คนหลอกคน

คนหลอกคน

คนหลอกคน

                             กลัวผี   หลอกให้         ช่างมัน

กลัวแต่คนด้วยกัน        หลอกล้อ

ผีหลอนสวดมนต์พลัน    พินาศ หนีเฮย

คนหลอกคิดย่อท้อ        สุดแก้จำนน (โลกนิติ)

 

คนกลัวผี         นี้ก็เขลา                    เบาความคิด

คิดสักนิด         ก็จะเห็น                    เป็นเรื่องขำ

กลัวในสิ่ง        ไม่น่ากลัว        ชั่วระยำ

มันน่าขำ         หลอกตนเอง     คนเฮงซวย

ในประเด็นแรก เราก็มาพูดถึงเรื่อง “ผีหลอกคน” กันเสียก่อนแล้วค่อยย้อนไปพูดถึงเรื่อง “คนหลอกคน” กันทีหลัง ตั้งแต่เกิดมาเป็นคนพอรู้ภาษารับฟังอะไรรู้เรื่องรู้ราวได้ ก็ได้ยินได้ฟังแต่คนพากันพูดว่า ผีหลอกคน แถมผู้ใหญ่ยังพากันหลอกเด็กให้กลัวผีอีกต่างหาก แต่ไม่เคยได้ยินได้ฟังว่าคนหลอก บอกหน่อยได้ไหมว่า ผีนั้นมันคืออะไร มีรูปร่างตัวตนเป็นอย่างไร เรื่องผีเป็นปัญหาโลกแตก พูดเรื่องผีกันทีไรวงแตกทุกที ไม่มีใครบอกได้ว่า ผีคืออะไร?

ท่านผู้กลัวผี และไม่กลัวผีทั้งหลาย โปรดฟังทางนี้ก่อน ใครคนใดคนหนึ่งพูดขึ้น ท่านจะเชื่อว่าผีมีจริงหรือไม่มีจริงก็ตาม แต่ ผีก็ต้องมีวันยังค่ำ เขาย้ำอย่างเอาจริงเอาจัง เหตุผลหรือท่าน เขาพูดออกมาเป็นเชิงคำถาม แล้วก็สาธยายน้ำลายฟูมปากว่า ง่ายนิดเดียว ตราบใดที่มีคนตายกันอยู่ ผีก็ต้องมี ซึ่งใครจะคัดค้านความจริงข้อนี้ไม่ได้ มีใครเขาเรียกคนตายแล้ว ว่าเป็น “คน” กันบ้างไหม เงียบกริบ ไม่มีเสียงตอบเลย แล้วเขาก็พล่ามต่อไปว่า คนตายแล้วจะเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ คนตายแล้วก็ต้องเป็น “ผี” ทั้งนั้น ตราบใดที่ยังมีคนตายอยู่ ผีก็ต้องมีอยู่เป็นของคู่กัน จำกันง่ายๆ คนตายแล้วเป็น “ผี” ผีมาจากคนตาย…. มีเสียงเล็ดลอดสอดขึ้นมากลางคันว่า “คนตายเป็นผี ผีตายเป็นอะไร?  ผีตายเป็นก็ต้องเป็นสางนะซิ เขาโพล่งออกมาโดยไม่ต้องคิด แล้วสางตายเป็นอะไรมิทราบ แล้วกันสางตายก็ต้องเป็นคางลายซิเพื่อน ทีนี้ถ้าคางลายตายกลายเป็นอะไรอีกล่ะ? อุ๊วะ! ไม่รู้จักจบ คิดเอาเองก็แล้วกัน

ท่านทั้งหลายฟังความคิดเรื่องผีจากบทสนทนาข้างบนนี้แล้ว เป็นอย่างไรบ้าง ได้แง่คิดอะไรบ้างไหม หายข้อข้องใจหรือยัง ฟังๆ ดูเขาสนทนากันมันก็น่าคิด คนตายกลายเป็นผี ผีมาจากคนตาย เออ! ชอบกล! ถ้ามันจะจริงของเขากระมัง เอาละ จริงไม่จริง ก็ฟังเรื่องผีกันต่อไป

คำว่า “ผี” ในพจนานุกรมภาษาไทยหมายถึงซากศพคนที่ตายแล้ว, และสิ่งที่มีสภาวะเกินคน นี่คือความหมายคำว่า “ผี” ตามความเข้าใจ และภาษาคนของชาวบ้านทั่วๆ ไปก็พูดตรงกัน คือคนตายแล้วเป็นผี ผีมาจากคนตาย แต่ถ้ายังไม่ตายก็เป็นคน อีกอย่างหนึ่ง ซึ่งคนไทยเราชอบพูดกัน โดยเฉพาะคนไทยอีสาน เวลาไปเผาศพก็มักจะพูดกันว่า ไปเผาผี นี่คือผีในความหมายของภาษาคนภาษาชาวบ้านทั่วไปที่ใช้พูดกันอยู่ ส่วนผีในความหมายภาษาธรรม ภาษาผู้รู้ธรรม ผีนั้นได้แก่ความชั่ว ความเลวทราม ตามคำพังเพยว่า “ชั่วเป็นผี ดีเป็นพระ” ท่านทั้งหลายคิดดูกันให้ดีๆ ก็แล้วกัน เรื่องผีไม่ใช่เรื่องแปลก….แต่เรื่องที่แปลกนั้น คือเรื่องของคนกลัวผี แปลกดีแท้ๆ คนดีๆ กลัวผีอยู่ได้…ไม่น่า…ไม่น่าเลย…พิโธ่…พิถัง…อนิจจัง…อนัตตา…พากันกลัวเงาอยู่ได้ อย่ากลัวผีหลอกกันเลยท่านทั้งหลาย (ผีหลอนสวดมนต์พลัน พินาศหนีเฮย)

ได้พูดถึงเรื่องของ “ผี” มาพอหอมปากหอมคอกันแล้ว ก็ขอนำท่านทั้งหลายเข้าไปศึกษาหาความรู้ในเรื่องของ “คนหลอกคน” กันต่อไป เรื่องของคนหลอกนี้ เป็นเรื่องที่น่ากลัวยิ่งกว่าเรื่องของผีหลอกคนเสียอีก เพราะคนหลอกคนส่งผลกระทบต่อคนหลอก และสังคมส่วนรวมเหลือที่จะพรรณนา ในยุคปัจจุบันทุกวันนี้ เป็นยุคแห่งวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีก้าวหน้า คอมพิวเตอร์ในด้านอินเตอร์เน็ตนำสมัย แต่จิตใจของคนในสังคมจมอยู่ภายใต้อำนาจอิทธิพลของกิเลสตัณหา พฤติกรรมที่แสดงออกมาทางกาย ทางวาจา ทางใจก็เป็นไปตามอำนาจอิทธิพลของความโลภ ความโกรธ และความหลง ตกลงคนในยุคปัจจุบันจึงพากันประพฤติตนเป็นคนประเภท “คนหลอกคน” มากขึ้นอย่างผิดสังเกตเป็นเหตุให้เกิดปัญหานานาประการขึ้นในสังคมแห่งการอยู่ร่วมกัน ไม่ว่าในสังคมชาวบ้าน สังคมชาวเมืองและสังคมวัดวาศาสนา มีพวกคนบาปหนาพากันประพฤติตนเป็นคนประเภท “คนหลอกคน” เพิ่มมากขึ้น

เราจะสังเกตเห็นในสังคมชาวบ้านทั่วๆ ไป พวกเด็ก ๆ ก็หลอกผู้ใหญ่ให้เข้าใจผิดให้หลงผิด ในจริตที่ชั่ว ที่ไม่ดี ที่ไม่ถูกต้องชอบธรรมของพวกตน ให้เห็นว่าเป็นคนดี เป็นคนประพฤติถูกต้องชอบธรรม บรรดาพวกลูกหญิงลูกชายก็หาอุบายหลอกคุณพ่อคุณแม่ให้หลงเชื่อในเมื่อพวกตนทำผิด ทำไม่ดี หนีเที่ยว หนีโรงเรียน ก็หลอกก็เรียนท่านว่า ไปศึกษานอกสถานที่ อะไรเหล่านี้เป็นต้น เป็นคนประเภท “คนหลอกคน” ในฐานะลูกหญิงลูกชายได้เหมือนกัน พวกลูกศิษย์ลูกหาก็หลอกครูบาอาจารย์เพื่อต้องการเอาตัวรอดในเวลาทำผิดก็เป็นศิษย์ประเภท “ศิษย์หลอกครู” ลบหลู่พระคุณของท่าน ที่กล่าวมาพอเป็นตัวอย่างนี้ เป็นลักษณะของคนที่ชอบทำตนเป็นคนประเภท “คนหลอกคน” ในฐานะที่เป็นเด็ก ในฐานะเป็นลูกหญิงลูกชาย และในฐานะเป็นลูกศิษย์ลูกหา ปัญหาที่เกิดจากพฤติกรรมของคนเหล่านี้ แม้จะมีผลกระทบต่อสังคมแห่งการอยู่ร่วมกันในทางลบและในทางเสียหาย แต่ก็คงไม่ร้ายแรงเท่ากับพฤติกรรมของพวกที่มีความรับผิดชอบในการบริหารประเทศชาติบ้านเมือง เรื่องบุคคลผู้มีอำนาจเงินและอำนาจรัฐ ปฏิบัติตนเป็นคนประเภท “คนหลอกคน” นี้ เป็นพิษเป็นภัยเป็นอันตรายต่อสังคมแห่งการอยู่ร่วมกันเหลือที่จะพรรณนา

คนประเภท “คนหลอกคน” ในยุคปัจจุบัน มีกันเกือบทุกวงการ ทั้งวงการชาวบ้าน วงการชาวเมือง วงการชาววัดมีพวกถนัดประพฤติตนเป็นคนประเภท “คนหลอกคน” แทรกอยู่ทุกวงการ ในสังคมพวกชาวบ้านก็มีคนประเภท “คนหลอกคน” ปะปนละคนกันอยู่ทั่วไป คือหลอกคนอื่นให้หลงผิด ให้เข้าใจผิด ให้สำคัญผิด ชนิดเป็นพิษเป็นภัยทั้งแก่ตนเองและคนอื่นมีกันดาษดื่นในสังคมปัจจุบัน หลอกกันให้หลงผิดให้เข้าใจผิดสารพัดอย่าง บางพวกไปหลอกเด็กหญิงชนบทบ้านนอกไปขายให้พวกแม่เล้าเข้าซ่องโสเภณีก็มีมากมาย จนกลายเป็นปัญหาสังคม บางพวกก็นิยมหลอกพวกแรงงานไปขายในต่างประเทศ เป็นเหตุทำให้ตกระกำลำบากก่อความยุ่งยากแก่เจ้าหน้าที่ในประเทศนั้นๆ ต้องพากันหาทางช่วยเหลือส่งกลับเมืองไทย นี่ไงละ! พวกคนหลอกคนเขารวมกันเป็นกลุ่มเป็นแก๊ง แบ่งกันออกไปหาหลอกคนในวงการต่างๆ ให้หลงผิด ให้เข้าใจผิด ไปตามคำหลอกลวงของพวกเขา แล้วก็ถูกพวกคนหลอกคนต้มตุ๋น หมดทั้งทุนสูญทั้งที่ไร่ที่นากลับมาก็หมดเนื้อหมดตัว น่ากลัวไหมละ..โยม..?

ในสังคมเมือง เรื่องผู้รับผิดชอบในการบริหารประเทศชาติบ้านเมืองเป็นเรื่องที่น่าคิด บรรดาผู้รับผิดชอบทั้งหลายต่างก็ใช้อุบายในการหลอกลวงประชาชนให้พากันเชื่อตามกระแสที่พวกตนสร้างขึ้นมา โดยเฉพาะพวกนักการเมืองผู้มีอำนาจเงินอำนาจรัฐ บางคนบางเหล่า แทนที่จะเข้ามาบริหารประเทศชาติ เพื่อหาทางสร้างความร่มเย็นเป็นสุขให้แก่ประชาชนผู้เป็นเจ้าของประเทศชาติ กลับใช้อำนาจไปในทางหลอกลวงประชาชนให้หลงกลที่พวกตนพากันสร้างขึ้นมา ปิดหูปิดตา ไม่ให้ชาวประชาผู้เป็นคนส่วนใหญ่ในประเทศได้รับรู้ข่าวสารตามความเป็นจริง ใช้สื่อมวลชน หนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ ให้ปกปิดความชั่วที่พวกตัวกระทำ นำเสนอข่าวที่หลอกลวงปวงชน เป็นผลให้คนหลงผิด เข้าใจผิด สำคัญผิด คิดว่าเป็นจริงเป็นจังดังที่ประกาศแพร่ข่าวออกมานั้น แต่แท้ที่จริงแล้ว ข่าวทั้งหลายที่แพร่ออกมานั้น มันเป็นข่าวบิดเบือน เพื่อหลอกคนให้หลงผิด ให้เข้าใจผิด ให้สำคัญผิดว่า เป็นเช่นนั้นจริงๆ

อีกประการหนึ่ง บรรดาข้าราชการในระดับสูงบางพวกทั้งข้าราชการพลเรือน ข้าราชการการเมือง ก็หาเรื่องหลอกให้คนในสังคมพากันเคารพกฎหมายบ้านเมือง ความจริงประชาชนชาวบ้านทั้งหลาย พวกเขาก็พากันเคารพกฎหมายบ้านเมืองอยู่แล้ว แต่พวกที่ไปบอก ไปสอน ไปอบรม ไปแนะนำพวกเขาให้เคารพกฏหมายบ้านเมืองนั่นแหละ พากันประพฤติฝ่าฝืนกฎหมายทำลายระเบียบแบบแผนประเพณีอันดีงามของชาติ ฉลาดแต่ในการชักชวนให้ประพฤติตนเป็นคนสุจริต อย่าพากันประพฤติผิดศีล ผิดธรรม แต่พวกตนประพฤติระยำ คดโกง และคอรัปชั่นอย่างออกหน้าออกตา โจงครึ้ม ไม่อายผีสางเทวดาฟ้าดิน งบประมาณแผ่นดินพากันกินจนฉิบหายวายวอด ตลอดเวลาที่อยู่ในตำแหน่งหน้าที่ พวกเหล่านี้แหละเป็นบุคคลประเภท “คนหลอกคน” ขนานแท้เชียวละ

พระท่านสอน ก่อนที่จะสอนคนอื่น บอกคนอื่น แนะนำคนอื่น ให้ทำอะไรนั้น ตนเองต้องทำในสิ่งนั้นๆ ให้ดีเสียก่อน แล้วจึงสอนคนอื่นทีหลัง จึงไม่มัวหมอง สอนให้คนอื่นเคารพกฎหมาย เราก็ต้องเคารพกฎหมายเสียก่อน แล้วจึงสอนคนอื่นทีหลัง ตนเองประพฤติตนเป็นคนสุจริต ประพฤติชอบด้วยกายวาจาใจเสียก่อน แล้วจึงสอนคนอื่นให้ประพฤติสุจริต แต่ในสังคมชาวเมือง อันหมายถึงผู้มีหน้าที่รับผิดชอบบริหารบ้านเมืองในปัจจุบันนี้นั้น พวกเขาพากันหลอกประชาชนชาวบ้านทั้งหลายให้เป็นคนมีจริยธรรม มีคุณธรรม เป็นพลเมืองดีของชาติเพื่อให้เกิดความร่มเย็นเป็นสุขในสังคมแห่งการอยู่ร่วมกัน เรื่องจริยธรรม เรื่องคุณธรรม พวกมีอำนาจเงินมีอำนาจรัฐ พวกเขาถนัดพูดกันจริงๆ แต่ตามความเป็นจริง พวกเหล่านี้พวกเขาไม่เคยมีจริยธรรม ไม่เคยมีคุณธรรมอยู่ในจิตใจของพวกเขาเลย เป็นโมฆะบุรุษ คือบุรุษไร้จริยธรรม ไร้คุณธรรม แถมยังมีจิตใจดำอำมหิตผิดมนุษย์ธรรมดาอีกด้วย ตามที่กล่าวมาโดยย่อพอเป็นตัวอย่างนี้ เป็นเรื่องพวกมีอำนาจเงิน อำนาจรัฐ โดยเฉพาะในขณะนี้ประพฤติตนเป็นคนประเภทคนหลอกคนมากขึ้นอย่างผิดสังเกต เป็นเหตุให้สังคมไทยอันเป็นที่รักของเราเกิดความสับสนวุ่นวายแตกกันเป็นฝักเป็นฝ่าย ค่ายนั่น ค่ายนี่ มีแต่การแก่งแย่งแข่งกันในทางทำลาย กลายเป็นสังคมของคนป่าหาความสงบสุขได้ยาก จึงขอฝากบรรดาผู้มีอำนาจเป็นใหญ่ในแผ่นดินทั้งหลาย โปรดได้ช่วยกันลด ช่วยกันละ ช่วยกันเลิก กลมายาในการหลอกลวงปวงประชาชนกันเสียที สังคมไทยของเรานี้จะได้มีแต่ความสงบสุข โดยประการทั้งปวง

ในวงการของวัดวาศาสนา ก็มีปัญหาเรื่องของ “คนหลอกคน” ไม่แพ้สังคมชาวบ้าน สังคมชาวเมืองเขาเหมือนกัน แต่ผลักดันไปเป็น “พระหลอกคน” มันชอบกลกันไหมละ…โยม..! บรรพชิต นักบวชที่บวชเข้ามาในพระศาสนา เพื่อศึกษาเล่าเรียนให้มีความรู้ความเข้าใจในเรื่อง “พระธรรมวินัย” แล้วนำไปประพฤติปฏิบัติขัดเกลาความชั่ว กิเลสตัณหาออกจากจิตใจ แล้วนำไปสั่งสอนมหาชนชาวบ้านผู้ไม่มีศรัทธา สอนให้มีศรัทธา ผู้มีความเข้าใจผิดเป็นมิจฉาทิฏฐิ สอนให้เข้าใจถูกต้องชอบธรรมเป็นสัมมาทิฏฐิ กลับไม่พากันเอาใจใส่ ไปสนใจในเรื่องหาสารประโยชน์มิได้ เป็นพวกบวชเข้ามาหาเลี้ยงชีพ (อุปชีวิกา) อีกพวกก็บวชเข้ามาหาความสนุกสนานเพลิดเพลินกับเกมการเล่นต่างๆ ไม่ต่างอะไรกับพวกชาวบ้าน เป็นการบวชเข้ามาหาความสุข (อุปกีฬิกา) บางพวกก็บวชเข้ามาด้วยความลุ่มหลงมัวเมาในเรื่องงมงายไร้สาระ ไม่เชื่อพระ แต่เชื่อผี เอาดีในทางเสกเป่าเดาดู สะเดาะเคราะห์ ต่อชะตา บวชเข้ามาด้วยความงมงาย (อุปมุยหิกา) แต่บางพวกก็บวชเข้ามาทำลายพระศาสนาให้มัวหมองเป็นพวก (อุปทูสิกา) บวชเข้ามาประทุษร้ายพระศาสนาให้เสื่อม

ในยุคพุทธกาล มีนักบวชนอกพระพุทธศาสนา ก็พากันหลอกลวงชาวบ้านว่าเป็นผู้วิเศษหมดกิเลสตัณหา เช่นพวกครูทั้ง ๖ ขอยกมาเป็นตัวอย่าง ปูรณะ กัสสปะ, มักขลิ โคศาล, อชิตะ เกสกัมพล, ปกุทธะ กัจจายนะ, สญชัย เวลัฏฐบุตร, นิครนถ์ นาฏบุตร ครูทั้ง ๖ เหล่านี้ ใช้ให้สาวก (ศิษย์) พวกตน ล้วนแล้วแต่มีตำแหน่งเป็นอำมาตย์ของพระเจ้าอชาตศัตรู อำมาตย์ผู้เป็นสาวก (ศิษย์) ของปูรณะ กัสสปะ ก็กราบทูลพระราชาว่า ปูรณะ กัสสปะ เป็นพระอรหันต์, อำมาตย์ผู้เป็นศิษย์ของมักขลิ โคศาล ก็กราบทูลพระราชาว่า ศาสดาของตนก็เป็นผู้วิเศษหมดกิเลสตัณหา, อำมาตย์ผู้เป็นสาวกของอชิตะ เกสกัมพล ก็กราบทูลพระราชาว่าศาสดาของตนก็เป็นพระอรหันต์เช่นเดียวกัน, อำมาตย์ผู้เป็นศิษย์ของปกุทธะ กัจจายนะ ก็กราบทูลพระราชาว่าพระศาสดาของตนก็เป็นพระอริยบุคคลชั้นพระอรหันต์ไม่มีข้อสงสัย, อำมาตย์ผู้เป็นศิษย์สญชัย เวลัฏฐบุตร ก็กราบทูลพระราชาว่า ศาสดาของตนก็เป็นผู้บริสุทธิ์สะอาดปราศจากกิเลสมลทินเศร้าหมองโดยประการทั้งปวง, อำมาตย์ผู้เป็นศิษย์ของนิครนถ์ นาฏบุตร ก็กราบทูลพระราชาว่า ศาสดาของตนเป็นพระอริยบุคคลน่าศรัทธา เลื่อมใส หาใครเปรียบมิได้

บรรดาอำมาตย์แต่ละคนที่กราบทูลพระเจ้าอชาตศัตรูให้เสด็จไปหาศาสดาของตนเหล่านั้นแหละ เป็นคนประเภท “คนหลอกคน” ในยุคพุทธกาล เพราะพร้อมกันกราบทูลหลอกพระเจ้าอชาตศัตรูให้เข้าพระทัยผิด คิดว่าครูทั้ง ๖ เป็นศาสดาปราศจากกิเลสน้อยใหญ่ทั้งหลายทั้งปวง หลอกพระราชาให้เสด็จไปหาจะได้เกิดศรัทธาความเชื่อ ปสาทะ ความเลื่อมใสในศาสดาของตน สุดท้ายกลายเป็นว่าพระราชาไม่ทรงเห็นด้วย เป็นเหตุให้อำมาตย์เหล่านั้นทำงานไม่ได้ผลเพราะพากันประพฤติตนเป็นคนประเภท “คนหลอกคน” คือหลอกพระเจ้าอชาตศัตรูว่า ครูทั้ง ๖ ซึ่งเป็นศาสดาของพวกตนเป็นพระอรหันต์ แต่พระเจ้าอชาตศัตรูทรงรู้ทันว่า ครูทั้ง ๖ ไม่ใช่พระอรหันต์แท้ เป็นแต่เพียงพระอรหันต์หลอก พระอรหันต์ปลอม ที่พวกอำมาตย์ซึ่งเป็นลูกศิษย์ลูกหาพากันยกขึ้นมา พากันตั้งขึ้นมา แล้วก็โฆษณาถึงคุณวิเศษต่างๆ นานา แต่พระราชาไม่ทรงเชื่อตามคำโฆษณานั้น อำมาตย์ทั้งหลายเหล่านั้น ก็พากันกลายเป็นพวก “คนหลอกคน” ไปตามคำหลอกของพวกตน

ในวงการพระพุทธศาสนา ก็ปรากฏว่ามีพระสงฆ์บางพวกบางเหล่าซึ่งเป็นพระบาปหนาปัญญาทรามประเภท “คนหลอกคน” เหมือนกัน แต่แปรผันไปเป็น “พระหลอกคน” เราจะสังเกตเห็นในสังคมชาวพุทธไทยของเรา ในปัจจุบันทุกวันนี้ก็มีพระประเภท “พระหลอกคน” ปะปนระคนกันอยู่โดยทั่วไป พระบางรูปก็ประพฤติตนเยี่ยงพระอริยบุคคล ยกตนว่าเป็นผู้หมดแล้วซึ่งความโลภ ความโกรธ ความหลง เพื่อประสงค์ให้เกิดศรัทธาในบรรดาประชาชนคนเชื่อง่ายทั้งหลาย อุบายของพระประเภท “พระหลอกคน” เหล่านั้นก็ได้ผล ทำให้ประชาชนคนมีศรัทธาจริตจิตเชื่อง่ายทั้งหลาย พากันหลั่งไหลไปหามืดฟ้ามัวดิน เหมือนพวกบ้าหอบฟาง พระวิเศษประเภท “พระหลอกคน” ก็ถือเป็นโอกาสประกาศศักดิ์ศรีของตน โดยถือเอาศรัทธาของคนมีความเชื่อ ความเลื่อมใสในตนมาเป็นหลักฐาน พยานยืนยันว่า ตนเป็นผู้วิเศษจริง

ปัจจุบันทุกวันนี้ มีพระอริยบุคคล มีพระอรหันต์ ประเภท “ลูกศิษย์ตั้ง” เกิดขึ้นในสังคมชาวพุทธไทยเราอย่างผิดสังเกต เป็นเหตุให้เกิดความลังเลสงสัยในบรรดาชาวพุทธทั้งหลายโดยทั่วไปว่า ทำไมประชาชนทุกวันนี้จึงพากันบ่งชี้ว่า พระรูปนี้เป็นพระอรหันต์ พระรูปนั้นเป็นพระอริยบุคคล มันชอบกลจริงๆ….!  ก็ยุคนี้เป็นยุคแห่ง “พระหลอกคน” ไงเล่า… เข้าใจไหม! อย่าไปสงสัยอะไรกันเลย ยุคก่อนตอนที่พระพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์เหตุการณ์เช่นนี้จะไม่ปรากฏขึ้นในวงการพระพุทธศาสนาเลย

แต่สังคมชาวพุทธไทยในปัจจุบันมีคนพากันเชื่อในเรื่องฤทธิ์ เรื่องอำนาจ ก็เลยเป็นโอกาสให้เกิดมีพระวิเศษประเภท “พระหลอกคน” เกลื่อนกล่นไปด้วยพระหลอกลวง พระโอ้อวด บวชเข้ามาเป็นกาฝากในพระศาสนา หลอกให้คนเกิดศรัทธาจะไปเกิดเมืองฟ้า เมืองสวรรค์ชั้น “ดุสิต” ก็ต้องอุทิศด้วยทำบุญลงทุนเป็นทรัพย์จำนวนแสน จำนวนล้าน ถ้าต้องการไปเกิดในสวรรค์ชั้นดุสิต (จองล่วงหน้า) พวกศรัทธาจริตจิตเชื่อง่าย ก็กลายเป็นเหยื่อเชื่อตามคำหลอกของพระนอกคอกเหล่านั้น

พระประเภทนี้พากันไปเชื่อในสิ่งลมๆ แล้งๆ  เชื่อฤกษ์เชื่อยาม เชื่อเครื่องรางของขลัง เชื่อผีเข้าเจ้าทรง เชื่อเวทมนต์กลคาถาอันหาสารประโยชน์มิได้ ยิ่งบวชนานสันดานก็ยิ่งหลงงมงาย กลายเป็นเต่าล้านปี แต่อวดดีว่าเป็นผู้วิเศษประเภทนั่งทางในเห็นอะไรทุกสิ่งทุกอย่างไม่ต่างอะไรกับผู้มีหูทิพย์ ตาทิพย์ ด้วยการอำพราง อวดอ้างว่าเป็นผู้วิเศษเช่นนี้ ก็มีคนศรัทธาพากันไปหามืดฟ้ามัวดิน ก็เลยกลายเป็นแหล่งหากินของพวกนักบวชประเภท “พระหลอกคน”

พระประเภทนี้เปรียบเหมือนผีเหมือนเปรต ประเภทหลอกคนอื่นเลี้ยงชีวิต โดยอาศัยผ้าเหลืองเป็นเครื่องปกปิดความชั่วของตัวเอง ประชาชนผู้ไม่รู้เท่าทันก็พากันหลงเชื่อตกเป็นเหยื่อของนักบวชเหล่านี้มากมาย ผลกระทบที่เกิดจากพฤติกรรมของนักบวชประเภท “พระหลอกคน” นี้ ไม่เป็นผลดีต่อวงการพระพุทธศาสนาแต่ประการใดเลย จึงขอให้พวกเราชาวพุทธไทยในปัจจุบันพากันระมัดระวังอย่าพลั้งพลาด อย่าพากันประมาทตกเป็นทาสของนักบวชประเภท “พระหลอกคน” กันอีกต่อไปเลย (เฉยกันไว้อย่าเพิ่งจองสวรรค์ชั้นดุสิต) นี่แหละท่านสาธุชนผู้รักความสงบสุขทั้งหลาย คือธรรมบรรยายเรื่องของ “คนหลอกคน” นำมาชี้แจงแสดงแก่ท่านทั้งหลาย เพื่อไม่ให้เชื่ออะไรด้วยความงมงาย ให้พากันใช้สติปัญญาพิจารณาไตร่ตรองให้รอบคอบเสียก่อนแล้วจึงค่อยเชื่ออะไรลงไป เพื่อความปลอดภัยอย่าให้ตกเป็นเหยื่อของพวกหลอกลวงต่อไป

คนหลอกคน     น่าฉงน           คนอัปรีย์

มีทั่วไป           ในโลกีย์                    ทุกแห่งหน

หลอกกันไป     หลอกกันมา     พาวกวน

มันชอบกล       หลอกกันได้      คล้ายกับผี

ผีหลอกคน       เราสวดมนต์     ผีก็พ่าย

แต่คนหลอก     มันไม่ง่าย        คล้ายไล่ผี

จะสวดมนต์      อย่างไร          คนไม่หนี

คนอัปรีย์         นี้หลอกได้       ทุกเวลา

ในสังคม          ไทยเรา          ทุกวันนี้

คนอัปรีย์         หาวิธี             สร้างปัญหา

เที่ยวหลอกกัน  บั่นทอน          กันนานา

หลอกกันไป     หลอกกันมา     พาล่มจม

คนหลอกคน     นี้หนา            น่าสมเพช

แสนทุเรศ        ที่สุด              ขุดสังคม

ให้ตกต่ำ         ด่ำอยู่             ในเปือกตม

ค่านิยม           ที่เคยชิน         ก็สิ้นไป

สมัยนี้            มีคน              เที่ยวหลอนหลอก

มีทุกซอก        ทุกซอย          น้อยเมื่อไร

ให้ทุกคน         ต้องระมัด        ระวังไว้

เราจะได้         ปลอดภัย        ไม่ต้องกลัว

เมื่อเขาหลอก    ก็บอกเขา        เราไม่เชื่อ

เราเหม็นเบื่อ    พวกตอแหล     เห็นแก่ตัว

เรารู้ทัน          มันทุกอย่าง      ในทางชั่ว

เราไม่กลัว       อย่ามาหลอก    รีบออกไป

ไปให้ไกล        คนพวกนี้        อัปรีย์มาก

จึงขอฝาก        ขอเตือน          เพื่อนทั้งหลาย

ให้ออกห่าง      นั่นแหละดี       ไม่มีภัย

โปรดจำไว้       อย่าให้หลอก    อีกต่อไป

คนหลอกเรา     เข้าตำรา         นั่นน่าคิด

ควรพินิจ         คำโบราณ        ท่านขานไข

คนหน้าไหว้      หลังหลอก       ท่านบอกไว้

อย่าตายใจ       เชื่อตาม                   คำหลอกมัน

คนหลอกคน     สัปดน            คนจัญไร

หนีให้ไกล        อย่าให้หลอก    ออกเร็วพลัน

มันจะหลอก      เราไม่ได้         ให้รู้ทัน

เรารู้กัน          รู้แก้               มันแพ้ภัย

ขอเชิญชวน     มวลประชา      พากันคิด

ควรพินิจ         กันให้ดี           จะมีชัย

ไม่ถูกหลอก      ถูกหลอน         ตอนต่อไป

เราปลอดภัย     เป็นนิจ           นิรันดร์แล ฯ