คนดีใช้ธรรม-คนระยำใช้กิเลส

ยมฺหิ สจฺจญฺจ ธมฺโม จ      อหึสา สญฺญโม ทโม

เอตทริยา เสวนฺติ      เอตํ โลเก อนามตํ

สัจจะ  ธรรมะ อหิงสา สัญญมะ ทมะ มีอยู่ในผู้ใด

อารยชนย่อมคบหาผู้นั้น  นั่นเป็นธรรมอันไม่ตายในโลก

นภญฺจ ทูเร ปฐวี จ ทูเร

ปารํ สมุทฺทสฺส ตทาหุ ทูเร

ตโต หเว ทูรตรํ วสนฺติ

สตญฺจ ธมฺโม อสตญฺจ ราชา

ดูก่อนราช!  เขากล่าวกันว่าฟ้ากับดินไกลกัน  และฝั่งทะเลก็ไกลกัน  แต่ธรรมของสัตบุรุษกับอสัตยบุรุษไกลกันยิ่งกว่านั้น

ในสังคมมนุษย์ทุกชาติ  ทุกศาสนา  ทุกภาษา  ทุกเผ่าพันธุ์  มีคนอยู่รวมกันกล่าวโดยสรุปแล้ว  มีอยู่สองประเภท  คือคนดีกับคนชั่ว  คนบาปกับคนบุญ  คนมีธรรมกับคนไม่มีธรรม  ทุกยุคทุกสมัย  มีคนอาศัยอยู่ในสังคมโลกเพียง ๒ ประเภทนี้เท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นคนชาติไหน  พูดภาษาอะไร  นับถือลัทธิศาสนาอะไร  มีความเชื่อถืออะไร  ก็มีคนอยู่เพียง ๒ ประเภทเหมือนกันทั้งนั้น  ประเทศชาติไหนมีคนดีอาศัยอยู่มาก  ประเทศชาตินั้นก็มีแต่ความร่มเย็นเป็นสุข  ปราศจากความทุกข์และปัญหานานาประการ  แต่ในทางตรงข้าม  ประเทศชาติไหนมีคนชั่ว  คนเลว  คนระยำพำนักอาศัยอยู่มาก  ประเทศชาตินั้น  ก็มีแต่ความทุกข์  ความเดือดร้อน  ความลำบากยากจน  ผู้คนเอารัดเอาเปรียบเบียดเบียนซึ่งกันและกัน  หาวันสงบสุขมิได้  โดยประการทั้งปวง

ในหัวข้อที่ตั้งไว้ว่า “คนดีใช้ธรรม  คนระยำใช้กิเลส”  นั้น  ก็มุ่งหมายเอาบุคคลทั้งสองประเภทนี้เอง  ในที่นี้จะขอพูดในประเด็น “คนระยำใช้กิเลสก่อน”  ขอทำความเข้าใจกับท่านผู้อ่านผู้ฟังในคำว่า  “คนระยำ”  กันเสียก่อน  เดี๋ยวจะเข้าใจกันว่าเป็นคำหยาบคาย  ฟังแล้วระคายหูไม่สู้จะเป็นมงคล  ความจริงคำว่า  “ระยำ” นี้  เป็นคำไทยแท้  พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย  ใช้กันมาตั้งแต่โบราณ  กล่าวขานถึงคนชั่วช้าเลวทราม  ต่ำช้า กันว่า “คนระยำ”  มิหนำแถมคำว่า “อัปรีย์”  ต่อท้ายเข้าไปอีกว่า “ระยำอัปรีย์”  คำนี้ในพจนานุกรมภาษาไทยให้คำนิยามไว้ว่า “ชั่วช้า  ต่ำช้า  เลวทราม  อัปมงคล”  นี่คือความหมายของคำว่าระยำ  ในพจนานุกรมไทย

ประเด็นต่อไป  ขอพูดถึง  “คนระยำใช้กิเลส”  เพื่อให้ท่านศึกษาหาความรู้กันต่อไป  คนระยำคือคนชั่ว  คนเลว  คนปราศจากศีลธรรม  คนประเภทนี้เป็นบุคคลที่ตกเป็นทาสของกิเลสประเภทต่างๆ  มีความโลภ  ความโกรธ  ความหลง  ทิฏฐิมานะ  อิจฉาริษยา  นินทาว่าร้าย  พฤติกรรมที่แสดงออกมาทางกาย  ทางวาจา  และทางใจ  ของบุคคลเหล่านี้  จึงเป็นพฤติกรรมที่แสดงออกมาด้วยอำนาจอิทธิพลของกิเลส  ด้วยเหตุนี้  พวกเขาจึงได้สมญานามว่า  “คนระยำ”  คือคนชั่วช้า  คนเลวทรม  คนอัปมงคล  เป็นบุคคลประเภทอันตราย  ก่อความเสียหายให้เกิดขึ้นในสังคมแห่งการอยู่ร่วมกัน  มีโทษอันมหันต์  เหลือที่จะพรรณนา  พระบรมศาสดาตรัสว่า  คนที่ตกเป็นทาสของความโลภ  ความโกรธ  และความหลงนั้น  เขาย่อมไม่รู้อรรถ  ย่อมไม่เห็นธรรม  ความโลภ  ความโกรธ  ความหลงครอบงำจิตใจเมื่อไร  ความมืดตื้อ  ความบิดมืดบอดทางปัญญา  ย่อมมีเมื่อนั้น  ดังพุทธศาสนาที่สมเด็จพระพิชิตมารบรมศาสดาจารย์ตรัสไว้ว่า

ลุทฺโธ  อตฺถํ น ชานาติ      ลุทฺโธ  ธมฺมํ น ปสฺสติ

       อนฺธตมํ ตทา โหติ    ยํ  โลโภ  สหเต นรํ.

คนโลภย่อมไม่รู้อรรถ  คนโลภย่อมไม่เห็นธรรม

ความโลภครอบงำนรชนเมื่อไร  ความมืดตื้อย่อมมีเมื่อนั้น

       กุทฺโธ อตฺถํ น ชานาติ      กุทฺโธ ธมฺมํ น ปสฺสติ

       อนฺธตมํ ตทา โหติ    ยํ โกโธ สหเต นรํ.

คนโกรธย่อมไม่รู้อรรถ  คนโกรธย่อมไม่เห็นธรรม  ความโกรธครอบงำนรชนเมื่อไร  ความมืดตื้อย่อมมีเมื่อนั้น

       มุฬฺโห อตฺถํ  น  ชานาติ    มุฬฺโห ธมฺมํ น  ปสฺสติ

       อนฺธตมํ ตทา โหติ    ยํ  โมโห สหเต  นรํ.

คนหลงย่อมไม่รู้อรรถ  คนหลงย่อมไม่เห็นธรรม

ความหลงครอบงำนรชนเมื่อไร  ความมืดตื้อย่อมมีเมื่อนั้น

กิเลสทั้ง ๓ ประเภทนี้แหละ  ที่มันเป็นรากเหง้าเค้ามูลของความชั่วทั้งหลาย  บุคคลใดก็ตามที่ถูกกิเลสทั้ง ๓ ประเภทนี้ครอบงำจิตใจ  เขาก็กลายเป็นคนชั่ว  คนเลว  คนต่ำช้า (คนระยำ)  ทันที  ในประเด็นที่ว่า “คนระยำใช้กิเลส” นั้น  ความจริงแล้วกิเลสมันใช้คนระยำ  การทำการพูด  การคิดของบุคคลประเภทนี้  ตกอยู่ภายในประกาศิตของกิเลสทั้ง ๓ ประเภทนั้น  กิเลสสั่งให้ทำก็ทำ  กิเลสสั่งให้พูดก็พูด  กิเลสสั่งให้คิดก็คิด  ไม่มีอิสรเสรี  เป็นตัวของตัวเองเลย  ทำอะไรพูดอะไร  คิดอะไร  ก็ตกอยู่ในบังคับบัญชาของกิเลสทั้งนั้น  ในสังคมปัจจุบันทุกวันนี้  มีคนระยำใช้กิเลสระบาดกันทั่วไปในสังคมแห่งการอยู่ร่วมกัน  ไม่ว่าจะเป็นสังคมชาวบ้าน  สังคมชาวเมือง  เรื่องของคนระยำใช้กิเลสมีจำนวนปริมาณมากขึ้นอย่างผิดสังเกต  เป็นเหตุให้สังคมมนุษย์ทุกชาติ  ทุกศาสนา  ทุกภาษา  ทุกเผ่าพันธุ์  เกิดปัญหาสารพัดนานาประการ  เพราะการที่มีคนระยำใช้กิเลสอาศัยอยู่ในสังคม

ตัวอย่างเช่น  ถ้ามีคนระยำใช้กิเลสประเภทโลภะ  ความโลภ  โลภะ  ความโลภในที่นี้  โปรดเข้าใจกันให้ดี  อย่าให้ผิดความหมาย  เพราะคนทั้งหลายมักจะเข้าใจกันว่า  คนเราถ้าไม่มีความโลภแล้ว  จะเป็นคนรวยได้อย่างไร  เพราะความโลภช่วยให้คนรวย  ความเข้าใจเช่นนี้ผิดถนัด  คนรวยไม่ใช่เกิดจากความโลภ  และความโลภก็ไม่ใช่ให้เกิดความรวย  ความโลภเป็นปฏิปักษ์กับความรวยต่างหาก  มีความโลภที่ไหน  ความรวยก็หมดไปจากที่นั้น  ความรวยเกิดจากความขยันหมั่นทำการงานให้เหมาะเจาะ  เพราะความขยันจึงหาทรัพย์ได้กลายเป็นเศรษฐี  มหาเศรษฐี  มั่งมีร่ำรวย  ด้วยมีปัญญาจึงหาทรัพย์ได้ในทางที่ชอบ  นี่คือปัจจัยให้เกิดความรวยไม่ใช่ความโลภ  แต่คือความขยัน  หมั่นรักษา  คบค้า คนดีใช้จ่ายด้วยวิธีประหยัด  จำกันไว้ให้ดี  จะได้เป็นเศรษฐีในวันข้างหน้า  อย่าใช้กิเลสคือความโลภกันเลย

โลภะ  ความโลภนั้น ได้แก่ความอยากได้ในทางทุจริต  ผิดศีล  ผิดธรรม  ผิดกฎหมาย  ผิดวัฒนธรรมประเพณี  มีความโลภทุกอย่างไม่เลือกทาง  ขอให้ได้มาเป็นพอ  คอร์รัปชั่นคดโกง  ฆ่าเจ้าเอาของ  หลอกลวงอำพราง  ทำทุกอย่างขอให้ได้มาซึ่งอำนาจเงิน  และอำนาจรัฐ  โดยไม่คำนึงว่าใครจะเดือดร้อน  เพราะการกระทำของตน  คนระยำใช้กิเลสประเภทความโลภนี้  เขาจะเอารัดเอาเปรียบเหยียบย่ำคนอื่น  เพราะความเห็นแก่ตัว  เขามองไม่เห็นคนอื่นนอกจากตัวเขาเอง  และพรรคพวกของเขาเท่านั้น  นี่คือลักษณะของคนระยำใช้กิเลสประเภทความโลภ  ยกมาพอให้เห็นเป็นตัวอย่าง

คนระยำใช้กิเลสประเภท “โทสะ”  โทสะความประทุษร้าย  คิดทำลายล้างผลาญ  คิดให้คนอื่นถึงความพินาศฉิบหาย  วอดวาย  ล่มจม  นี่คือลักษณะของโทสะ  คนที่ถูกโทสะครอบงำจิตใจกลายเป็นคนระยำ  ใจดำอำมหิต  โหดร้ายทารุณ  คนระยำประเภทนี้กำลังระบาดทั่วไปในสังคมปัจจุบัน  เที่ยวฆ่าฟันรันแทง  ทำลายล้างผลาญกันไม่เว้นแต่ละวัน  น่าสังเวช  สลดใจ  นี่แหละพิษสงของคนระยำใช้กิเลสประเภทโทสะ  มันเป็นอันตรายต่อความสงบสุขของสังคมเช่นนี้

คนระยำใช้กิเลสประเภท “โมหะ”  โมหะ  แปลว่าความลุ่มหลง  ความมัวเมา  ความโง่เขลา  คือความไม่รู้ตามความเป็นจริง  รู้เหมือนกันแต่ไม่รู้จริง  หมายถึงความมืดบอดทางจิตใจ  ความมืดมนอนธการ  ขาดความสำนึกผิดถูก  ชั่วดี  นี่คือลักษณะของโมหะ  ที่เข้าใจกันของบรรดานักศึกษาธรรมทั้งหลาย  หลายคนเข้าใจว่า  โมหะคือความไม่รู้  ไม่รู้อะไรก็จัดเป็นโมหะทั้งนั้น  ความเข้าใจเช่นนี้  ไม่ตรงกับลักษณะของโมหะนัก  ตามหลักความหมายเดิม  คำว่า “โมหะ”  หมายถึงความสำคัญผิด  ความเห็นผิด  ความเข้าใจผิด  ความรู้ผิด  นี่คือความหมายเดิม  ความหมายเช่นนี้  จึงจะตรงกับความเป็นจริง  เพราะโมหะนั้นไม่ใช่ว่าไม่รู้  รู้เหมือนกันแต่ดันไปรู้ผิดเข้า  ซึ่งเราชาวบ้านเรียกขานกันว่า “เสือกรู้”

ที่ว่า “โมหะ”  รู้ผิดนั้นคือรู้อย่างไร?  ก็คือรู้ผิดจากสภาวะธรรมความเป็นจริง  เช่นสภาวะธรรมทั้งหลายเป็นอนิจจัง ไม่เที่ยงเปบลี่ยนแปลงตลอดเวลา ทุกขัง ทนอยู่ไม่ได้ ดับไปตลอดเวลา อนัตตา หาตัวตนที่แท้จริงไม่ได้ ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใคร นี่คือความจริงของสภาวธรรมทั้งหลาย แต่โมหะกลับไปรู้ผิดคิดว่า  เป็นของเที่ยง,  มีความสุข,  เป็นตัวเป็นตน  เป็นเราเป็นเขา  เป็นของเราเป็นของเขาก็เลยยุ่งกันใหญ่  เพราะไปรู้ผิดจากความเป็นจริง  นี่แหละคือลักษณะของความรู้ผิด  ความเห็นผิด  สำคัญผิด  ความเข้าใจผิด  ความรู้ผิดนี่แหละที่เป็นตัวการสร้างปัญหาต่างๆ  ในทางสังคมให้เกิดขึ้นแก่คนเรา  พระพุทธเจ้าตรัสว่า

มุฬฺโห  อตฺถํ  น ชานาติ           มุฬฺโห  ธมฺมํ  น ปสฺสติ

       อนฺธตมํ  ตทา โหติ          ยํ  โมโห  สหเต  นรํ.

คนหลงผิดย่อมไม่รู้อรรถ  ย่อมไม่เห็นธรรม ความหลงผิดครอบงำนรชนเมื่อไร  ความมืดมิดย่อมมีเมื่อนั้น

ตามพุทธดำรัสนี้ชี้ให้เห็นว่า  คนที่มีความรู้ผิด  ความเห็นผิด  ความสำคัญผิด  ความเข้าใจผิดนั้นเป็นคนไม่รู้เหตุ  ไม่รู้ผล  เป็นคนตกอยู่ในความมืด  เต็มไปด้วยภัยอันตรายนานาประการ  เป็นคนที่น่าสงสารแถมสมเพท  เพราะเหตุแห่งความยึดมั่น  ถือมั่นยืนยันในความรู้ผิด  หลงผิดของตนอย่างถอนไม่ขึ้น  นี่แหละคือโมหะ  ความหลงผิด  ความรู้ผิด  ความสำคัญผิด  ความเข้าใจผิด  มันเป็นพาเป็นภัย  ทำให้คนดีๆ เป็นคนระยำ  ใช้กิเลส

นอกจากคนระยำจะใช้กิเลสทั้ง ๓  ประเภทนี้แล้ว  คนระยำก็ยังถลำไปใช้กิเลสประเภททิฏฐิมานะ  อิจฉาริษยา  นินทาว่าร้าย  ใช้ความโกรธความเกลียดความชัง  ดังที่เห็นกันอยู่ในปัจจุบันทุกวันนี้  แล้วก็ยังมีอคติ  ลำเอียงเพราะชอบ ลำเอียงเพราะชัง ลำเอียงเพราะขลาด ลำเอียงเพราะเขลา  เล่นเอาคนในสังคมเกิดความระส่ำระสายวุ่นวายกันไปทุกหย่อมหญ้า  คนระยำใช้กิเลสนี้ถ้ามีอยู่ในคนธรรมดาสามัญชาวบ้านทั่วไป  แม้จะเป็นพิษเป็นภัยก็อยู่ในขอบเขตจำกัดเท่านั้น  ข้อสำคัญถ้าผู้มีความรับผิดชอบบริหารประเทศชาติบ้านเมือง  มีอำนาจเงินอำนาจรัฐ  เป็นคนระยำใช้กิเลสกันแล้ว  ก็จะก่อให้เกิดเภทภัยอันตรายต่อสังคมแห่งการอยู่ร่วมกัน  อย่างกว้างใหญ่ไพศาล  สุดที่จะประมาณมิได้  ขอให้เราท่านทั้งหลายใช้ความสังเกตให้ดี  ก็เห็นกันว่า  สังคมทุกวันนี้มีคนระยำใช้กิเลสเพิ่มจำนวนมากขึ้นตามลำดับ  นับว่าน่าเป็นห่วงกันจริงๆ

ได้พูดมาในประเด็น “คนระยำใช้กิเลส”  พอสมควรแล้ว  ต่อไปก็เข้าสู่ประเด็น  “คนดีใช้ธรรม”  เพื่อเป็นข้อเปรียบเทียบว่า  บุคคลทั้งสองประเภทนี้  ประเภทไหนส่งผลกระทบต่อสังคมแตกต่างกันอย่างไร  ดังนั้นอันดับต่อไปนี้  จะพาท่านทั้งหลายไปศึกษาความรู้ในเรื่องของ  “คนดีใช้ธรรม”  กันต่อไป  คนดีคือคนประเภทไหน?  คนดีได้แก่คนที่มีพฤติกรรมทางกาย  ทางวาจา  และทางใจ ที่แสดงออกมาในทางสุจริต  คือกายสุจริต  ประพฤติชอบด้วยการย วจีสุจริต  ประพฤติชอบด้วยวาจา  มโนสุจริต  ประพฤติชอบด้วยใจ  กายสุจริต ไม่ฆ่าสัตว์  ไม่ลักทรัพย์  ไม่ประพฤติผิดในกาม,  วจีสุจริต  ไม่พูดเท็จ  ไม่พูดส่อเสียด  ไม่พูดคำหยาบคาย  ไม่พูดเท็จเหลวไหลไร้สาระ  มโนสุจริต  ประพฤติชอบด้วยใจ  ไม่คิดโลภ  อยากได้ของเขา,  ไม่คิดพยาบาทปองร้ายเขา,  ไม่คิดเห็นผิดจากทำนองครองธรรม  นี่คือลักษณะของคนดี  คนดีมีกาย  วาจา  ใจอันบริสุทธิ์สะอาด  ปราศจากบาปทั้งหลายทั้งปวง

คนดีใช้ธรรม  ตรงกันข้ามกับคนระยำใช้กิเลส  เพราะคนระยำจิตใจต่ำเต็มไปด้วยกิเลส  ความโลภ  ความโกรธ  ความหลง  ทิฏฐิมานะ  อิจฉาริษยา  นินทาว่าร้าย  คนระยำก็ใช้กิเลสเหล่านี้แหละ  หรือพูดอีกนัยหนึ่ง  ก็กิเลสเหล่านี้ที่ใช้คนระยำ  กิเลสที่ใช้คนระยำให้โลภ  คนระยำก็โลภ  กิเลสที่ใช้คนระยำให้โกรธ  คนระยำก็โกรธ  กิเลสที่ใช้คนระยำให้หลง  คนระยำก็หลง  กิเลสที่ใช้คนระยำให้อิจฉาริษยา  คนระยำก็อิจฉาริษยา  กิเลสที่ใช้คนระยำให้นินทาว่าร้าย  คนระยำก็นินทาว่าร้าย  รวมความว่า  คนระยำจะทำ  จะพูด  จะคิด  จะประกอบกิจการอะไร  ก็ทำ  ก็พูด  ก็คิด  ตามประกาศิตของกิเลสทั้งนั้น

ส่วนคนดี  มีจิตใจปราศจากความโลภ  ความโกรธ  ความหลง ทิฏฐิมานะ  อิจฉาริษยา  นินทาว่าร้าย  คนดีจึงใช้ธรรมคือความดี  ความถูกต้อง  และความจริง  คนดีจะทำอะไรก็ทำดี  จะพูดอะไรก็พูดดี  จะคิดอะไรก็คิดดี  คือทำตามอำนาจของพระธรรม  เรียกว่าพระธรรมให้ทำจึงทำ  พระธรรมให้พูดจึงพูด  พระธรรมให้คิดจึงคิด  นี่คือความหมายคำว่า “คนดีใช้ธรรม”  คนดีก็คือคนมีธรรม  คนประพฤติธรรม  คนปฏิบัติธรรม  มีธรรมเป็นเรือนใจ  มีธรรมเป็นที่อยู่อาศัย  เป็น “ธรรมวิหารี”  คนดีมีอยู่ในหมู่ใด  คณะใดสังคมใดประเทศชาติใด  หมู่นั้นคณะนั้นสังคมนั้น  ประเทศชาตินั้น  ก็มีแต่ความสงบสุข  ปราศจากทุกข์และปัญหาต่างๆ  โดยประการทั้งปวง

ขอยกตัวอย่าง  คนดีใช้ธรรมในหมวดที่ชื่อว่า “พรหมวิหารธรรม ๔ “  คือ

ใช้เมตตาธรรม  มีความรักใคร่ปรารถนาให้คนอื่น  และสัตว์อื่นมีความสุข  การอยู่ร่วมกันในสังคมของคนหมู่มาก  ถ้าอยากให้คนในสังคมมีความสุข  ทุกคนต้องใช้เมตตาธรรม  มีความรัก  ความเมตตา  ปรารถนาให้เพื่อนมนุษย์มีความสุข  คนทุกคนต้องมีความรักซึ่งกันและกัน  นั่นคือเหตุ  คือปัจจัยให้เกิดความสุข  ตามหลักที่พระพุทธองค์ตรัสว่า “อพฺยาปชฺฌํ  สุขํ โลเก”  ความไม่เบียดเบียนกันเป็นสุขในโลก  โลกมนุษย์จะมีความร่มเย็นเป็นสุข  ทุกคนต้องใช้เมตตาธรรมประจำใจ  จะทำ จะพูด จะคิดอะไร  ต้องทำต้องพูดต้องคิด  ด้วยเมตตาธรรม  นี่คือหลักค้ำประกันให้คนในสังคมมีความสุข  ทุกคนต้องใช้เมตตาธรรม  จำกันไว้ให้ดี

ใช้กรุณาธรรม  คือความสงสารต้องการช่วยเหลือให้คนอื่น  และสัตว์อื่นพ้นจากความทุกข์  พ้นจากปัญหา  นานาประการ  คนที่มีกรุณาธรรมประจำใจ  เมื่อเห็นคนอื่นตกทุกข์ได้ยากลำบากโดยประการใดๆ  ทนดูอยู่ไม่ได้  ต้องหาอุบายเข้าไปช่วยบรรเทาความทุกข์  ความเดือดร้อนของเขาเหล่านั้นทันทีไม่ดูดาย  ใช้อุบายของพระอินทร์เมืองคน  คือเห็นคนอื่นสัตว์อื่นเดือดร้อน  ก็ร้อนใจขึ้นมาทันที  ไม่หันรีหันขวางอ้างนั่นอ้างนี่  รีบวิ่งรี่เข้าไปช่วยเหลือทันทีทันควัน  เพื่อช่วยให้เขาเหล่านั้นพ้นจากความทุกข์ความเดือดร้อน  ตามสติกำลังความสามารถที่จะช่วยได้  ถ้าทุกคนใช้กรุณาธรรม  มีความสงสารต้องการช่วยเหลือคนอื่นพ้นจากความทุกข์เช่นนี้  นี่คือคนดีใช้ธรรม  นำมาพอเป็นตัวอย่าง

ใช้มุทิตาธรรม พลอยดีใจในเมื่อเห็นคนอื่นได้ดี  ธรรมะข้อนี้มีความสำคัญมาก  ถ้าหากคนเราทุกคนในสังคมมีค่านิยม  นิยมในการใช้มุทิตาธรรม  คือเมื่อเราเห็นคนอื่นทำดีได้ดี  มีความนิยมในการใช้มุทิตาธรรม  คือเมื่อเราเห็นคนอื่นทำดีได้ดี  มีความสุข  ความเจริญ  มีความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน  เจริญด้วยลาภ  ยศ  สรรเสริญ  สุข  เราก็พลอยดีใจ  อนุโมทนาสาธุ  ขอให้เขามีความเจริญยิ่งๆ ขึ้นไป  นี่คือวิสัยผู้ใช้มุทิตาธรรม  ถ้าทุกคนในสังคมพากันนิยมใช้ธรรมะข้อนี้กันให้มากๆ สังคมก็จะมีแต่ความร่มเย็นเป็นสุข  เพราะทุกคนมีดีใจ  มีความพอใจในความดีของกันและกัน  แต่เท่าที่สังเกตเห็นคนส่วนใหญ่ในสังคมปัจจุบันทุกวันนี้  คนเรามักจะพากันลืมในการใช้ธรรมข้อ  “มุทิตา”  เห็นคนอื่นทำดีได้ดีมีลาภ  ยศ  สรรเสริญ  สุข  แทนที่จะพลอยดีใจด้วย  กลับมีความอิจฉาริษยาในความดีของคนอื่น  เห็นคนอื่นได้ดีแล้วทนอยู่ไม่ได้  หรือมีใครพูดถึงความดีของคนอื่นโดยเป็นคนที่ตนเองไม่ชอบแล้ว  มันทนฟังไม่ได้  เหมือนเอาของแหลมมาทิ่มแทงหัวใจ  ทนฟังไม่ได้  ส่ายหน้า  สั่นหัว  ดูเอาเถอะ!  พวกอิจฉาตาไฟ  สร้างความเสนียดจัญไรให้แก่ตัวเองแท้ๆ…อนิจจา! คนเอ๋ยคน  หันมาในใจทางนี้กันหน่อยดีไหม  จิตใจจะได้เบาสบาย  หันมาใช้มุทิตาธรรม  พลอยดีใจ  ชื่นใจ  ในเมื่อเห็นคนอื่นเขาทำดีแล้วได้ดี  เท่านี้ก็หมดเรื่องจะไปเปลืองตัวกับความอิจฉาริษยาทำไมกันเล่า  มันเผาไหม้เกรียมเปล่าๆ  แล้วก็เศร้าใจเสียใจตลอดชีวิต  พิชิตความอิจฉาริษยาด้วยการใช้มุทิตาธรรมกันเถิดท่านที่รักทั้งหลาย  จิตใจของเราจะได้เบาสบาย  ไร้ปัญหาโดยประการทั้งปวง

ใช้อุเบกขาธรรม  อุเบกขาวางใจให้เป็นกลาง  ไม่เข้าข้างอคติ  ลำเอียงเพราะชอบ  ลำเอียงเพราะชัง  ลำเอียงเพราะขลาด  ลำเอียงเพราะเขลา  เอาใจตั้งไว้ตรงกลาง  ทุกอย่างก็จะมีความเป็นธรรม  ความยุติธรรม  ความเสมอภาค  ถ้าหากต้องการให้เกิดความยุติธรรมในสังคม  ก็ต้องใช้อุเบกขาธรรม เพราะอุเบกขานั่นแหละ  คือความเป็นธรรม  ความยุติธรรม  จึงขอฝากท่านทั้งหลายให้พาใช้อุเบกขาธรรมกันเถิด  จะเกิดศิริมงคลส่งผลให้คนในสังคมมีแต่ความร่มเย็นเป็นสุข  ปราศจากทุกข์นานัปการ  แต่เหตุการณ์ในสังคมทุกวันนี้  สังเกตให้ดีหาคนอยู่ตรงๆ ไม่ค่อยจะได้  มีแต่พวกเอียงซ้าย  เอียงขวา  เอียงหน้า  เอียงหลัง  บางคนลำเอียงเพราะชอบ (ฉันทาคติ)  ลงได้ชอบใครแล้วมันจะชั่วเลวอย่างไรก็ชอบใจ  พอใจอยู่นั่นแหละ  แต่บางคนก็เอียงเพราะชัง (โทสะคติ)  ลงได้ชังแล้ว  จะทำดีทำชอบอย่างไร  ก็ยอมรับ ยังเกลียด ยังชังอยู่นั่นแหละ  ด้วยเหตุที่คนเรามีอคติ  ไม่ใช้อุเบกขาธรรมนี้เองแหละ  สังคมมนุษย์จึงเต็มไปด้วยความสับสนวุ่นวาย  กลายเป็นสังคมคนป่า  หาความสงบสุขมิได้

คนดีใช้ธรรม  คนระยำใช้กิเลส  บุคคลทั้งสองประเภทนี้  มีผลกระทบต่อสังคมแห่งการอยู่ร่วมกัน  ไม่เสมอกัน  ไม่เหมือนกัน  แตกต่างกัน  คนดีใช้ธรรม  ทำให้สังคมมีความร่มเย็นเป็นสุข  เพราะคนในสังคมมีความรัก  ความสามัคคี  ไม่มีการเอารัดเอาเปรียบเหยียบย่ำทำลายกัน  อยู่กันฉันท์มิตรมีน้ำจิตเอื้อเฟื้อเกื้อกูลกัน  เพราะต่างคนต่างก็ใช้ธรรมะ  ในชีวิตประจำวัน  จะทำอะไร  จะพูดอะไร  จะคิดอะไรก็ใช้ธรรมนำหน้า  ใช้ปัญญาเป็นเครื่องนำทาง  ต่างคนต่างก็มีหิริ ความละอายต่อความชั่ว  มีโอตตัปปะ  กลัวต่อผลของบาปกรรม  ดังนั้น  ผลกระทบซึ่งเกิดจากพฤติกรรมของคนดีใช้ธรรม  จึงมีแต่ความสงบสุข  ทุกประการ

ส่วนในด้านคนระยำใช้กิเลสนั้น  เป็นเหตุทำให้สังคมจมอยู่ในปลักแห่งความทุกข์  ความเดือดร้อน  ส่งผลสะท้อนต่อสังคมในทางลบ  ทำให้คนในสังคมประสบกับปัญหานานาประการ  เพราะสันดานของคนระยำนั้น  สร้างแต่บาปทำแต่อกุศล  จึงส่งผลให้ได้รับความทุกข์ในปัจจุบันทันตาเห็น  เพื่อเป็นหลักประกันให้เกิดความสงบสุข  และความปลอดภัยในชีวิต  ขอสะกิดให้ท่านทั้งหลายใช้ธรรมกันเถิด  จะเกิดศิริมงคลส่งผลให้มีแต่ความสงบสุขทุกประการ

พวกคนดี ใช้ธรรม ประจำจิต

นำชีวิต      สู่ความสุข     ทุกสมัย

คนใช้ธรรม  นำชีวิต  ศิวิไลซ์

อยู่ที่ไหน    ก็ปลอดภัย  ทุกประการ

เมื่อคนดี    ใช้ธรรม    ประจำอยู่

ในสังคม    ทุกหมู่       คู่ประสาน

ก็ทำให้      ทุกคน       สุขสำราญ

ใจเบิกบานเพราะใช้ธรรม นำวิญญาณ

เมื่อทุกคน  ใช้ธรรม  นำชีวิต

ก็พิชิต  ปัญหา  นานัปการ

ครองชีวิต  สงบสุข  ทุกประการ

ธรรมบันดาล  สงบเย็น  เป็นนิรันดร์

ด้วยเหตุนี้  ปราชญ์เมธี  จึงเตือนตัก

ให้ทุกคน  รู้จัก  ใช้ธรรมกัน

เมื่อทุกคน  ใช้ธรรม  ประจำวัน

ความสุขสันติ์  ก็เกิดมี  ทุกวี่วัน

คนระยำ  ใช้กิเลส  พระท่านเทศน์

ก็เป็นเหตุ  ให้เกิดทุกข์  ไม่สุขสันต์

เกิดปัญหา  นานา  สาระพัน

ทุกข์ด้วยกัน  ทั่วไป  ในสังคม

คนระยำ  ใช้กิเลส  เศษมนุษย์

เลวที่สุด  ทุกอย่าง  ทางสังคม

อยู่ที่ไหน  ไปที่ไหน  ให้ล่มจม

ทำสังคม  ให้เดือดร้อน  ทุกตอนไป

ด้วยเหตุนี้  ขอคนดี  จงหมายมั่น

พร้อมใจกัน  ใช้ธรรม  ประจำใจ

จะประสบ  ความสุข  ทุกเมื่อไป

อยู่ที่ไหน  เหมือนสวรรค์  ชั้นวิมาน ฯ

 

 

แก่นคน

สารญฺจ  สารโต  ญตฺวา       อสารญฺจ  อสารโต    เต  สารํ  อธิคจฺฉนฺติ      สมฺมาสงฺกปฺปโคจรา.   คนเหล่าใดเห็นสิ่งที่เป็นสาระว่าเป็นสาระ  และเห็นสิ่งที่ไม่เป็นสาระ ว่าไม่เป็นสาระ    ชนเหล่านั้น  มีความดำริชอบเป็นโคจร  ย่อมประสบสิ่งที่เป็นสาระ

แก่นคน ต้นไม้ในป่าธรรมชาติสร้างมามีอยู่ ๒ ชนิด คือ ไม้เนื้อแข็ง  และไม้เนื้ออ่อน  ไม้เนื้อแข็งเป็นต้นไม้ชนิดที่มีแก่น  ไม้เนื้ออ่อนเป็นต้นไม้ชนิดที่ไม่มีแก่น   ในบรรดาต้นไม้สองชนิดนี้  ต้นไม้ที่มีแก่นมีประโยชน์มาก มีค่าสูง ราคาก็แพง  ใคร ๆ ก็ต้องการ  เพราะทนทานแข็งแรง ทนแดด ทนฝน ทนลม ทนฟ้า ฝังไว้ในดินก็ทนอยู่ได้นาน แช่ไว้ในน้ำก็ไม่ผุ อยู่ได้หลายสิบปี  ที่สำคัญคือปลวกไม่กล้าแทะ  นี่แหละคือคุณค่าของไม้มีแก่น  ส่วนไม้เนื้ออ่อนไม่มีแก่นใช้ประโยชน์ได้เหมือนกัน  แต่ไม่มากนัก ค่าก็ไม่สูง ราคาก็ต่ำ  เพราะไม่คงทนแข็งแรง  ตากแดด  ก็ไม่ทน  ถูกฝนมากก็ไม่ได้  ร้ายไปกว่านั้น  ก็คือเป็นเหยื่อปลวกได้ดีนัก  นี่คือลักษณะไม้เนื้ออ่อน  ดังนั้น  คำว่า “แก่น”  จึงหมายถึงสิ่งที่เป็นของแท้ เป็นแก่น เป็นประธาน  เช่น แก่นพระศาสนา ก็หมายถึง ศีล สมาธิ ปัญญา  แก่นสารก็หมายถึงสิ่งที่ตั้งมั่น สิ่งที่ถาวร สิ่งที่ไม่เหลวไหล  นี่คือความหมายของคำว่า “แก่น”  แก่นคน  ก็คือสิ่งที่ทำให้ชีวิตจิตใจของคนหนักแน่นมั่นคง ไม่หวั่นไหวไปตามอำนาจกิเลสตัณหา  ไม้แก่นหรือแก่นไม้  มีประโยชน์แก่คนเราอย่างมหาศาล  เหลือที่จะพรรณนา  แต่ว่าต้นไม้จะมีแก่นหรือเป็นแก่นให้คนเราใช้ประโยชน์ได้ต่าง ๆ นานานั้น  มันก็ยืนหยัดต่อสู้กับดินฟ้าอากาศ  ธรรมชาติมาอย่างยืดเยื้อยาวนาน เพื่อให้มีแก่นให้เป็นแก่น  อนุเคราะห์ช่วยเหลือผู้ต้องการได้  ไม้มีแก่นสามารถอำนวยประโยชน์แก่ผู้ต้องการประโยชน์จากต้นไม้ทุกแง่ทุกมุมในทำนองเดียวกัน   คนเราถ้าพยายามฝึกฝนอบรมตนเองให้เจริญคุณธรรม  และศีลธรรมก็เป็นคนประเภทมีแก่น คือ เป็นคนมีศีลดี มีธรรมงาม   ตามหลักธรรมทางศาสนา  หลักธรรมทางศาสนานั่นแหละ  คือแก่นแท้ของคนเรา  คนที่มีศีลมีธรรมประจำจิตใจ  คนนั้นก็เป็นคนมีแก่น  คนไหนปราศจากศีลธรรม  คนนั้นก็เป็นคนไม่มีแก่น  ต้นไม้ประเภทมีแก่นเป็นต้นไม้มีคุณค่าสูง  เป็นที่ต้องการของคนทั่ว ๆ ไป ฉันใด  คนที่มีจิตใจเต็มเปี่ยมด้วยคุณธรรมศีลธรรมก็เป็นที่ต้องการของคนในสังคม  ฉันนั้นเหมือนกัน  ธรรมะที่จะทำให้คนมีแก่นสารนั้น เรียกว่า “สาระธรรม”  มีอยู่ด้วยกัน ๕ ข้อ คือ  ๑. สัทธาสาระ แก่นคือศรัทธา ความเชื่อ  ๒. สีลสาระ แก่นคือศีล  ๓. สุตสาระ แก่นคือการสดับตรับฟัง  ๔. จาคสาระ แก่นคือการเสียสละ  ๕. ปัญญาสาระ แก่นคือปัญญา  ความเชื่อมั่นคง  ดำรงมั่นในศีล  หมั่นฟังเป็นอาจิณ  ความชั่วทั้งสิ้นต้องสละไป  จะมีชัยต้องมีปัญญา  สัทธาสาระ  แก่นคือศรัทธา ความเชื่อ ศรัทธาที่แปลว่า ความเชื่อนั้น  ท่านผู้รู้ – วิญญูชน  ได้ให้ความหมายไว้ถึง ๔ อย่าง คือ  ๑. กัมมสัทธา เชื่อกรรมคือการกระทำ  ๒. วิปากสัทธา เชื่อผลของกรรม  ๓. กัมมัสสกตาสัทธา เชื่อว่าทุกคนมีกรรมเป็นของ ๆ ตน  ๔. ตถาคตโพธิสัทธา เชื่อปัญญาตรัสรู้ของพระตถาคตเจ้า  กัมมสัทธา  เชื่อกรรมคือการกระทำทางกาย ทางวาจา และทางใจของตน  คนเราจะชั่วจะดี จะมี จะจน  ไม่ใช่เกิดจากสิ่งอื่น หรือสิ่งลึกลับมหัศจรรย์อะไรทั้งนั้นเป็นผู้บันดาล  กรรมคือการกระทำของเรานั่นแหละ  เป็นผู้บันดาล คิดดี พูดดี ทำดี ก็เป็นคนดี มีความสุข  ถ้าคิดชั่ว พูดชั่ว ทำชั่ว  ก็เป็นคนชั่ว มีความทุกข์  มีความเดือดร้อนตลอดเวลา  ดังนั้น เมื่อเราเชื่อกรรมการกระทำของตนเช่นนี้  เราจึงควรเลือกคิด เลือกพูด เลือกทำ แต่กรรมที่ดี  จะได้เป็นสิริมงคลส่งผลให้มีความสุขในที่ทุกสถานในกาลทุกเมื่อ  นี่คือ “กัมมสัทธา” เชื่อกรรม  วิปากสัทธา  เชื่อผลของกรรมคือการกระทำทางกาย ทางวาจา ทางใจ คือทำ พูด คิดอย่างไร  ก็ย่อมได้รับผล อย่างนั้น  ทำดี พูดดี คิดดี ก็ได้รับผลดี  ถ้าทำชั่ว พูดชั่ว  คิดชั่ว  ก็ได้รับผลชั่ว  หว่านพืชเช่นไร  ได้ผลเช่นนั้น  นี่คือความหมาย “วิปากสัทธา” เชื่อผลของกรรม  กัมมัสสกตาสัทธา เชื่อว่าสัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของ ๆ ตน คือคนเราเมื่อทำกรรมอะไรลงไปแล้ว  กรรมนั้นก็ต้องเป็นของ ๆ เรา จะยกกรรมที่เราทำให้คนอื่นไม่ได้  ใครทำก็ต้องเป็นของคนนั้น  นี่คือความหมาย “กัมมัสสกตาสัทธา” เชื่อว่ามีกรรมเป็นของ ๆ ตน  ตถาคตโพธิสัทธา เชื่อปัญญาตรัสรู้พระตถาคตเจ้า  คือเชื่อธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าว่า  พระองค์ทรงสอนอย่างไร  ก็เป็นอย่างนั้นไม่แปรผันเป็นอย่างอื่นไปได้  การเชื่อปัญญาตรัสรู้ของพระตถาคตเจ้านั่นแหละ  เป็นความเชื่อที่ดีที่สุด  ถูกต้องที่สุด  คนเราทำอะไรลงไป  ต้องอาศัยศรัทธาความเชื่อเป็นปัจจัยสำคัญที่จะผลักดันให้ลงมือทำในสิ่งนั้น ๆ ได้  ถ้าไม่มีศรัทธาความเชื่อแล้ว  คนเราก็ทำอะไรไม่ได้  ดังนั้น  ศรัทธา ความเชื่อจึงเป็นเสมือนหนึ่งว่า เพื่อน คอยเตือนให้คนเราทำอะไรให้สำเร็จได้  ขาดเพื่อนก็เหมือนขาดปัจจัยสำคัญไป  ทำอะไรลงไปก็ไม่ประสบผลสำเร็จ  ด้วยเหตุนี้  คนเราจึงจำเป็นต้องมีศรัทธาเป็นเพื่อนคอยเตือนตลอดเวลา สทฺธา  ทุติยา  ปุริสสฺส  โหติ. ศรัทธาเป็นเพื่อนที่สองของคน  คนเราที่ลงมือทำอะไรให้ดำเนินไปได้นั้น  เพราะมีศรัทธาเป็นเพื่อนคอยเตือนให้ทำงานตามหน้าที่  ไม่ผัดวันประกันเวลาในการทำงาน ต้องทำงานให้ต่อเนือง ทำสม่ำเสมอไม่ขาดสาย  ผลสุดท้ายงานก็สำเร็จด้วยดี  เพราะมีศรัทธาเป็นเพื่อนและศรัทธานั้นก็ต้องเป็นศรัทธาที่ประกอบด้วยปัญญาด้วยจึงจะเป็นศรัทธาที่แท้จริง คือ “สัทธาญาณสัมปยุต” ศรัทธาประกอบด้วยปัญญาศรัทธาตั้งมั่นแล้วยังประโยชน์ให้สำเร็จ  ประโยชน์ตน ประโยชน์คนอื่น  ประโยชน์ปัจจุบัน ประโยชน์อนาคต  ประโยชน์อย่างยิ่ง คือนิพพานความดับทุกข์  ถ้าศรัทธาตั้งมั่นแล้ว  ก็สำเร็จได้ทั้งนั้น  ด้วยเหตุนี้  คนที่มีศรัทธาตั้งมั่นแล้ว  จึงเป็นคนมีแก่น  เพราะไม่หวั่นไหวต่ออุปสรรค จิตใจหนักแน่นมั่นคง  ประกอบกิจอะไรลงไปก็สำเร็จได้  ศรัทธาจึงเป็นแก่นคน (สัทธาสาระ)  สีลสาระ  แก่นคือศีล  ศีลได้แก่พฤติกรรมทางกาย ทางวาจา เรียบร้อย  พฤติกรรมทางกายไม่เป็นโทษแก่ใคร ๆ พฤติกรรมทางวาจาก็ไม่เป็นภัยแก่คนอื่น  เรียกว่าเป็นคนมีศีล คนมีศีลเป็นคนมีแก่นเพราะมีกายสุจริต มีวาจาสุจริต  คนมีกายสุจริต  มีวาจาสุจริตเป็นคนมีแก่น  สีละแปลว่าปกติ สีละแปลว่าเย็น  สีละแปลว่าหนักแน่นมั่นคง  คนมีศีลมีปกติ มีวาจาปกติ ไม่ทำชั่วทางกาย ไม่พูดชั่วทางวาจา ดังนั้น  ศีลจึงเป็นแก่นของคน (แก่นคน) แก่นคนคือศีล   คนมีศีล สิ้นวุ่นวาย หายเดือดร้อน  จะหลับนอน ก็เป็นสุข ทุกข์ห่างเหิน  ทำอะไร จิตใจ ใฝ่เพลิดเพลิน  สุขเจริญ เป็นนิรันดร์ ไม่ผันแปร  สุตะสาระ แก่นคือการสดับตรับฟังธรรมะคำสอนในทางพระพุทธศาสนา การฟังมาก เป็นการเรียนรู้ทางโสตะ ประสาท  ทำให้คนเรามีความรู้ มีความเข้าใจมากในเรื่องต่าง ๆ ที่ได้ฟังมาจึงทำให้เป็นพหูสูต  คงแก่เรียน การฟังนั้นเป็นเหตุให้ได้ฟังสิ่งที่ไม่เคยฟัง สิ่งใดเคยฟังแล้ว  แต่ไม่เข้าใจชัดย่อมเข้าใจสิ่งนั้นชัด ถ้ามีความเห็นผิดมาก่อน  ก็ทำให้มีความเห็นถูกต้องได้เพราะการฟัง  บรรเทาความสงสัยต่าง ๆ เสียได้  จิตใจของผู้ฟังย่อมผ่องใส  ด้วยเหตุผลดังที่กล่าวมา  สุตะ การสดับตรับฟัง จึงเป็นแก่นคน  คนเราจะเป็นคนฉลาด เป็นนักปราชญ์ผู้มีปัญญา  ต้องอาศัยการฟังเป็นปัจจัยสำคัญ  ถ้าปราศจากสุตะการฟังเสียแล้ว  คนเราจะเป็นคนฉลาด เป็นปราชญ์มีปัญญาได้อย่างไร  เมื่อไม่มีความฉลาด ไม่มีความเปรื่องปราดด้วยสติปัญญาแล้ว  จะเป็นคนมีแก่นกันได้อย่างไร  ใครต้องการเป็นคนมีแก่นก็ต้องมีใจหนักแน่นในการสดับตรับฟัง  สดับตรับฟังมากเท่าไร  แก่นคนก็แข็งแรงมากเท่านั้น  นี่คือ “แก่นคน” ในข้อที่ว่า “สุตสาระ”  แก่นคือการฟังนำมาเสนอท่านทั้งหลายโดยย่อพอเป็นตัวอย่างในทางศึกษาหาความรู้ต่อไป  จาคะสาระ  แก่นคือการเสียสละ บริจาค  จาคะมีสองความหมาย คือเสียสละภายนอก ได้แก่การบริจาควัตถุสิ่งของต่าง ๆ เพื่อสงเคราะห์อนุเคราะห์แก่คนอื่น  ตามกำลังความสามารถที่จะทำได้  อย่าให้เกินกำลัง ให้รู้จักประมาณในการบริจาค  เพราะความรู้จักประมาณยังประโยชน์ให้สำเร็จ  คนตกทุกข์ได้ยากยังมีอยู่มากในสังคมแห่งการอยู่ร่วมกัน  ต้องอาศัยคนผู้มีน้ำใจ  เมตตากรุณาสงสารสงเคราะห์คนเหล่านั้นให้พวกเขามีความเป็นอยู่อย่างไม่ต้องทนทรมานมากจนเกินไป  นี่คือการเสียสละภายนอก  คือการบริจาควัตถุสิ่งของเท่าที่จะทำได้ตามกำลังความสามารถ  อีกความหมายหนึ่งของ “จาคะ” คือการเสียสละภายใน การเสียสละภายในเป็นเรื่องสำคัญมาก  แต่หากไม่ค่อยจะมีการพูดถึงกัน  พากันพูดถึงแต่การเสียสละภายนอก  จึงขอบอกว่า การเสียสละภายนอกจะเกิดจะมีขึ้นได้  ก็ต้องอาศัยการเสียสละภายในเป็นปัจจัยผลักดัน  เช่นคนจะให้วัตถุสิ่งของได้ก็ต้องเสียสละภายใน คือ “มัจฉริยะ” ความตระหนี่เห็นแก่ตัวเสียก่อน  จึงจะให้วัตถุสิ่งของได้ ดังนั้น  การเสียสละภายในจึงเป็นสิ่งสำคัญยิ่งกว่าการเสียสละภายนอก  การเสียสละภายใน ได้แก่การเสียสละอะไร ?  การเสียสละภายในนั้น  ได้แก่การเสียสละความชั่ว ความไม่ดี กิเลสตัณหาอันฝังแน่นอยู่ภายในจิตใจออกไป  อย่าให้ความชั่วกิเลสตัณหาเหล่านั้น  ฝังแน่นอยู่ภายในจิตใจอีกต่อไป  กิเลสประเภท ความโลภ ความโกรธ ความหลง ทิฎฐิมานะ  อิจฉาริษยา นินทาว่าร้าย ความชั่วทั้งหลายเหล่านี้  เป็นสิ่งไม่ดี  เป็นของบูดของเน่าของเหม็น  ของไม่เป็นสิริมงคล ของไม่ดีเหล่านี้  อย่าปล่อยไว้ให้มันหมักมันดองอยู่ในจิตใจ เพราะถ้าปล่อยให้กิเลสความเศร้าหมองเหล่านี้ หมักดองอยู่ในจิตใจ จิตใจก็จะเศร้าหมองไปด้วยกิเลสตัณหาอารมณ์ฝ่ายต่ำเหล่านั้นด้วย ดังนั้น จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเสียสละกิเลสประเภท ความโลภ ความโกรธ ความหลง ทิฏฐิมานะ อิจฉาริษยา นินทาว่าร้าย ให้หายไปจากจิตใจ อย่าปล่อยไว้ให้มันทำลายจิตใจอีกต่อไป เมื่อสละกิเลสทั้งหลายออกไปจากจิตใจได้แล้ว จิตใจก็จะมีแต่แก่น ดังนั้น จาคสาระ จึงเป็นแก่นของคน คนไหนมี “จาคะสาระ” คนนั้นก็เป็นคนมีแก่น ได้พูดถึงการเสียสละมาพอสมควรแล้วต่อไป ก็ขอเข้าสู่ประเด็น “ปัญญาสาระ” แก่นคือปัญญา  ปัญญาสาระ แก่นคือปัญญา แก่นคนข้อสุดท้ายคือ ปัญญา ทำไมปัญญาจึงเป็นแก่นคน ปัญญาที่เป็นแก่นคน ก็เพราะปัญญาเป็นแสงสว่างของคนในโลก แสงสว่างอื่นเสมอด้วยปัญญาไม่มี ปัญญาเป็นแก้วของนรชน ปัญญาปกครองคนได้ ปญฺญา  โลกสฺมิ  ปชฺโชโต. ปัญญาเป็นแสงสว่างในโลก นตฺถิ  ปญฺญาสมา  อาภา. แสงสว่างอื่นเสมอด้วยปัญญาไม่มี ปญฺญา  นรานํ  รตนํ. ปัญญาเป็นแก้วของนรชน ปญฺญา  เจนํ  ปสาสติ. ปัญญาปกครองคนได้  คนเราจะครองชีวิตอยู่ในโลกให้มีความเจริญก้าวหน้าในด้านต่าง ๆ และมีความปลอดภัยได้ ต้องอาศัยปัญญาเป็นเครื่องนำทาง ปัญญานั้นแหละเป็นแสงสว่างนำทางให้คนเราดำเนินชีวิตไปในทางที่ถูกต้อง ถ้าขาดปัญญาก็อุปมาเหมือนอยู่ในที่มืดมองไม่เห็นทิศทางเคว้งคว้างไปตามกรรม ดังนั้น ปัญญาจึงเป็นแสงสว่างในโลก เป็นแสงสว่างของคนที่อาศัยอยู่ในโลก คนที่อาศัยอยู่ในโลก ต้องอาศัยปัญญาเป็นเครื่องนำทาง ชีวิตจึงจะพบกับความสว่างมองเห็นทางดำเนินชีวิตไปในทางที่ถูกต้องชอบธรรม  การมีชีวิตอยู่ในโลกทุกวันนี้ ต้องอยู่กันด้วยปัญญา ชีวิตที่เป็นอยู่ด้วยปัญญา เป็นชีวิตอันประเสริฐ เกิดมาเป็นคนกับเขาทั้งชาติต้องเป็นคนฉลาด ครองชีวิตอยู่ด้วยปัญญา แสงสว่างอื่นเสมอด้วยปัญญาไม่มี ไม่มีแสงสว่างอะไรเสมอด้วยปัญญา พระอาทิตย์ส่องแสงสว่างในเวลากลางวัน พระจันทร์ส่องแสงสว่างในเวลากลางคืน แสงสว่างอื่น ๆ ก็ส่องแสงสว่างในขอบเขตจำกัด ข้อสำคัญแสงสว่างอันเกิดจากดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ จากประทีปโคมไฟ แสงสว่างจากกระแสไฟฟ้าเหล่านี้ ไม่สามารถส่องเข้าไปสู่จิตใจอันมืดบอดไปด้วยกิเลสตัณหาของคนเราได้ นอกจากแสงสว่างคือปัญญาเท่านั้น ที่จะส่องเข้าไปสู่จติใจอันมืดบอด ด้วยกิเลสตัณหาของคนเราได้ ดังนั้น แสงสว่างอื่นจึงเสมอด้วยปัญญาไม่มี ปัญญาเป็นแก้วของนรชน คนที่มีปัญญาเป็นคนที่มีแก้วสารพัดนึก คือจะนึกเอาอะไรก็ได้ตามความปรารถนา ดำดิน บินบน ล่องหน หายตัว ทุกวันนี้ก็มีให้เห็นกันอยู่แล้ว ส่งยานอวกาศไปสำรวจนอกโลก นานกันเป็นเดือนเป็นปี ก็มีให้เห็นกันอยู่ในปัจจุบัน ท้ายที่สุดพระพุทธองค์ทรงย้ำว่า ปัญญาปกครองคนได้ คนมีปัญญาจะปกครองตนเองก็ได้ ปกครองคนอื่นก็ไม่มีปัญหา ที่มีปัญหากันอยู่ทุกวันนี้ เพราะใช้คนปกครองคน ไม่ใช้ปัญญาปกครองจึงเกิดปัญหา ดังนั้น ถ้าไม่ต้องการให้เกิดปัญหาในการปกครอง ก็ตัองใช้ปัญญาปกครองคน อย่าใช้คนปกครอง ถ้าใช้คนปกครองคนก็จะหนีไม่พ้นจากปัญหา พระศาสดาตรัสว่า “ปัญญาปกครองคนได้” โปรดจำกันไว้ให้ดี แล้วใช้ปัญญาปกครองคนกันต่อไป สังคมจึงจะไร้ปัญหา ที่กล่าวมานี้ คือเรื่องของ “ปัญญาสาระ” แก่นปัญญา แก่นคนข้อสุดท้ายได้แก่ปัญญา ใครมีปัญญาดังกล่าวมา คนนั้นก็มีแก่น  แก่นคนคืออะไร? แก่นคนได้แก่ “สาระธรรม” ๕ ประการ คือ สัทธาสาระ แก่นคือศรัทธา, สีลสาระ, แก่นคือศีล, สุตะสาระ แก่นคือการสดับตรับฟัง, จาคะสาระ แก่นคือการเสียสละ, ปัญญาสาระ แก่นคือปัญญา คนไหนประพฤติปฏิบัติทั้ง ๕ ข้อนี้ ให้สมบูรณ์บริบูรณ์ดี คนนั้นก็เป็นคนมีแก่น ดังนั้น ธรรมทั้ง ๕ ประการ คือ สัทธา, สีละ, สุตะ, จาคะ, และปัญญา จึงเป็นแก่นคน   หนึ่งให้มี  ศรัทธา  อย่าประมาท    อย่าให้ขาด  เมื่อให้ทาน   การกุศล  ศรัทธาช่วย  อวยสุข  ให้ทุกคน   จะเกิดผล เพราะศรัทธา พานำทาง   จะทำใด ไตร่ตรอง ถึงสองชั้น  อย่าผลุนผลัน เชื่อง่าย ไร้เหตุผล  จะทำบุญ สุนทาน การคบคน  อย่าลุกลน จะถูกหลอก บอกให้จำ   ลิงหลอกเจ้า เข้าตำรา นั่นน่าคิด  ควรพินิจ คำโบราณ ท่านขานไข  คนหน้าไหว้ หลังหลอก ท่านบอกไว้  อย่าตายใจ เชื่อตาม คำของมัน   คิดให้ดี อย่าผลีผลาม จะงามหน้า  ใช้ปัญญา ถี่ถ้วน ควรไต่ถาม  หาเหตุผล เสียก่อน ก่อนทำตาม  ศรัทธางาม อย่างนี้ ดีนักแล    ข้อที่สอง ต้องรักษา ศีลห้าด้วย  เอาศีลช่วย ปราบกิเลส เหตุเศร้าหมอง  ควรรักษา กายวาจา อย่าคะนอง  ปราบจองหอง ด้วยศีล สิ้นหยาบคาย     กาย-วาจา ถ้ายังหยาบ ปราบเสียบ้าง  เอาศีลล้าง หยาบคาย หายเศร้าหมอง  คนมีศีล กายดี เหมือนสีทอง  วาจาผ่อง พูดจา ก็น่าฟัง        รักษากาย  วาจา อย่าประมาท  พุทโธวาท สอนไว้ ในหมวดศีล  ให้ชำระ กาย-วาจา อันราคิน  ด้วยองค์ศีล ให้สะอาด ปราชญ์นิยม       คนมีศีล สิ้นวุ่นวาย หายเดือดร้อน  จะหลับนอน ก็เป็นสุข ทุกข์ห่างเหิน  ทำอะไร จิตใจ ใฝ่เพลิดเพลิน  สุขเจริญ เป็นนิรันดร์ ไม่ผันแปร       ข้อที่สาม หมั่นสดับ รับโอวาท  อย่าให้ขาด การฟังธรรม พระพร่ำสอน  ฟังแล้วจำ ขึ้นใจ ให้แน่นอน  ฟังไว้ก่อน นั่นแหละดี มีปัญญา      ฟังให้ดี มีปัญญา สมาธิ   หมั่นดำริ ตามหลัก แห่งมรรคผล  ฟังอะไร ใฝ่ใจ ให้แยบยล  เป็นมงคล มีปัญญา พารุ่งเรือง       ฟังให้มาก ถ้าอยากรู้ เมื่อครูสอน  อย่าง่วงนอน ตั้งใจ ใฝ่ศึกษา  จะฟังเทศน์ ฟังธรรม ให้นำพา  เกิดปัญญา ก็เพราะฟัง ตั้งใจจริง        คนฟังมาก คงแก่เรียน เพียรอุตส่าห์  มีปัญญา ทรงจำ ในคำสอน  ดำเนินงาน ด้วยปัญญา ให้อาทร  หายเดือดร้อน เพราะการฟัง ดีจังเอย        ข้อที่สี่ มีจาคะ สละออก  พระท่านบอก ให้ทำทาน การกุศล  สละทรัพย์ ทำบุญ อุดหนุนคน  ได้กุศล เพราะทำทาน การแบ่งบัน   ก่อนจะให้ ใจดี มีฉันทะ   เสียสละ ปัจจัย ไม่หวงแหน  เพื่อแลกเปลี่ยน ความดี มีมาแทน  อันเป็นแก่น ที่นิรันดร์ ไม่ผันแปร       สละทรัพย์  ภายนอก ออกสงเคราะห์  ทำให้เหมาะ พอประมาณ การช่วยเหลือ  ให้ด้วยจิต สงสาร การจุนเจือ  เราช่วยเหลือ เขาดีใจ ใฝ่ขอบคุณ        นี่คือให้ สิ่งภายนอก บอกให้รู้  ส่วนศัตรู ภายใน ใจสถุล  ต้องสละ มันไป ให้สมดุล  จิตใจขุ่น มัวหมอง ต้องละมัน         ควรสละ สิ่งภายใน จิตใจชั่ว  ความหมองมัว ในใจ ให้ละเสีย  อย่าปล่อยไว้ ทำใจ ให้อ่อนเพลีย  ละมันเสีย ใจสะอาด ปราศมลทิน         ข้อที่ห้า ปัญญาดี มีสาระ   ข้อนี้ละ ยิ่งสำคัญ ชั้นหัวแถว  จะทำงาน เรื่องใด ให้เข้าแนว  ก็ต้องแล้ว แต่ปัญญา พานำทาง         ปัญญาดี มีไว้ ใช้ประโยชน์  ทำลายโทษ ทุกอย่าง ให้ห่างหนี  จะหนีทุกข์ พบสุขได้ หายราคี  ปัญญาดี จึงจะถึง ซึ่งนิพพาน        ปัญญาเกิด คราใด ใจเป็นพระ  ย่อมชนะ กิเลสมาร ที่ผลาญเผา  ทำลายชั่ว ตัวโมหา พามัวเมา  ไม่โศกเศร้า หายห่วง พ้นบ่วงมาร   โปรดใฝ่หา ปัญญา อย่าเกียจคร้าน  เพื่อปราบมาร ภายใน ให้สาปสูญ  กิเลสร้าย ภายใน ไม่พอกพูน  เพราะสมบูรณ์ ด้วยปัญญา พารุ่งเรือง        ขณะใด มีปัญญา พารุ่งโรจน์  ไม่มีโทษ ไม่มีภัย ไกลสงสาร  จะคิดอ่าน เรื่องใด ใจสำราญ  พบนิพพาน สุขสันต์ นิรันดร         สาระธรรม ที่กล่าวมา ห้าข้อนี้   เป็นของดี มีสาระ พระท่านสอน  ควรใฝ่หา สาระธรรม ตามคำกลอน  ที่กล่าวสอน มาแต่ต้น จนสุดท้าย        สัทธา-ศีล สุตะ และจาคะ  ข้อหนึ่งละ คือปัญญา พาทีไข  ทั้งห้านี้ เป็นของดี ไม่มีภัย   โปรดจำไว้ แล้วทำตาม งามจริงเอย  นอกจาก “สาระธรรม” ดังที่กล่าวมานี้  จะเป็นแก่นของคนแล้วธรรมอื่น ๆ  ธรรมหมวดอื่น ๆ ทั้งหมด  ก็ล้วนเป็นแก่นของคนทั้งนั้น  คุณธรรม ศีลธรรม  จริยธรรมทั้งหลายที่พระพุทธองค์ได้ทรงแสดงบรรยายไว้ในพระไตรปิฎก  ล้วนแล้วแต่เป็นแก่นของคนสำหรับผู้ที่นำไปประพฤติปฏิบัติตาม  เพราะธรรมะคำสอนของพระตถาคตเจ้าจะเป็นประโยชน์แก่ใครก็เฉพาะผู้ที่ประพฤติปฏิบัติตามเท่านั้น   พหูนํ   วต   อตฺถาย   อุปฺปชฺชนฺติ  ตถาคตา   อิตฺถีนํ  ปุริสานญฺจ     เย  เต  สาสนการกา.  การอุบัติขึ้นของพระตถาคตเจ้า  จะเป็นประโยชน์แก่คนหมู่มากคือบุรุษและสตรี  ก็เฉพาะผู้ปฏิบัติตามคำ สอนเท่านั้น  แก่นคน  ที่สำคัญที่สุดก็สรุปลงที่ ศีล สมาธิ  และปัญญานั้นเอง  เพราะศีล สมาธิ ปัญญา เป็นหลักธรรมในทางพระพุทธศาสนา  ซึ่งมาจากอริยมรรคมีองค์แปด คือ สัมมาทิฎฐิ, สัมมาสังกัปปะ, สัมมาวาจา, สัมมา       กัมมันตะ, สัมมาอาชีวะ, สัมมาวายามะ, สัมมาสติ, สัมมาสมาธิ  สัมมาวาจา, สัมมากัมมันตะ, สัมมาอาชีวะ  จัดเป็นหมวดศีล  สัมมาวายามะ, สัมมาสติ, สัมมาสมาธิ   จัดเป็นหมวดสมาธิ  สัมมาทิฎฐิ, สัมมาสังกัปปะ  จัดเป็นหมวดปัญญา  ผู้ปฏิบัติตาม ศีล สมาธิ ปัญญา  ให้สมบูรณ์บริบูรณ์ดีแล้วจึงได้ชื่อว่าเป็นคนมีแก่นที่แท้จริง ดังนั้น  แก่นแท้ แก่นจริง ๆ ของคนเรา  จึงได้แก่ ศีล สมาธิ และปัญญา  สรุปแก่นคน  จึงได้แก่ ศีล สมาธิ ปัญญา  ดังที่ได้กล่าวมาโดยย่อพอเป็นตัวอย่างนี้แล  ใครต้องการเป็นคนมีแก่น  และเป็นแก่นที่แท้จริง มั่นคง ถาวร  ก็ต้องสมาทานตั้งมั่นประพฤติปฏิบัติตามอริยมรรคมีองค์แปด  อันได้แก่ ศีล สมาธิ และปัญญา  ดังบรรยายมานี้แล   สัทธา-ศีล สุตะ และจาคะ  อีกข้อละ คือปัญญา พาทีไข  หากพระธรรม ห้าข้อนี้ มีในใจ  ของคนใด นั่นแหละ คือแก่นคน   คนมีแก่น แสนประเสริฐ เลิศมนุษย์  มีจิตใจ บริสุทธิ์ ไม่ขุ่นข้น  กิเลสใหญ่ ทั้งหลาย ไม่ระคน  เขาเป็นคน ควรเชิดชู และบูชา   แก่นของคน เกิดจากผล การทำดี  การพูดดี การคิดดี มีที่มา  การทำดี พูดดี ด้วยวาจา  เป็นที่มา แก่นคน โปรดสนใจ   คนมีแก่น แสนดี มีคุณค่า  เป็นสง่า มีคำ น่าสนใจ  ทำอะไร พูดอะไร คิดอะไร  ก็เป็นไป แต่ในทาง สร้างความดี   ด้วยเหตุนี้ ปราชญ์-เมธี จึงเตือนตัก  ให้ทุกคน รู้จัก ทำความดี  เพราะจะทำ ให้เรา มีศักดิ์ศรี  เป็นคนดี ของสังคม นิยมธรรม   เมื่อพระธรรม เป็นแก่นคน ดังกล่าวนี้  จึงขอให้ คนดี มีพระธรรม  เพื่อส่งเสริม จิตใจ ให้ชื่นฉ่ำ  ในพระธรรม ตลอดกาล เป็นนิจเทอญ