฤทธิ์ของกิเลสตัณหานั้นเอง เมื่อผู้นำใช้อำนาจในทางที่ผิดอันเกิดจากฤทธิ์ของกิเลสตัณหาก็นำพาให้คนในสังคมได้รับความทุกข์ความเดือดร้อนต่างๆนานา ดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบันทุกวันนี้

หลักธรรมในทางพระพุทธศาสนา สำหรับผู้หลักผู้ใหญ่จะนำไปใช้ในฐานะเป็นผู้นำของสังคมทุกระดับนั้นก็ได้แก่ “พรหมวิหารธรรม” ธรรมเป็นเครื่องอยู่ของพรหม, ธรรมประจำใจอันประเสริฐ, ธรรมประจำใจของผู้มีคุณความดียิ่งใหญ่, ธรรมของผู้นำ มีอยู่ ๔ ประการคือ : –

๑. เมตตา ความรักใคร่ปรารถนาให้คนอื่นมีความสุข

๒. กรุณา ความสงสารต้องการช่วยให้คนอื่นพ้นทุกข์

๓. มุทิตา ความพลอยดีใจในเมื่อเห็นคนอื่นได้ดี

๔. อุเบกขา มีใจเป็นกลางไม่เข้าข้างอคติ

ผู้นำของสังคมทุกระดับ ต้องเป็นผู้เกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจในการปกครองหมู่คณะให้ดำเนินไปด้วยความราบรื่น และมีความสุขความเจริญ ความปลอดภัยในชีวิตประจำวัน ผู้นำแต่ละระดับจึงจำเป็นต้องใช้ธรรมเป็นอำนาจ อย่าใช้อำนาจไม่เป็นธรรมเพราะการใช้ธรรมเป็นอำนาจ ความผิดพลาดจะไม่เกิดขึ้นในการพิจารณา คดีความต่างๆ ในทางสังคม เพราะคำว่า “ธรรม” นั้น ได้แก่ความดี, ความถูกต้อง, ความจริง ดังนั้น ผู้นำที่ใช้ธรรมเป็นอำนาจ อำนาจนั้นจึงเป็นอำนาจที่ดี ที่ถูกต้อง, ที่เป็นความจริง เป็นสิ่งที่ทุกคนให้การยอมรับ สนับสนุน ในสังคมแห่งการอยู่ร่วมกัน เป็นการสร้างสรรค์คนในสังคมให้มีความรักกันบนพื้นฐานความเป็นธรรม ความยุติธรรม และความเสมอภาค

ในทางตรงกันข้าม ถ้าผู้นำในสังคมนิยมใช้อำนาจไม่เป็นธรรม ในการพิจารณา อรรถคดีความต่างๆในทางเข้าข้างอคติ มีความลำเอียงเพราะชอบ (ฉันทาคติ) ลำเอียงเพราะชัง (โทสาคติ) ลำเอียงเพราะกลัว (ภยาคติ) ลำเอียงเพราะเขลา (โมหาคติ) การใช้อำนาจไม่เป็นธรรมนั้นนำแต่ความทุกข์ความเดือดร้อน บั่นทอนความสงบสุข ของคนในสังคมให้หมดไป เหลือไว้แต่ปัญหานานาประการเป็นการทำลายสังคมแห่งการอยู่ร่วมกันในทุกๆ ด้านปานประหนึ่งนรกอเวจี เพราะมีคนไม่ดีเป็นผู้นำของสังคม มีรสนิยมในการใช้อำนาจอย่างไม่มีมาตรฐาน ดังเหตุการณ์ในสังคมไทยที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ ผู้นำไทยผู้ใหญ่ในสังคม ที่ทำการบริหารบ้านเมืองอยู่ในขณะนี้ เดี๋ยวนี้ พวกผู้นำเหล่านี้เป็นผู้นำที่ขาดธรรมประจำใจ ทำให้ประชาชนเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า เป็นผู้นำแทนที่จะแก้ปัญหา ความทุกข์ ความเดือดร้อนของประชาชน กลับเป็นคนสร้างปัญหาเสียเอง นี้แหละเขาเรียกกันว่าผู้นำที่ใช้แต่พระเดช (อำนาจ) อย่างเดียว ไม่เคยมีพระคุณต่อประชาชนเลย

ผู้นำที่ดีตามหลักธรรมในทางพระพุทธศาสนา ต้องมี “พรหมวิหารธรรม” เป็นเรือนใจ คือมีเมตตา ความรักใคร่ปรารถนา ให้คนอื่นและสัตว์อื่นมีความสุข จะคิดอะไรก็ให้คิดด้วยเมตตา จะพูดอะไรก็ให้พูดด้วยเมตตา จะทำอะไรก็ให้ทำด้วยเมตตา ปรารถนาให้เพื่อนเกิด, แก่, เจ็บ, ตายด้วยกันมีแต่ความสุข ปราศจากความทุกข์นานาสารพัน จะทำ จะพูด จะคิดอะไร ก็ให้ทำ ให้พูด ให้คิด ด้วยกรุณา มีความสงสารต้องการช่วยเหลือเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตายด้วยกันให้พ้นจากความทุกข์ จะทำ จะพูด จะคิดอะไร ก็ให้ทำ ให้พูด ให้คิด ด้วยมุทิตา มีความพลอยดีใจในเมื่อเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตายด้วยกันได้ดีมีความสุข ความเจริญ ก็ขอให้พวกเขาเหล่านั้นได้ดี มีความสุข ความเจริญยิ่งๆ ขึ้นไป ข้อนี้มีความสำคัญที่สุด ที่ผู้นำทุกระดับจะต้องแสดงออกซึ่งความพอใจ ความดีใจ ในเมื่อเห็นคนอื่นทำดีแล้วได้ดี อย่ามีความอิจฉาริษาในความดีของพวกเขาเป็นอันขาด อย่าใช้อำนาจในการทำลายความดีของคนอื่น ซึ่งมีอยู่ดาษดื่นในสังคมของผู้นำบ้าอำนาจในปัจจุบัน ข้อสุดท้าย จะทำ จะพูด จะคิดอะไร ก็ให้ทำ ให้พูด ให้คิดด้วยอุเบกขา คือให้ความเป็นธรรม ความยุติธรรม ความเสมอภาคแก่ทุกคนซึ่งเป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บตาย ด้วยกัน นี่แหละท่านผู้อ่านผู้ฟังทั้งหลาย เรื่องของผู้นำกับอำนาจ นำมาเสนอท่านทั้งหลายก็จบเพียงเท่านี้แล…. ขอย้ำให้ผู้นำทั้งหลายใช้ธรรมเป็นอำนาจกันเถิด จะเกิดศิริมงคลส่งผลให้สังคมมีแต่ความสงบสุข ทุกประการ

เป็นผู้นำ                                ใช้อำนาจ               ขาดเหตุผล

จะส่งผล                                ให้เสียหาย            ในภายหลัง

อย่าด่วนใช้                            ทำอะไร                 ให้ระวัง

จะสมหวัง                             ใช้ปัญญา               ค่ามากมี

อันผู้นำ                  กับอำนาจ              ปราชญ์เตือนตัก

ให้รู้จัก                                   ใช้มัน                     นั่นแหละดี

ถ้าด่วนใช้                              ให้ผลร้าย               ในทันที

คิดให้ดี                                   เสียก่อน                 จะผ่อนคลาย

ถ้าผู้นำ                   ใช้อำนาจ               ขาดธรรมะ

องค์พุทธะ                             ตรัสว่า                    จะเสียหาย

เมื่อขาดธรรม                       นำมา                      เป็นอุบาย

ผลเสียหาย                            จะตามมา              ในทันที

อันผู้นำ                  ใช้อำนาจ               ขาดเหตุผล

จะส่งผล                                ทุกอย่าง                 ทางไม่ดี

เกิดเสนียด                             จัญไร                     และอัปรีย์

เพราะผู้มี                               อำนาจ                    ขาดปัญญา

ด้วยเหตุนี้              ปราชญ์เมธี           จึงเตือนตัก

ให้ตระหนัก                          ใช้ปัญญา               แก้ปัญหา

อย่าด่วนใช้                            อำนาจ                    ขาดวิจารณา

ใช้ปัญญา                               เสียก่อน                 นั่นแหละดี

เมื่อผู้นำ                 ใช้ปัญญา               พาพ้นผิด

เพราะพิชิต                           มารร้าย                  ให้พ่ายหนี

ใช้อำนาจ                               ในทาง                   สร้างสรรค์ดี

ก็เป็นศรี                                 เป็นศักดิ์                เพราะรักธรรม

เป็นผู้นำ                                ใช้ธรรม                 นำชีวิต

เป็นนิมิต                               แสงสว่าง              ทางชักนำ

ใช้อำนาจ                               ในทางดี                 มีพระธรรม

ก็จะนำ                                   สู่ทาง                      สร้างปัญญา

ขอเชิญชวน          มวลผู้นำ                นำมาคิด

เพื่อพิชิต                                มารร้าย                  คลายปัญหา

ครองชีวิต                              ร่วมกัน                  ด้วยปัญญา

สิ้นปัญหา                              ทุกอย่าง                 สงบเย็น ฯ